TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกTST Forumสรุปจาก ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ในหัวข้อ Technology: The twin factor of sustainability, from...

สรุปจาก ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ในหัวข้อ Technology: The twin factor of sustainability, from Net Profit to Net Positive

ความยั่งยืน (Sustainability) คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในปัจจุบัน เพราะโลกกำลังโลกกำลังเผชิญกับปัญหารอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ปัญหาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มลดลงไปเรื่อย ๆ 

แนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) จึงเป็นการดำเนินธุรกิจที่หลายคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก เพราะนี่คือแนวทางในการทำธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล ซึ่งปัจจุบันคำว่า ESG ได้ถูกหยิบมาใช้ในวงกว้างเพื่อประชาสัมพันธ์และนำเสนอภาพลักษณ์ขององค์กร ดังนั้น เรามาสรุปประเด็นหลักของการทำธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนที่ไม่ได้สร้างแค่กำไรสุทธิ (Net Profit) แต่ยังสร้าง Net Positive ให้กับธุรกิจยุคใหม่ได้ไปพร้อม ๆ กันกับดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ที่จะมาให้ความรู้เรื่องนี้ภายใต้หัวข้อ Technology: The twin factor of sustainability, from Net Profit to Net Positive จากงาน The Story Thailand Forum 2024

Technology along the age of evaluation

หากย้อนดูความเกี่ยวข้องก็จะเห็นมาตั้งแต่ยุคการทำการเกษตรกรรมที่เรานำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น รถเกี่ยวข้าว การทำโรงสี ต่อมาในยุคอุตสาหกรรมจะเห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีของมนุษย์นั้นค่อนข้างก้าวกระโดดในการทำเครื่องจักร เพื่อผลิตสินค้าให้ได้จำนวนมาก และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เรามีการใช้เทคโนโลยีแบบทบทวี

แน่นอนว่า การเปลี่ยนจากยุคอะนาล็อกมาเป็นดิจิทัล ทำให้วิถีชีวิตของคนเราเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด เราคำนึงถึงคำว่า Green หรือการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมน้อยลอง เพราะเราเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมกันมากขึ้นจนเกินพอดี ทำให้เกิดสภาพอากาศโลกร้อน พลาสติก และขยะ จนกลายเป็นปัญหาที่มนุษยชาติจะต้องแก้ไขและฟื้นฟู ซึ่งตอนนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่จะเข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาเหล่านี้มากขึ้นแล้ว

Technology in the context of sustainability

ทุก ๆ Solution ที่คนเราใช้ต่างก็มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่มากก็น้อย เช่น การใช้น้ำในการระบายความร้อนของเทคโนโลยี การใช้พลังงานไฟฟ้า ฯลฯ ดังนั้น การพิจารณาในการใช้งานเทคโนโลยี คือ การเกิด Footprint โดยควรดูว่าจะเกิดผลกระทบอะไรบ้างหากใช้เทคโนโลยี และจะลด ละ เลิกหรือเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้อย่างไร รวมถึงจะทำอย่างไรให้องค์กรสามารถนำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนได้จริง

3 เทคโนโลยีหลักที่ทำให้องค์กรขยายตัว แต่เกี่ยวกับความยั่งยืนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

  1. Data Center – Data Center มีการใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าอาคารพาณิชย์ 100-200 เท่า (ต่อหลังหรืออาคาร)  จะเห็นว่า Footprint จาก Data Center มีค่อนข้างมาก โดยข้อมูลจาก Google กล่าวว่า มีการใช้น้ำในการระบายความร้อนกว่า 1.7 ล้านลิตรต่อวัน ดังนั้น การตั้ง Data Center มักแย่งชิงพลังงานไฟฟ้าและน้ำ ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ต้องวางแผนการใช้ทรัพยากรให้ดี เพราะอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนได้
  2. Blockchain (mining) – CBECT กล่าวว่า การขุดบิดคอยน์จะใช้ไฟในจำนวนมาก เทียบกับพลเมืองสหรัฐในการใช้ไฟตู้เย็นยังน้อยกว่าการใช้ไฟในการขุดบิดคอยน์ในปี 2022 ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกกว่า 2 ร้อยล้านตัน จะเห็นว่าการทำ Blockchain (mining) ส่งผลกระทบต่อโลกด้วยเช่นเดียวกัน
  3. Generative AI – ยกตัวอย่างเช่น ในทุก ๆ 20-50 Queries ในการใช้ AI จะใช้น้ำประมาณ ½  ลิตร, GhatGPT เองก็ใช้น้ำ 7 แสนลิตรในไม่กี่สัปดาห์เพื่อระบายความร้อนในการรันตัว AI  และ AI Model 1 ตัวสามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบ 5 เท่าของรถ 1 คันตลอดอายุการใช้งาน

จะเห็นว่า การใช้เทคโนโลยีก่อให้เกิดผลกระทบกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อย่างที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่ง ประมาณ 4% ของการใช้ IT ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก และทุกๆ อุปกรณ์มีโอกาสปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตเครื่องมือกว่า 80% ด้วย

  • Net Positive Assessment

บริษัทต้องการให้ได้มากซึ่งกำไร แต่ทุกวันนี้เหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่เพียงพอสำหรับธุรกิจแล้ว แต่ยังต้องเกี่ยวกับ Net Positive ด้วย

  • Technology: The twin factor of sustainability

ถ้าเราไม่สามารถลดการสร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมได้ ในอนาคตจะมีสิ่งที่เรียกว่า Carbon Tag ที่ต้องจ่ายเพิ่ม และเราจะ Hold ปัญหาได้อย่างไร

  • เข้าใจ 1st order effect ที่เป็นผลกระทบทางตรง คือ การที่เราสามารถรู้ค่า Footprint จะถูกรวบรวมอยู่ในนี้ เช่น การได้มาและมีอยู่ของอุปกรณ์ การใช้งาน จนจบอายุไขของอุปกรณ์
  • รู้ 2nd order effect ที่เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้งานแล้วส่งผลให้เกิดความยั่งยืน เช่น ระบบการรับลูกค้า E-Commerce Solution ที่เปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยี ซึ่งช่วยลดการเดินทาง แต่ก็ต้องทำ Packgageing เพิ่ม ธุรกิจควรต้องคำนวณด้วยว่าการใช้เทคโนโลยีแล้วช่วยลดจริงไหม จึงควรเทียบกับอัตราการเปลี่ยนแปลงว่าดีขึ้นหรือไม่
  • Higher Order effect เป็นผลระยะยาวที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค ก่อให้เกิดค่านิยมใหม่ ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารเก่าแก่จากเดิมมีหน้าร้านเล็กๆ นำระบบออนไลน์มาใช้ เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของลูกค้ามากขึ้น จากการสั่งเดลิเวอร์รี่ที่มีมากขึ้น ผลพวงจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบนี้จะกระทบกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การคำนวณสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อ Earning ที่เพิ่มขึ้น เพราะเราสามารถคาดการณ์  Net Profit Potential จากการใช้เทคโนโลยีที่ก่อให้เกิด 2nd order effect และ Higher Order effect ขึ้นมา แต่ Higher Order effect ไม่ส่งผลกระทบทางบวกเท่านั้น แต่อาจจะทำให้เกิด Rebound Effect ได้ด้วย ยกตัวอย่าง ระบบการขนส่งโลจิสติกส์ มีความสามารถในการรับลูกค้ามากขึ้น ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ก็ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

AI และความยั่งยืน – สองพลังสำคัญเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ คือหัวใจจากงานสัมมนา The Story Thailand Forum 2024

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ