การ์ทเนอร์ อิงค์ เปิดเผยรายงานคาดการณ์ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2569 โดยระบุว่าจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าสะสมทั่วโลก (ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง, รถบัส, รถตู้ และรถบรรทุกหนัก) จะพุ่งสูงถึง 116.2 ล้านคัน เติบโตขึ้นประมาณ 30% จากปีก่อนหน้า แม้จะเผชิญกับปัจจัยท้าทายด้านภาษีนำเข้าและการยกเลิกเงินอุดหนุนในหลายประเทศ
เจาะตัวเลขประมาณการปี 2568 – 2569 (หน่วย: คัน)
จากการรายงานข้อมูลประมาณการยานยนต์ไฟฟ้าของปี 2568 และ 2569 พบว่าตลาดโลกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้ารวมทุกประเภทสูงถึง 116,179,563 คัน เติบโตขึ้น 29.7% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีจำนวน 89,554,951 คัน
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายประเภทพบว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) มีอัตราการเติบโตโดดเด่นที่สุดที่ 32.5% หรือเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 39.8 ล้านคัน ขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ยังคงครองสัดส่วนหลักด้วยจำนวน 76,344,452 คัน เติบโตขึ้น 28.3% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า
วิเคราะห์เทรนด์: ทำไม PHEV ถึงกลับมาทวงบัลลังก์?
Jonathan Davenport ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ ให้ความเห็นว่า แม้รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ 100% (BEV) จะยังครองสัดส่วนเกินครึ่งของตลาด แต่ความเร็วในการขยายตัวเริ่มชะลอลงกว่าที่คาด โดยการ์ทเนอร์ได้ปรับลดสัดส่วน BEV ในปี 2569 ลงจาก 77% เหลือ 63%
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเลือก PHEV เพิ่มขึ้น:
- ความมั่นใจ (Range Anxiety): ผู้บริโภคต้องการเครื่องยนต์เบนซินสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหรือเมื่อสถานีชาร์จไม่เพียงพอ
- เทคโนโลยี Range Extender: ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง BYD เริ่มรุกตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแต่มีเครื่องยนต์ปั่นไฟชาร์จกลับเข้าแบตเตอรี่ มอบประสบการณ์ขับขี่ที่ราบรื่นแต่คลายความกังวลเรื่องระยะทาง
ตลาดจีน vs สหรัฐฯ: สองขั้วที่แตกต่าง
- จีนยังคงเป็นผู้นำ: คาดว่าในปี 2569 จีนจะมีส่วนแบ่งปริมาณ EV สูงถึง 61% ของทั้งโลก โดยอุปสงค์เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดและการขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะเริ่มลดเงินอุดหนุนลงก็ตาม
- สหรัฐฯ เผชิญภาวะชะลอตัว: อุปสงค์ในตลาดสหรัฐฯ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผลจากการประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรนำเข้าที่สูงขึ้น และการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีรวมถึงเงินอุดหนุนจากภาครัฐ
กฎระเบียบคือตัวขับเคลื่อนหลัก ไม่ใช่แค่ความต้องการผู้บริโภค
รายงานระบุว่า แรงผลักดันที่แท้จริงที่ทำให้ค่ายรถยนต์เร่งผลิต EV ไม่ได้มาจากความต้องการของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก “แรงกดดันด้านกฎระเบียบ” ของรัฐบาลทั่วโลกที่มุ่งเป้าลดปัญหาคุณภาพอากาศ (ฝุ่น PM) และก๊าซ CO2 เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กำลังถูกสั่งห้ามจำหน่ายใหม่ในหลายประเทศอย่างเป็นขั้นตอน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Disrupt Health Impact Fund ลงทุนสตาร์ตอัปอังกฤษ ‘PocDoc’ นวัตกรรมตรวจโรคผ่านแอปฯ รู้ผลไว
กกร. ห่วงปี 69 เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ จี้รัฐเร่งเครื่องกู้ชีพปากท้อง





