Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ทรูบิสิเนสชู Telco Data รุก Health Tech ปั้นระบบนิเวศสุขภาพปี 2569

ทรูบิสิเนสชู Telco Data รุก Health Tech ปั้นระบบนิเวศสุขภาพปี 2569

ในยุคที่เทคโนโลยี (Technology) ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิต ภาคสาธารณสุขกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญผ่านแนวคิดการดูแลโดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางในระดับขยายผล (Patient Centric Care at Scale) โดยหัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ไม่ใช่เพียงการรักษา แต่คือการสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ (Trusting Healthcare Ecosystem) ซึ่งมีรากฐานจากการผสานพลังระหว่างข้อมูล (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อทำความเข้าใจมนุษย์ในระดับปัจเจกบุคคล

วิกฤติสุขภาพและพลวัตพฤติกรรมผู้บริโภค

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพในหลายมิติ สถิติระบุว่า 1 ใน 4 ของประชากรไทยป่วยเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3-5% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) และมลพิษทางอากาศ ยังเป็นสาเหตุให้คนไทย 1 ใน 6 ประสบปัญหาสุขภาพ โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 5-6 เท่า รวมถึงปัญหาสุขภาพจิต (Mental Health) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากความเครียดในสังคมและการทำงาน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค (Customer 360) ของทรู คอร์ปอเรชั่น พบคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในช่วงปี 2567 ถึง 2569 ซึ่งชี้ชัดว่าเรื่องสุขภาพกำลังกลายเป็นวาระสำคัญที่ฝังรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน ภาพรวมการจับจ่ายสินค้ากลุ่มสุขภาพในปี 2025 มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น 8% และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวต่อเนื่องถึง 12% ในปี 2569 สะท้อนถึงความตั้งใจของผู้บริโภคที่พร้อมลงทุนเพื่อสุขภาวะที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณารายละเอียดกลุ่มสินค้าที่ผลักดันการเติบโต พบพฤติกรรมการเลือกซื้อที่เปลี่ยนไป โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย (Body Care) มีการเติบโตสูงสุดถึง 20% ตามมาด้วยกลุ่มอุปกรณ์ปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ (Cooking Needs) ที่เน้นการลดน้ำตาลและลดเค็ม ซึ่งเติบโตสูงถึง 19% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการปรุงอาหารเพื่อสุขภาพจากต้นทาง ไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอก

นอกจากนี้ ในหมวดอาหารและเครื่องดื่มยังพบการขยายตัวในกลุ่มธัญพืชที่ไม่ใช่ข้าว (Non-rice Grains) ซึ่งเติบโตขึ้น 15% สอดคล้องกับเทรนด์การมองหาโปรตีนทางเลือก ขณะที่เครื่องดื่มทางเลือก (Alternative Drink) มีการขยับตัวขึ้นที่ 3% สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าหลักอย่างข้าว (Rice) พบว่ามีอัตราการเติบโตที่ทรงตัว ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้บริโภคอาจลดสัดส่วนการบริโภคแป้งหลักแบบเดิมและหันไปทดแทนด้วยธัญพืชหรือสารอาหารรูปแบบอื่น

ในมิติของพื้นที่ภูมิศาสตร์ ข้อมูลชี้ว่าเทรนด์รักสุขภาพไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงกรุงเทพมหานคร แม้เมืองหลวงจะครองอัตราการเติบโตสูงสุดที่ 29% แต่ภูมิภาคอื่นก็มีการตื่นตัวเช่นกัน โดยจังหวัดขอนแก่นมีอัตราการเติบโตสูงถึง 28% และสงขลาตามมาที่ 23% อย่างไรก็ตาม พื้นที่อย่างเชียงใหม่และมหาสารคามยังมีอัตราการเติบโตในกลุ่มสินค้านี้ชะลอตัวกว่าเมื่อเทียบกับจังหวัดหัวเมืองใหญ่อื่น ๆ

มุมมองต่างวัยและการปรับตัวสู่ยุค AI

ข้อมูลยังแสดงความแตกต่างระหว่างกลุ่มเจเนอเรชัน โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Young Generation) อายุ 18-34 ปี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและดูแลตัวเอง (Preventive) ผ่านการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในขณะที่กลุ่มวัยเก๋า (Silver Generation) อายุ 50 ปีขึ้นไป มีแนวทางที่แตกต่างกันโดยเน้นไปที่การซ่อมแซม (Repair) ร่างกาย และนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Food Supplement) เป็นหลัก นอกจากนี้ จากข้อมูลการค้นหา (Search Interest) ในเดือนธันวาคม 2567 พบว่ากลุ่มอายุต่ำกว่า 35 ปี มีความสนใจเรื่องสุขภาพเพิ่มขึ้น 82% แต่กลุ่มที่น่าจับตามองคือกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไปที่มีความสนใจเพิ่มขึ้นสูงถึง 112%

ปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมสุขภาพ (Health Culture) 4 รูปแบบใหม่ ได้แก่ ผู้แสวงหาโภชนาการที่ดี (Wellness & Nutrition Seeker), ผู้ติดตามค่าสุขภาพผ่านอุปกรณ์สวมใส่ (Health Tracker), ผู้ปรึกษาแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ (Telemedicine Consumer) และผู้ที่ใช้ AI และดิจิทัลในการค้นหาข้อมูลอาการป่วยด้วยตนเอง (AI & Digital First Health Seeker)

สถานการณ์เหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดภาวะเอกฐาน (Singularity) ซึ่งถูกนำมาใช้ผสานปัญญาของมนุษย์ (Human Intelligence) ที่ศักยภาพการเรียนรู้มักคงที่หรือถดถอยหลังอายุ 50 ปี เข้ากับเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดอย่างควอนตัม คอมพิวติ้ง (Quantum Computing), บล็อกเชน (Blockchain), หุ่นยนต์ (Robotics) และ AI โดยอาศัยคณิตศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mathematics) แปลงข้อมูลมหาศาลให้กลายเป็นความเข้าใจบริบทของผู้บริโภค ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการตลาด จากเดิมที่ใช้วิธีการแบ่งกลุ่ม (Segmentation) โดยเน้นความเหมือน (Similarity) มาสู่การทำความเข้าใจบริบทเฉพาะตัว (Context) ของแต่ละบุคคลอย่างลึกซึ้ง

ถอดรหัสกลุ่มเป้าหมายศักยภาพ

ถอดรหัสกลุ่มเป้าหมายศักยภาพ

การผนึกกำลังของฐานข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 55 ล้านเลขหมาย ผสานเข้ากับข้อมูลค้าปลีก (Retail Data) อีก 23 ล้านราย ทำให้ทรู บิสิเนส สามารถจำแนกกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจออกเป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือ “Single Glam” หรือคนโสดขี้เหงาแต่กระเป๋าหนัก เป็นกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 25-40 ปี ที่ยังโสดและอาศัยอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) มีรายได้ระดับปานกลางถึงสูง และมีพฤติกรรมการใช้จ่ายมากกว่าคนปกติถึง 1.2 เท่า

ไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้ชื่นชอบการเข้าสังคม การดูแลตัวเองด้วยสกินแคร์ ทำกิจกรรมอย่างการไปยิม เล่นโยคะ หรือคาเฟ่ฮอปปิ้ง นิยมใช้สินค้า Apple และใช้งานแอปพลิเคชันอย่าง IG, TikTok และ Tinder ข้อมูลสุขภาพเชิงลึกพบว่า 92% มีปัญหาเรื่องการนอน (Sleep Issue) ซึ่งวิเคราะห์จากพฤติกรรมการเล่นมือถือช่วงดึก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังระบุว่าหากคนกลุ่มนี้มีกิจกรรมน้อยในช่วงกลางวัน กลับพบว่ามีอัตราการไปหาหมอต่ำกว่ากลุ่มที่นอนหลับดี

อีกหนึ่งกลุ่มศักยภาพคือ “Silver Strong” หรือวัยเก๋า สุขภาพดี มีเงินออม คือกลุ่มผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปและอาศัยอยู่ในเมือง มีความโดดเด่นด้านรายได้และความมั่งคั่ง (Passive Income) ที่เติบโตขึ้นถึง 105% ส่งผลให้มีการใช้จ่ายมากกว่าคนปกติสูงถึง 1.9 เท่า

ไลฟ์สไตล์เน้นการเสพข่าวสาร การเรียนรู้ และเน้นคุณภาพชีวิตเพื่อการมีอายุยืนยาว (Longevity) กิจกรรมที่ทำมักเป็นกิจกรรมเบาๆ เช่น การเดิน กอล์ฟ หรือว่ายน้ำ นิยมใช้สินค้า Samsung และสื่อสารผ่าน Facebook, LINE และ YouTube ข้อมูลสุขภาพพบว่า 65% เป็นกลุ่มที่นอนหลับดี แต่มีข้อสังเกตสำคัญคือ หากกลุ่มนี้นอนดีแต่มีการขยับตัวน้อยในช่วงกลางวัน จะมีอัตราการไปพบแพทย์สูงกว่าคนหนุ่มสาว

นวัตกรรมข้อมูลสุขภาพ 1,080 องศา

เพื่อให้การดูแลสุขภาพมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเกิดการพัฒนาโมเดลคะแนนสุขภาพทางเลือก (Alternative Health Scoring) ที่เข้ามาขยายมุมมองทางการแพทย์ จากเดิมที่แพทย์เห็นคนไข้เพียงมุมมองแบบ 180 องศาในช่วงเจ็บป่วย ให้เปลี่ยนมาเป็นการมองเห็นภาพรวมสุขภาพแบบรอบทิศทางหรือ 1,080 องศา โดยบูรณาการข้อมูลสำคัญ 3 ส่วนภายใต้การได้รับความยินยอม (Consent) ตามกฎหมาย PDPA ได้แก่ ข้อมูลค้าปลีกและโทรคมนาคม (Retail & Telco Data) ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการกินอยู่และการเคลื่อนไหว ผนวกเข้ากับคะแนนพฤติกรรม (Behavior Score) เช่น การนอนดึก การไม่ออกกำลังกาย และส่วนสุดท้ายคือข้อมูลทางคลินิก (Clinical Data) อันประกอบด้วยประวัติการรักษาและข้อมูลพันธุกรรม

ประโยชน์สำคัญของโมเดลนี้คือความสามารถในการประเมินความเสี่ยง (Risk Scoring) ของโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยระบบจะเปรียบเทียบข้อมูลสุขภาพของบุคคลกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประชากรที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ในระดับมหภาค การใช้ข้อมูลเชิงลึกยังช่วยให้บริหารจัดการทรัพยากรโรงพยาบาลได้ดียิ่งขึ้น เช่น การค้นพบข้อมูลเชิงลึก (Insight) ว่าคนบ้านอยู่สุขุมวิทไม่ได้นิยมไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนย่านนั้นเสมอไป แต่กลับนิยมเดินทางไปใช้บริการโรงพยาบาลรัฐริมแม่น้ำอย่างศิริราช ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้หน่วยงานวางแผนกระจายภาระงานแพทย์และนำเสนอบริการได้ตรงจุด ทั้งถูกที่และถูกเวลา (Right Place, Right Time)

ประเมินความเสี่ยงและโซลูชันอัจฉริยะ

โมเดลการประเมินความเสี่ยง (Risk Scoring) ของทรู บิสิเนส พิจารณาจาก 5 ปัจจัยหลัก (Items) ได้แก่ การนอนหลับและการใช้ชีวิต (Sleep & Lifestyle), การขยับร่างกาย (Movement/Activity), พฤติกรรมการบริโภคและการซื้อสินค้า (Consumption & Purchase Behavior), การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) จากข้อมูลเวชระเบียน และสัญญาณสุขภาพ (Health Signal) เช่น สัญญาณชีพ (Vital Sign) โดยระบบจะประมวลผลเป็นคะแนน (Scoring) เพื่อระบุระดับความเสี่ยงเป็น 3 ระดับ คือ ความเสี่ยงต่ำ (Low Risk), ปานกลาง (Moderate Risk) หรือ สูง (High Risk) ช่วยให้แพทย์ประเมินผล (Assessment) ได้แม่นยำ และผู้ใช้งานสามารถปรับพฤติกรรมได้ทันท่วงที

ทรูบิสิเนสชู Telco Data รุก Health Tech ปั้นระบบนิเวศสุขภาพปี 2569

นอกจากนี้ ทรู บิสิเนส ยังพัฒนาโซลูชันอัจฉริยะ (Smart Solutions) เพื่อสนับสนุนการทำงานของโรงพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Care) อาทิ ระบบตรวจจับการล้มด้วยเรดาร์ (Fall Detection with Radar/LiDAR Technology) ที่ใช้คลื่นสัญญาณอินฟราเรด (Infrared) หรือเรดาร์ เข้ามาแทนที่กล้องวงจรปิด เพื่อลดปัญหาการละเมิดความเป็นส่วนตัว (Privacy) โดยระบบแจ้งเตือนเมื่อผู้ป่วยเสี่ยงตกเตียง ซึ่งมีการทดลองใช้จริงแล้วที่โรงพยาบาลราชวิถี

นอกจากนี้ยังมีระบบคู่แฝดดิจิทัลของผู้ป่วย (Patient Digital Twin) จำลองสถานะสุขภาพแบบเรียลไทม์ (Real-time) ผ่านอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (IoT) รวมถึงเทคโนโลยี Dr. ASR (Speech to Text) ที่ใช้ AI แปลงเสียงสนทนาระหว่างแพทย์และคนไข้เป็นข้อความบันทึกลงเวชระเบียน (Medical Record) ช่วยลดภาระงานเอกสาร อีกทั้งยังมี อวตารอัจฉริยะ (AI Avatar) ผู้ช่วยเสมือนจริงสำหรับตอบคำถามสุขภาพ และอุปกรณ์ติดตามสัญญาณชีพ (Vital Sign Monitoring without Wearable) แบบไม่สัมผัสตัว (Non-contact) ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ป่วย

ปักธงปี 2569 ขับเคลื่อนสาธารณสุขไทยยั่งยืน

สำหรับทิศทางธุรกิจและผลกระทบเชิงสังคม (Social Impact) ดร.ธีรเดช กล่าวว่า ทรู บิสิเนส ได้วางแผนการดำเนินงาน (Roadmap) โดยตั้งเป้าทำการพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) ร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า และมุ่งหวังให้ปี 2026 เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการ (Officially Take Off) แม้ยังไม่มีการกำหนดเป้าหมายรายได้ที่ชัดเจน แต่เป้าหมายใหญ่คือการสร้างผลกระทบเชิงบวก หากสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขได้ 10-20% ผ่านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) จะช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณและสามารถนำเงินทุนกลับมาลงทุนซ้ำ (Reinvest) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ได้

ทรู บิสิเนส มุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของไทย (Thailand Health Infrastructure) โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การเชื่อมต่อ (Connectivity) และความฉลาดทางปัญญาประดิษฐ์ (AI Intelligence) เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน การนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการงานพื้นฐานและการเฝ้าระวัง จะช่วยปลดล็อกให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถทุ่มเทเวลากับบริการที่มีมูลค่าสูง (High Value Service) และการรักษาผู้ป่วยซับซ้อนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สอดรับกับบริบทโลกอนาคตที่เทคโนโลยีและสุขภาพจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Future of Care: ดัน ‘ดิจิทัล’ เป็นแกนกลางสร้างความยั่งยืนให้ระบบสาธารณสุข

BDI กางแผน ‘โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลรัฐ’ พลิกโฉมรัฐบาลดิจิทัล

THE STORY TALKS: ดันไทยสู่ “ผู้สร้าง” ด้วยโมเดล Hybrid Intelligence

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar