วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทยที่พึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ความผันผวนของราคาพลังงานโลกไม่เพียงกดดันค่าครองชีพ แต่ยังสร้างภาระทางการคลัง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการอุดหนุนราคาทั่วหน้า ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
ล่าสุด ทีมวิจัยทีดีอาร์ไอ นำโดย ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์, ดร.สุเมธ องกิตติกุล และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ได้เปิดข้อเสนอแนะชุดใหญ่ถึงภาครัฐ โดยวางโรดแมปการปรับเปลี่ยนนโยบายพลังงานและขนส่งออกเป็น 2 ระยะ เพื่อรับมือแรงกระแทกจากตลาดโลก ได้แก่
ระยะเร่งด่วน (1 ปี): เน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง
เป้าหมายหลักคือการลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนจากการช่วยเหลือแบบทั่วหน้าไปสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า
- ปรับราคาน้ำมัน-คุมค่าการกลั่น: กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาท ณ ปลายเดือนมีนาคม 2569 รัฐควรปรับราคาน้ำมันแบบขั้นบันได และเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ขนส่งสาธารณะ และเกษตรกร พร้อมกำหนดเพดานค่าการกลั่นเพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินมาเสริมฐานะกองทุนฯ
- อุดหนุนค่าไฟเฉพาะกลุ่ม: ควรอุดหนุนค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีกด้วยการใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามเวลา (time-of-use tariff)
- อุดหนุนภาคขนส่งตรงจุด: นำมาตรการ “คนละครึ่ง” มาใช้กับค่าโดยสารรถประจำทาง และอุดหนุนผู้ประกอบการรถบรรทุกไม่ประจำทางที่ติดตั้ง GPS ในอัตรา 6 บาทต่อลิตร
- แก้ปัญหาคอขวดระบบราง: เร่งจัดหาหัวรถจักรใหม่ 113 คัน และแคร่สินค้า 946 คัน พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดให้พนักงานขับรถไฟที่เกษียณอายุแต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้
- ส่งเสริม WFH: ส่งเสริมให้เพิ่มการทำงานที่บ้าน ซึ่งการศึกษาของ IEA พบว่าการทำงานที่บ้าน 1-3 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 1-6
ระยะกลาง-ยาว (1-5 ปี): ปฏิรูปโครงสร้าง-ทลายผูกขาด
รัฐบาลควรใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสในการปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง
- ทลายผูกขาดธุรกิจโรงกลั่น: สนับสนุนการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด จากปัจจุบันที่กลุ่ม ปตท. ครอบคลุมกำลังการกลั่นกว่าร้อยละ 60 ของประเทศ เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงโดยไม่ต้องอ้างอิงตลาดสิงคโปร์
- เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า: เปิดให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านระบบสายส่ง (Third Party Access) ควบคู่ไปกับการส่งเสริมระบบพลังงานกระจายศูนย์ เช่น โซลาร์รูฟท็อป และไมโครกริดในพื้นที่สำคัญ
- สร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์: สร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และบูรณาการแผนพลังงานต่างๆ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิ (Net Zero)
- ยกระดับภาคขนส่ง: ลดภาษีนำเข้ารถบรรทุกและชิ้นส่วนเพื่อจูงใจให้เปลี่ยนรถเก่าสู่มาตรฐาน Euro 5–6 สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 2 ต่อปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถโดยสารที่กำลังจะหมดอายุ รวมถึงลดอากรขาเข้ารถโดยสารไฟฟ้า
ทีดีอาร์ไอ ทิ้งท้ายว่า ความสำเร็จในการเผชิญหน้ากับวิกฤติพลังงานครั้งนี้ ไม่ควรวัดจากการที่รัฐบาลสามารถ “ตรึงราคา” ไว้ได้นานเท่าใด แต่วัดที่ความสามารถในการ “แปลงวิกฤติเป็นโอกาส” เพื่อปฏิรูประบบให้มีความมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยวิสัยทัศน์และความกล้าหาญที่จะดำเนินการปฏิรูป แม้อาจจะขัดกับความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มก็ตาม
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
EVAT จี้รัฐเร่งดัน EV Ecosystem ชง 5 ข้อเสนอรับวิกฤติน้ำมันแพง
GWM กวาดยอด 6.8 พันคัน ดัน ORA 5 EV ปรับขึ้นราคา 2 หมื่นบาท



