Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ฟูจิฟิล์มฯ ชู One-Stop DX Partner ขยายธุรกิจไซเบอร์ในไทย

ฟูจิฟิล์มฯ ชู One-Stop DX Partner ขยายธุรกิจไซเบอร์ในไทย

บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับเปลี่ยนทิศทางกลยุทธ์ทางธุรกิจครั้งสำคัญ มุ่งยกระดับองค์กรจากผู้เชี่ยวชาญด้านระบบงานพิมพ์และเอกสาร สู่การเป็น “One-Stop DX Partner” (พันธมิตรด้านการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแบบครบวงจร) เพื่อตอบรับกระแสการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในประเทศไทย โดยในปีนี้บริษัทฯ ประกาศปักธงรบในตลาดความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) อย่างเต็มตัว

ฮายาโตะ ซึโบอิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ฟูจิฟิล์มไม่ได้มองว่า Cybersecurity เป็นธุรกิจเดี่ยวที่คาดหวังจะสร้างรายได้หลักในทันที แต่เป็นบริการที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสร้างความไว้วางใจ (Trust) ระหว่างฟูจิฟิล์มกับลูกค้า 

เมื่อองค์กรต่าง ๆ เกิดความเชื่อมั่นในบริการด้านไอทีและความปลอดภัยไซเบอร์ของบริษัทแล้ว ก็จะนำไปสู่โอกาสในการต่อยอดทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งการดูแลระบบพีซี อุปกรณ์ไอที เซิร์ฟเวอร์ เครื่องพิมพ์ และโซลูชันอื่น ๆ ในรูปแบบบริการที่ครบวงจรในอนาคต

จากผู้ขายเครื่องพิมพ์สู่การเป็น One-Stop DX Partner

แม้ว่าฟูจิฟิล์มจะมีรากฐานที่แข็งแกร่งมาจากธุรกิจเครื่องพิมพ์ และรายได้หลักของบริษัทในประเทศไทยปัจจุบันยังมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ถึง 55% แต่ออฟฟิศในยุคปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและไม่ได้ต้องการเพียงแค่เครื่องพิมพ์อีกต่อไป ลูกค้าองค์กรมีความต้องการทั้งระบบพีซี, เซิร์ฟเวอร์ ซอฟต์แวร์ คลาวด์ ระบบจัดการเอกสาร ตลอดจนระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ควบคู่กันไป

สำหรับสัดส่วนรายได้ที่เหลือของบริษัทฯ แบ่งเป็น 15% จากกลุ่มเครื่องพิมพ์สำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์ (Graphic Communication) และอีก 30% มาจากกลุ่มบริการและโซลูชัน ซึ่งบริการด้าน Cybersecurity จะถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่มบริการและโซลูชันนี้

คุณฮายาโตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้รายได้จากธุรกิจไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในช่วงเริ่มต้นอาจจะยังไม่มีสัดส่วนที่ใหญ่มากนักเมื่อเทียบกับภาพรวมรายได้ของบริษัทฯ ทั้งหมด เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ต่อเครื่องมีราคาไม่สูง แต่บริการนี้คือจุดเริ่มต้นของวงจรธุรกิจที่ดี หรือ “Good Cycle” ที่สร้างความไว้วางใจให้ลูกค้าเชื่อมโยงมาเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไอที และเครื่องพิมพ์จากเราต่อไป 

หลังจากที่บริษัทฯ เริ่มต้นผลักดันกลยุทธ์ไซเบอร์ซีเคียวริตี้อย่างจริงจังเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และให้ทีมขายรุกเข้าหาลูกค้าอย่างเต็มที่ในเดือนพฤษภาคม พบว่าเพียงเดือนเดียวบริษัทฯ สามารถจับสัญญาณความต้องการของลูกค้าและสร้างเป้าหมายผู้มุ่งหวัง (Prospects Volume) ได้สูงถึง 1,300 ไลเซนส์ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการมหาศาลที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง (Untapped Opportunity) ในกลุ่มธุรกิจระดับกลางและล่าง

“เราไม่ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นเพียงแค่ผู้ขายซอฟต์แวร์ความปลอดภัยไซเบอร์ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเราคือการเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดูแลทุกอุปกรณ์และทุกความปลอดภัยภายในสำนักงาน (Total Office Service Provider) เพื่อเดินหน้าเคียงข้างและสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงของธุรกิจไทยในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง” คุณฮายาโตะ กล่าว

Cybersecurity ตลาดใหม่ที่ท้าทายกับภัยคุกคามสายพันธุ์ใหม่

การขยับเข้าสู่ตลาด Cybersecurity ของฟูจิฟิล์มในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดความปลอดภัยไซเบอร์ในประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 15,800 – 17,400 ล้านบาทในช่วงปี 2567-2568 และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวทะลุ 22,200 ล้านบาทภายในปลายปี 2569 นี้ 

แรงผลักดันสำคัญมาจากโครงการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลขององค์กรต่างๆ นโยบาย Thailand 4.0 การพัฒนาคลาวด์ภาครัฐ (Government Cloud หรือ G-Cloud) การขยายตัวของระบบคลาวด์และรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Work) รวมถึงข้อกำหนดด้านกฎหมาย PDPA ที่บังคับให้องค์กรต้องหันมาจริงจังกับการปกป้องข้อมูลมากขึ้น 

นอกจากนี้ การเติบโตของเทคโนโลยี AI ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่ง เนื่องจากองค์กรต้องแปลงเอกสารและข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบ AI จากเดิมที่เอกสารกระดาษอาจไม่เผชิญความเสี่ยงทางไซเบอร์โดยตรง แต่เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บในระบบดิจิทัล ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ในขณะเดียวกัน ภัยคุกคามไซเบอร์ในปัจจุบันก็เกิดขึ้นเร็ว ซับซ้อน และตรวจจับได้ยากขึ้น โดยสถิติชี้ว่าระยะเวลาเฉลี่ยในการเจาะระบบของอาชญากรรมไซเบอร์ลดลงเหลือเพียง 29 นาที ในปี 2568 (เพิ่มความเร็วในการโจมตีขึ้นถึง 65% จากปีก่อนหน้า) และพบว่าการเจาะระบบที่เร็วที่สุดเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 27 วินาที เท่านั้น

คุณฮายาโตะ ยกตัวอย่างรูปแบบการโจมตีล่าสุดที่เรียกว่า “Prompt Injection” ที่เริ่มสร้างความเสียหายให้กับลูกค้าในภูมิภาค โดยผู้โจมตีซ่อนคำสั่งด้วยตัวอักษรสีขาวในอีเมลใบแจ้งหนี้ เพื่อหลอกระบบ AI ให้ทำงานผิดพลาดและดึงข้อมูลออกไป

นอกจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing) ที่มีโรงงานในประเทศไทย กำลังตกเป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ของแฮกเกอร์ เนื่องจากโรงงานเหล่านี้ไม่สามารถหยุดกระบวนการผลิตได้ แม้เพียงวันเดียวก็อาจสร้างความเสียหายหลักแสนล้านบาท แฮกเกอร์จึงมักเลือกโจมตีระบบควบคุมเพื่อสั่งหยุดการผลิต ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะยอมจ่ายเงินค่าไถ่ เพื่อให้โรงงานกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

รวมเทคโนโลยีโลกจบครบในที่เดียว

คุณฮายาโตะยอมรับว่า ฟูจิฟิล์มฯ อาจไม่ได้มีเทคโนโลยี R&D ด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้เป็นของตัวเองตั้งแต่ต้น แต่จุดแข็งที่ไม่มีใครเลียนแบบได้คือ ฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งและการเข้าถึงสำนักงาน 

“ปัจจุบันการที่องค์กรหนึ่งจะสร้างระบบความปลอดภัย ต้องติดต่อเวนเดอร์แยกย่อยมากมาย เช่น ซื้อพีซีจากแบรนด์หนึ่ง ซื้อเซิร์ฟเวอร์จากอีกแบรนด์ ติดตั้งระบบตรวจจับจาก Crowdstrike และซื้อเครื่องพิมพ์จากเรา การจัดการกับเวนเดอร์นับสิบรายเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ฟูจิฟิล์มฯ จึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมเทคโนโลยีชั้นนำจากพันธมิตรระดับโลก เช่น Cisco เข้ามาไว้ในที่เดียว เพื่อส่งมอบบริการแบบ Package ครบวงจร” คุณฮายาโตะ กล่าว

นอกจากนี้ ฟูจิฟิล์มฯ ยังมีประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการข้อมูลที่มีความปลอดภัยสูงในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ผ่านศูนย์ Document Technology Center (DTC) ซึ่งทำหน้าที่รับจ้างช่วงบริหารระบบงานพิมพ์ (Outsource Printing Service) ให้แก่เอกสารสำคัญที่มีข้อมูลส่วนบุคคลมหาศาล เช่น ใบแจ้งหนี้ของธนาคาร และกรมธรรม์ของบริษัทประกันภัยชั้นนำ

คุณฮายาโตะ ย้ำว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเหล่านี้มีความละเอียดอ่อนสูงมาก หากเกิดกรณีข้อมูลรั่วไหล ธุรกิจจะได้รับผลกระทบทันที ดังนั้น ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ DTC จึงมีระบบควบคุมความปลอดภัยที่เข้มงวดที่สุด ทั้งในระดับอุปกรณ์ปลายทาง (Endpoint) ระดับเครือข่าย (Network) และการใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติ 

เจาะกลุ่มมิดมาร์เก็ตชู Managed Services 

อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของตลาด Cybersecurity ไทยคือ การขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญสูงถึงประมาณ 20,000 คน รวมถึงข้อจำกัดด้านความเชี่ยวชาญภายในองค์กร ทำให้ตลาดเริ่มเปลี่ยนจากการซื้อซอฟต์แวร์แบบแยกส่วนไปสู่รูปแบบบริการ Managed Security Services หรือบริการด้านความปลอดภัยแบบครบวงจรที่มีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาช่วยดูแลระบบอย่างต่อเนื่องแทน

ฟูจิฟิล์มประเมินว่า องค์กรขนาดใหญ่ระดับท็อปเทียร์ เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงินรายใหญ่ มักจะมีทีมไอทีและระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่งของตัวเองอยู่แล้ว การเข้าไปเจาะตลาดกลุ่มนี้จึงทำได้ยาก ในทางกลับกัน กลุ่มตลาดระดับกลาง (Mid-market) รวมถึง SME ในประเทศไทย ยังเป็นช่องว่างสำคัญที่ตลาดยังเข้าไม่ถึง เนื่องจากหลายองค์กรยังลงทุนด้าน Cybersecurity ไม่สูงนักและยังขาดแคลนบุคลากรประจำ

ปัจจุบัน ธุรกิจ SME ในประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยไซเบอร์เฉลี่ยประมาณ 300,000 บาทต่อปี โดยส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบโซลูชันแบบรวมแพ็กเกจหรือบริการจากผู้ให้บริการ Managed Security Service Provider (MSSP) ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3 ล้านบาทต่อปี ในการลงทุนโซลูชันแบบบูรณาการ เช่น SIEM (Security Information and Event Management), Endpoint Security และบริการที่ปรึกษา ซึ่งฟูจิฟิล์มพร้อมที่จะเข้าไปตอบโจทย์และเติมเต็มช่องว่างให้กับกลุ่มมิดมาร์เก็ตและ SME เหล่านี้

เตรียมตั้งศูนย์ SOC ในไทยปี 2570

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนการลงทุนครั้งสำคัญในการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยไซเบอร์ หรือ SOC (Security Operation Center) ในประเทศไทย ภายในปีงบประมาณ 2570 โดยกำลังพิจารณาแนวทางในหลายรูปแบบ ทั้งการสร้างศูนย์ขึ้นเอง การเชื่อมต่อระบบบริการร่วมกับศูนย์ SOC ของฟูจิฟิล์มฯ ในฮ่องกง หรือแม้กระทั่งการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) บริษัทไซเบอร์ซีเคียวริตี้ท้องถิ่นในประเทศไทย เพื่อเร่งสปีดการเติบโตอย่างรวดเร็ว

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar