ในวันที่ความยั่งยืนกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกองค์กรธุรกิจ ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การตั้งเป้าหมาย Net Zero เท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้เป้าหมายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยไม่ทำให้ธุรกิจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ยูนิลีเวอร์ (Unilever) บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก ซึ่งดำเนินธุรกิจใน 190 ประเทศ มีการปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคกว่า 3.7 พันล้านครั้งต่อวัน และมีรายได้ 5.1 หมื่นล้านยูโรในปี 2025 กำลังใช้ AI และ Data เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ Net Zero ภายใต้แนวคิด “AI-Powered Path to Net Zero”
ชาร์ลส ชุง (Charles Chung) รองประธานฝ่ายซัพพลายเชน ยูนิลีเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทยและเอเชียตะวันออก กล่าวว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบเป็นคุณค่าหลักของยูนิลีเวอร์ ปัจจุบัน 57% ของบรรจุภัณฑ์ของบริษัทอยู่ในรูปแบบที่สามารถใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ 2 ลดลงแล้ว 77% นับตั้งแต่ปี 2015
เมื่อความยั่งยืนทำได้ยาก AI จึงเข้ามาเร่งการเปลี่ยนผ่าน
ยูนิลีเวอร์มองว่า ความท้าทายร่วมของทั้งประเทศและองค์กรธุรกิจ คือกระบวนการพัฒนาโซลูชันด้านความยั่งยืนที่มักใช้เวลานาน มีต้นทุนสูง และเกี่ยวข้องกับระบบที่ซับซ้อน ทั้งในมิติทางสังคม เทคโนโลยี และชีวภาพ ขณะเดียวกัน หลายองค์กรยังเผชิญช่องว่างด้านทักษะความยั่งยืน
ด้วยเหตุนี้ ยูนิลีเวอร์จึงให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องหลัก ได้แก่ การใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน และการทำให้เทคโนโลยีที่ใช้อยู่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
เป้าหมายสำคัญของบริษัทภายในปี 2030 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปฏิบัติงานให้ได้ 100% เมื่อเทียบกับฐานปี 2019 ลดการใช้พลาสติกใหม่ หรือ Virgin Plastics ลง 40% ภายในปี 2030 และเดินหน้าสู่เป้าหมายไม่มีขยะอุตสาหกรรมส่งไปฝังกลบ หรือ Zero Waste to Landfill ในโรงงานทุกแห่ง
นอกจากการลดคาร์บอน ยูนิลีเวอร์ยังลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิตลงได้ 47% ตั้งแต่ปี 2010 ผ่านการรีไซเคิล การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ การเก็บกักน้ำฝน ตลอดจนการใช้เซ็นเซอร์และระบบอัตโนมัติเพื่อบริหารการใช้น้ำแบบเรียลไทม์ โดยมีเป้าหมายต่อไปคือการดำเนินโครงการ Water Stewardship ในประเทศที่มีความเสี่ยงด้านน้ำภายในปี 2030
AI ไม่ได้อยู่แค่โรงงาน แต่เชื่อมตั้งแต่ตลาดถึงซัพพลายเชน
AI เป็นแกนสำคัญในแผน 2030 Growth Action Plan ของยูนิลีเวอร์ โดยมีบทบาททั้งในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ และเพิ่มผลิตภาพเพื่อลดต้นทุน
ในด้านตลาดและลูกค้า ยูนิลีเวอร์ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค ผู้ค้าปลีก และตลาด เพื่อบริหารรายได้ การขายทั้งในร้านค้าและออนไลน์ รวมถึงการวางแผนผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปี 2024 แนวทางนี้ช่วยประหยัดเงินได้ 160 ล้านยูโร และลดความเสี่ยงด้านราคาลงกว่า 50%
ด้านการตลาด ยูนิลีเวอร์ใช้ AI ในกระบวนการสร้างและพัฒนาคอนเทนต์ เพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และรักษาความสอดคล้องของแบรนด์ เครื่องมืออย่าง Pencil Pro ช่วยลดต้นทุนการผลิตชิ้นงานได้สูงสุด 90% และช่วยประหยัดงบประมาณด้านคอนเทนต์ไปแล้วราว 10 ล้านยูโร
ในงานวิจัยและพัฒนา ยูนิลีเวอร์ใช้ระบบ R&D Assistant Version 1 เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์กว่า 4,000 คน เข้าถึงรายงานทางวิทยาศาสตร์กว่า 150,000 ฉบับได้รวดเร็วขึ้น โดยร่วมมือกับ Microsoft และ NVIDIA เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านข้อมูลและการวิจัย คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนด้านการค้นคว้าและพัฒนาวัสดุใหม่ได้มากกว่า 1 พันล้านยูโร
ในภาคการผลิต ยูนิลีเวอร์นำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน ทั้งการบริหารแรงงาน คุณภาพ ความปลอดภัย และการใช้พลังงาน ผ่าน AI Labor Planning และ Generative AI-driven Diagnostics ส่งผลให้ประสิทธิภาพแรงงานเพิ่มขึ้น 3.6 เท่า พร้อมช่วยลดต้นทุนการผลิต
ด้านการจัดซื้อ ยูนิลีเวอร์ใช้ Procurement GPT เพื่อเปลี่ยนกระบวนการจัดซื้อไปสู่รูปแบบที่ใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์มากขึ้น โดย AI ช่วยทั้งการซื้อ การวัดผล การทำงานอัตโนมัติ และการรวบรวมข้อมูลตลาดภายนอก ระบบดังกล่าวช่วยพยากรณ์ราคาได้แม่นยำสูงสุด 90% ลดรอบการทำงานจาก 4 สัปดาห์เหลือ 1 สัปดาห์ และมีโครงการที่มุ่งลดเวลาการทบทวนสัญญาจาก 4 วันเหลือ 1 ชั่วโมง
อีกด้านหนึ่ง ยูนิลีเวอร์ใช้ Sky 3.0 เป็นแพลตฟอร์ม AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า การบริหารพื้นที่หน้าร้าน และการทำงานร่วมกับพันธมิตรค้าปลีก โดยตั้งเป้าครอบคลุมลูกค้าชั้นนำ 7 รายภายในกลางปี 2026 ซึ่งคิดเป็น 60% ของรายได้รวมของบริษัท และตั้งเป้าสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นราว 40 ล้านยูโรในปี 2026
ฐานข้อมูลและ Digital Twin ทำให้การตัดสินใจแม่นยำขึ้น
การใช้ AI ของยูนิลีเวอร์ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแยกส่วน แต่ตั้งอยู่บนโครงสร้างข้อมูลที่เชื่อมโยงทั้งองค์กร บริษัทมีระบบข้อมูลที่ประมวลผลข้อมูลใหม่กว่า 240 เทราไบต์ในแต่ละสัปดาห์ ทำให้สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้นในระดับองค์กร
ยูนิลีเวอร์ยังพัฒนาระบบบริหารทรัพยากรองค์กรบนคลาวด์ของ Microsoft เพื่อเชื่อมข้อมูลจาก R&D ซัพพลายเชน การผลิต การเงิน และส่วนงานอื่น ๆ เข้าด้วยกัน พร้อมใช้ AI และ Digital Twin เพื่อเร่งการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และตอบสนองต่อแนวโน้มตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ในเวลาเดียวกัน บริษัทฝังแนวคิดด้านความปลอดภัยไซเบอร์ไว้ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ การย้ายไปสู่คลาวด์ช่วยเพิ่มความสามารถในการบริหารและลดความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ขณะเดียวกัน ยูนิลีเวอร์ยังมีกรอบการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ เพื่อให้การใช้ AI เป็นไปอย่างปลอดภัย มีจริยธรรม และโปร่งใส
Digital Twin ถูกนำมาใช้ในหลายมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต ซัพพลายเชน คอนเทนต์ บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึง R&D ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตสบู่โดฟในเยอรมนี ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงสุด 800 ก้อนต่อนาที ใช้ Digital Twin เพื่อเรียนรู้และวิเคราะห์กระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ในด้านคอนเทนต์และบรรจุภัณฑ์ ยูนิลีเวอร์ใช้ Digital Twin ร่วมกับ AI และแพลตฟอร์มของ NVIDIA เพื่อสร้างความแม่นยำด้านภาพของผลิตภัณฑ์ ลดเวลาและต้นทุนการผลิตได้สูงสุด 50% และสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในโทรทัศน์ อีคอมเมิร์ซ และโซเชียลมีเดีย ส่วนในงาน R&D เทคโนโลยีนี้ช่วยสนับสนุนการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ การเก็บความคิดเห็นผู้บริโภค และการเร่งวงจรนวัตกรรม
คุณชาร์ลส กล่าวว่า Digital Twin ไม่ใช่เพียงเครื่องมือจำลองสถานการณ์ แต่เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้นำขับเคลื่อนนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ด้วยความเร็วและความแม่นยำที่มากขึ้น
ตรวจสอบน้ำมันปาล์มจากต้นทางลดความเสี่ยงตัดไม้ทำลายป่า
หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนบทบาทของ AI และ Data ต่อความยั่งยืนอย่างชัดเจน คือการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะวัตถุดิบอย่างน้ำมันปาล์ม
ยูนิลีเวอร์ระบุว่า บริษัทจัดทำรายชื่อซัพพลายเออร์น้ำมันปาล์มและผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานอย่างครบถ้วน พร้อมจัดทำรายงานก๊าซเรือนกระจกแบบสาธารณะ เพื่อสร้างความรับผิดชอบร่วมกับซัพพลายเออร์
ยูนิลีเวอร์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับ Global Forest Watch เพื่อตรวจสอบความเสี่ยงด้านการตัดไม้ทำลายป่าแบบใกล้เคียงเรียลไทม์ พร้อมพัฒนาความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อติดตามเส้นทางตั้งแต่ฟาร์มไปจนถึงโรงสกัด และคาดการณ์ความเสี่ยงจากการตัดไม้ทำลายป่า โดยอาศัยข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างฟาร์มกับโรงสกัด
บริษัทใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม GPS และ AI เพื่อสร้างแบบจำลองซัพพลายเชนที่แม่นยำมากขึ้น แทนการใช้แผนที่แบบรัศมี 50 กิโลเมตรแบบเดิม
อีกตัวอย่างคือ NDPE Dashboard และแอปพลิเคชัน Crowdsourcing ที่เปิดให้ผู้มีสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต รวมถึงคนงานในโรงสกัดและซัพพลายเออร์ สามารถอัปโหลดภาพถ่ายและข้อมูลเกี่ยวกับจุดรวบรวมวัตถุดิบได้ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ยูนิลีเวอร์เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างโรงสกัดอิสระกับพื้นที่ของเกษตรกรรายย่อย และสามารถดำเนินการกับความเสี่ยงในซัพพลายเชนได้ดีขึ้น
ประเทศไทยกับบทบาทต้นแบบด้านความยั่งยืน
สำหรับประเทศไทย ยูนิลีเวอร์ยกตัวอย่าง Gateway Food Factory ในฐานะโรงงานที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมาย Net Zero ของบริษัท
โรงงานดังกล่าวใช้พลังงานไอน้ำจากหม้อไอน้ำชีวมวล เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ในส่วนนี้ พร้อมทำงานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เพื่อให้มั่นใจว่าไฟฟ้าที่ใช้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน รวมถึงติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 560 กิโลวัตต์ และดำเนินแนวปฏิบัติอื่น ๆ เช่น การใช้ตู้แช่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ปัจจัยความสำเร็จของโรงงานเกตเวย์มาจากการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ความมุ่งมั่นของผู้นำจากบนลงล่าง การสื่อสารที่ชัดเจน และการบริหารโครงการที่มีประสิทธิภาพ
ในภาพรวมของประเทศไทย ยูนิลีเวอร์ขับเคลื่อนวาระความยั่งยืนผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ Nature, Climate, Plastic Packaging และ Livelihood
ด้าน Nature ยูนิลีเวอร์ใช้กำลังซื้อขององค์กรผ่านการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนความมั่นคงของระบบอาหาร และปกป้องฟื้นฟูธรรมชาติ โดยมี Safety and Environmental Assurance Center หรือ SEAC ประเมินวัตถุดิบเพื่อให้มั่นใจด้านสิ่งแวดล้อม
ด้าน Climate การดำเนินงานของโรงงานลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 40% ภายในสิ้นปี 2025 เมื่อเทียบกับฐานปี 2021 หรือคิดเป็นประมาณ 1,000 ตัน ผ่านการใช้ชีวมวล โซลาร์ การลด Scope 2 และการปรับปรุงต่อเนื่องแบบ Kaizen และ Lean Manufacturing โดยยังมีแผนลดเพิ่มเติมอีกประมาณ 400 ตันในปี 2026 และ 2027 ขณะเดียวกัน การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ยังลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 80% ผ่านการปรับปรุงการบรรทุกสินค้าและการใช้รถขากลับให้เกิดประโยชน์
ด้าน Plastic Packaging ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ลดการใช้พลาสติกใหม่ได้ 29% เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ชนิดแข็งเป็น 35% เช่น การใช้ PET ในขวดซันไลต์ และ HDPE ในขวดปั๊มโดฟ โดย 83% ของบรรจุภัณฑ์ชนิดแข็งในประเทศไทยอยู่ในรูปแบบที่สามารถใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ และบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกแข็งถูกเก็บกลับได้ 100% ในประเทศไทย
ด้าน Livelihood ยูนิลีเวอร์ทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่า โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยหรือโชห่วยมากกว่า 10,000 แห่ง ผ่านการพัฒนาทักษะด้านการจัดการสินค้า การมองเห็นสินค้า โปรแกรมความภักดี และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยเรื่องการสั่งซื้อและการบริหารสต็อกสินค้าร่วมกับพันธมิตร
เดินหน้าด้วยข้อมูลนโยบาย AI และการพัฒนาคน
จากการดำเนินงานทั้งหมด ยูนิลีเวอร์ระบุว่า บริษัทสามารถขับเคลื่อนการเติบโตควบคู่กับการดูแลความยั่งยืน ครอบคลุมทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การลดขยะที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ การเพิ่มสัดส่วนบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน และการส่งเสริมโภชนาการเชิงรุก
สำหรับทิศทางต่อไป ยูนิลีเวอร์จะเดินหน้าปลดล็อกคุณค่าผ่าน 5 ด้าน ได้แก่ การลงทุนที่มองเห็นผลได้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การลดการใช้ทรัพยากร การบังคับใช้นโยบายและธรรมาภิบาลด้าน AI และการสร้างขีดความสามารถให้กับพนักงานและแรงงาน
กรณีของยูนิลีเวอร์สะท้อนให้เห็นว่า AI และ Data ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด หรือซัพพลายเชน แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบย้อนกลับห่วงโซ่อุปทาน บริหารทรัพยากร และสร้างการเติบโตทางธุรกิจไปพร้อมกัน
เส้นทางสู่ Net Zero จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการปรับโครงสร้างองค์กรด้วย AI, Data และเทคโนโลยี เพื่อทำให้การเติบโตและความรับผิดชอบเดินไปในทิศทางเดียวกัน
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ไทยไม่ได้ตกขบวน Data Center: เมื่อ ‘มาช้า’ กลายเป็นแต้มต่อในยุค AI
SCGD เข้าทำเนียบ ESG Emerging List และกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี 2569





