ช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตได้ถึงร้อยละ 12 ต่อปี แต่วันนี้ตัวเลขเดียวกันเหลือเพียงประมาณร้อยละ 1 โดยไม่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน ขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติยังคงตั้งเป้าให้ประเทศต้องโตให้ได้ปีละร้อยละ 5เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูง เป้าหมายที่รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เรียกตรง ๆ ว่า “Mission Impossible” หากยังใช้วิธีการเดิม ด้วยช่องว่างขนาดนี้เอง ที่ทำให้ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในเจ็ดกลไกที่ขาดไม่ได้ของประเทศ และเป็นเหตุผลที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดตัว UTCC AI Institute ศูนย์กลางการพัฒนา AI เพื่อธุรกิจ พร้อมลงนามความร่วมมือกับสมาคมและองค์กรเทคโนโลยี 9 หน่วยงาน เพื่อผลิตกำลังคนรองรับการแข่งขันที่กติกาโลกเปลี่ยนไปแล้ว
กำเนิด UTCC AI Institute จาก Business DNA ที่ไม่มีมหาวิทยาลัยใดเหมือน
โครงการนี้ขับเคลื่อนโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และเกิดขึ้นจากดำริของ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งตั้งโจทย์และมอบหมายให้รองศาสตราจารย์ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำมาถ่ายทอดและร่วมผลักดันกับมหาวิทยาลัยให้เป็นสถาบันวิจัยประยุกต์ที่ผสมผสานความเป็น AI เข้ากับความรู้ทางธุรกิจ

ดร.ธนวรรธน์ อธิบายที่มาของสถาบันว่า AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและกติกาการแข่งขันของโลกอย่างรวดเร็ว ขณะที่มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับการใช้งานจริง แต่ประเทศไทยยังขาดกลไกที่เชื่อม AI เข้ากับธุรกิจอย่างเป็นระบบ UTCC AI Institute จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์นี้โดยตรง
“ด้วยจุดแข็งที่ไม่มีมหาวิทยาลัยใดเหมือนของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คือเครือข่ายหอการค้าและผู้ประกอบการทั่วประเทศ Business DNA ที่สั่งสมมาตั้งแต่ก่อตั้ง และความคล่องตัวของมหาวิทยาลัยเอกชน ภายใต้แนวคิด From Thai Business Knowledge to Thai Business AI คือการแปลงองค์ความรู้ธุรกิจไทยให้กลายเป็นสินทรัพย์ AI ของธุรกิจไทย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ AI-First University ที่เราขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง”
จุดที่ทำให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีสถานะต่างจากสถาบันการศึกษาทั่วไป คือการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในโลกที่มีสภาหอการค้าแห่งชาติเป็นเจ้าของ 100 ละ 100 ทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใจวิธีคิดของภาคธุรกิจ และสามารถแปลงความรู้ทางวิชาการให้ภาคธุรกิจนำไปปรับใช้ได้จริง โดยมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “University for the future” ผ่านสี่เสาหลัก ได้แก่ การเป็น AI University, Practice University ที่เน้นการปฏิบัติจริง, Happy University และ International University
ส่วนยุทธศาสตร์ AI-First University ซึ่งบังคับให้มีการนำ AI เข้าไปสอดแทรกในการสอนทุกวิชา วางแผนดำเนินงานเป็นสามระยะ ปีแรกมุ่งสู่การเป็น Generative AI University ปีที่สองยกระดับเป็น AI University และปีที่สามซึ่งเป็นปีปัจจุบัน ขับเคลื่อนสู่แนวคิด “AI with on AI” ผ่านการเปิดตัวศูนย์ UTCC AI Institute หรือ “AI Square” มหาวิทยาลัยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางเชิญชวนภาคธุรกิจกว่าพันแห่งเข้ามาร่วมพัฒนา AI และยินดีให้ทุกภาคส่วนนำรูปแบบความสำเร็จไปทำซ้ำ เพราะเป้าหมายของการก่อตั้งศูนย์นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง แต่เพื่ออุตสาหกรรมและธุรกิจไทยในภาพรวม
6 พันธกิจโครงการเรือธง และบทบาทคณะวิศวกรรมศาสตร์
ในการนำพันธกิจของสถาบันมาสู่การปฏิบัติจริง ดร.มณิสรา บารมีชัย คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า สถาบันวางกรอบการทำงานผ่านหกพันธกิจ ได้แก่ การพัฒนา AI Solutions ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาหลักสูตรและทักษะ AI งานวิจัยประยุกต์และนวัตกรรม หลักสูตรผู้บริหารและการสร้างรายได้ ความร่วมมือระดับโลกและอาเซียน และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศ AI พร้อมด้วยโครงการเรือธง ได้แก่ Thai Industry AI Transformation Initiative, AI Solution Factory & Digital Workforce Lab และ AI Talent for Thailand โดยวางแผนดำเนินงานระยะห้าปี เพื่อมุ่งสู่การเป็น Applied AI Platform ระดับประเทศและระดับอาเซียน
“คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน UTCC AI Institute โดยเราจะทำหน้าที่แปลงพันธกิจของสถาบันให้เป็นการลงมือทำจริง ทั้งการเปิดตัวหลักสูตร Degree และ Non Degree ด้านปัญญาประดิษฐ์ประยุกต์ ตลอดจนหลักสูตรอบรมระยะสั้น AI Developer Fast Track สำหรับภาคธุรกิจ ภายใต้การสนับสนุนจาก บพค. และ BOI STEM++ รวมถึง การเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI Computing การพัฒนา AI Solutions ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการสร้างวิศวกร และนักพัฒนา AI รุ่นใหม่ที่เข้าใจโจทย์ธุรกิจ เราขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกขนาดเข้ามาทำงานร่วมกับเรา เพราะเป้าหมายของสถาบันคือการทำให้ AI เป็นเรื่องที่ธุรกิจไทยทุกระดับเข้าถึงและใช้ได้จริง”
AI Economy ถึง AI Nation Vision 2035 วิสัยทัศน์ของ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา
ในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Thailand Beyond Next: Thailand Digital Transformation and the Future of AI Business” ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ให้มุมมองว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค AI Economy ซึ่ง AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีอีกแขนงหนึ่ง แต่กำลังกลายเป็น General Purpose Technology ที่ส่งผลต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ในลักษณะเดียวกับที่ไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตเคยเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของโลกมาแล้ว แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีต้นทาง แต่สิ่งสำคัญคือการเป็น “ผู้ใช้งานที่ฉลาด” และหาช่องว่างในการนำ AI มาต่อยอดธุรกิจ
“Data Center สร้างได้ GPU ซื้อได้ แต่บุคลากรคุณภาพสูงต้องใช้เวลาพัฒนา บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุค AI จึงต้องเปลี่ยนจากผู้ผลิตบัณฑิตไปสู่ศูนย์กลางการพัฒนากำลังคนและการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับเทคโนโลยี ซึ่งการจัดตั้ง UTCC AI Institute สะท้อนบทบาทใหม่นี้อย่างชัดเจน”
ดร.ชิต ยังชี้ให้เห็นว่าจุดแข็งของคนไทยอยู่ที่องค์ความรู้ซึ่งฝังอยู่ในตัวบุคคล หรือ Tacit Knowledge ที่ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือได้ยาก เช่น ศิลปะการทำอาหารไทยหรือการนวดแผนโบราณ หากสามารถใช้ AI แปลงความสามารถเหล่านี้เข้าไปอยู่ในหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้นวดแผนโบราณหรือทำอาหารได้ จะกลายเป็นจุดแข็งและมูลค่าทางธุรกิจที่ไม่มีคู่แข่งรายใดตามทัน ในประเด็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ดร.ชิต เสนอว่า การมีเพียง Data Center ยังไม่เพียงพอ ประเทศไทยต้องก้าวไปถึงขั้น “Data Industry” คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพัฒนาต่อเป็น AI หรือ Inference Model ทั้งนี้ ภายในเวทีเสวนา นายพิเชฎฐ เกตุรวม อุปนายกสมาคม DIAT ได้เสนอแนวทางต่อยอดเพิ่มเติมว่า ควรใช้โอกาสจากการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนสร้าง Data Center ในไทย ผลักดันการวิจัยระบบหล่อเย็นแบบ Liquid Cooling ที่เหมาะกับประเทศเมืองร้อน การบังคับใช้บุคลากรและวิศวกรไทย และการใช้วัสดุอุปกรณ์หรือการก่อสร้างในประเทศ ทั้งงานวิศวกรรมโยธาและงานระบบไฟฟ้าประปา
สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก AI ไม่ใช่เรื่องของบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น และเปรียบเทียบกลยุทธ์ที่ SME พึงใช้กับกลยุทธ์ “ยุงเกาะช้าง” คือการใช้ AI ยกระดับธุรกิจค้าปลีกและซัพพลายเชนของไทยให้ทำงานร่วมกับบริษัทรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในประเทศได้ พร้อมวางวิสัยทัศน์ “AI Nation Vision 2035” ในอีก 10 ปีข้างหน้า ครอบคลุมการสร้างโซลูชัน AI รองรับตลาดอาเซียนที่มีประชากรรวม 700 ล้านคน การเป็นฐานผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั้งในรูปแบบแพลตฟอร์มและบริการ ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และคาดว่าจะมีการใช้งานระดับหลักหมื่นตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสีเขียวรองรับ Data Center และ AI และการสร้างบุคลากรผ่านศูนย์กลางพัฒนากำลังคนที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ เช่น UTCC AI Institute
ด้านอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพนำ AI ไปเจาะตลาดโลก คุณพิเชฎฐ ได้ยกตัวอย่าง 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือมวยไทย ซึ่งสามารถนำท่าทางการต่อสู้เข้าสู่ระบบวิเคราะห์และพัฒนาเป็นเกมออนไลน์หรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับชาวต่างชาติ กลุ่มที่สองคือ Wellness และ Medical AI ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ เช่น ฟิล์มเอกซเรย์ เพื่อคัดกรองโรค และกลุ่มที่สามคือสมุนไพรและยาแผนไทย ซึ่งใช้ AI ยกระดับงานวิจัยด้านวัสดุศาสตร์และชีวเคมี เพื่อพัฒนา
ผลิตภัณฑ์สำหรับนักท่องเที่ยวและการส่งออก นอกจากนี้ ดร.ชิต ยังเสนอแนวคิดต่อเกณฑ์การส่งเสริมการลงทุนของ BOI ว่าในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องพิจารณาเพียงจำนวนการจ้างงานหรือมูลค่าการลงทุน แต่ควรพิจารณาจาก “Value creator per employee” หรือความสามารถในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจต่อพนักงาน ซึ่ง AI เป็นปัจจัยที่ตอบโจทย์ในด้านนี้โดยตรง
เสียงจากภาคอุตสาหกรรม มุมมองจากผู้นำ 6 สมาคมเทคโนโลยี

มุมมองจาก ดร.ชิต และ ดร.ธนวรรธน์ สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้นำสมาคมเทคโนโลยีสะท้อนในเวทีเสวนา “AI Update Stage: Mega Tech Trend Update” ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคม AIEAT กล่าวว่าการสร้างหรือปรับแต่งโมเดลภาษาขนาดใหญ่มีต้นทุนสูงทั้งด้านการประมวลผลและบุคลากร ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าสำหรับบริบทของประเทศไทย โอกาสที่แท้จริงจึงอยู่ที่การทำความเข้าใจปัญหาเฉพาะทางของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การเกษตรหรือการท่องเที่ยว แล้วนำ AI หรือ Deep Learning ขนาดเล็กที่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่ามาแก้ปัญหาเฉพาะจุด
ดร.สุทัด ครองชนม์ นายกสมาคมไทยไอโอที และประธาน สสวท. กล่าวว่า AI ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะด้านการสร้างคอนเทนต์หรือการตลาด แต่ควรผสานเข้ากับโลกกายภาพผ่านเซนเซอร์ IoT เพื่อพัฒนาสายการผลิต พร้อมยกตัวอย่างการใช้ AI ทำแบบจำลองคำนวณอุณหภูมิและกระบวนการทำอาหารแช่แข็ง เช่น ผัดไทย เพื่อให้เมื่อนำไปอุ่นในไมโครเวฟที่ต่างประเทศยังคงรสชาติใกล้เคียงกับอาหารที่ปรุงใหม่ ขณะที่นายศักดา สารพัดวิทยา นายกสมาคม TIA เสนอแนวคิดการนำ AI ผสานกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ให้จำลองฝีมือแบบไทย เช่น การทำผัดกะเพรา เพื่อให้ทำงานซ้ำได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง และส่งออกไปยังประเทศที่เผชิญปัญหาค่าแรงสูง พร้อมระบุว่าการลงทุนใช้ระบบอัตโนมัติแทนแรงงานคนในงานคลังสินค้าปัจจุบันมีระยะเวลาคืนทุนที่ชัดเจนแล้ว
พิเชฎฐ เกตุรวม อุปนายกสมาคม DIAT กล่าวว่า การลงทุนสร้าง Data Center ของต่างชาติในไทยควรมาพร้อมการบังคับใช้ Local Content เช่น การใช้วัสดุและชิ้นส่วนในประเทศ และการจ้างวิศวกรไทย เพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ รวมถึงผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทดสอบระบบหล่อเย็นด้วยของเหลวที่เหมาะกับสภาพอากาศในภูมิภาค
ด้าน ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อพัฒนาดิจิทัล กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศคือการทำให้ประชากรกว่า 3 ใน 4 ของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และผู้สูงอายุ เข้าถึงและใช้งาน AI ได้จริง โดย AI ต้องมาพร้อมกับทักษะการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้รู้เท่าทันความถูกต้องของข้อมูลที่ AI ให้มา พร้อมยกตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ที่ชนะเลิศการแข่งขันทักษะด้าน AI และหุ่นยนต์ทั้งระดับประเทศและอาเซียน เป็นเครื่องยืนยันศักยภาพของเยาวชนไทยหากได้รับโอกาสและเวทีที่เหมาะสม
กุลโชค โพธิพัฒนชัย จากสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย กล่าวปิดท้ายวงเสวนาว่า ประเทศไทยใช้แรงงานคนขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาถึงจุดอิ่มตัวและกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จึงเป็นแนวทางที่ช่วยควบคุมระยะเวลาการผลิตและคำนวณจุดคุ้มทุนได้แม่นยำ พร้อมยกตัวอย่างการใช้ AI Image Processing ในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ เช่น การแยกสิ่งเจือปนในอาหาร หรือการแยกเนื้อกับกระดูก
ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกใช้ AI เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล คนไทยจำนวนหนึ่งกลับใช้ AI เพื่อการดูดวงเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการพัฒนาทักษะการตั้งคำถามและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำ AI ไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ
ลงนามความร่วมมือ 9 หน่วยงาน ตั้งเครือข่าย Humanoid AI Thailand
ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมที่สุดของงานนี้ เกิดขึ้นในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกับสมาคมและองค์กรด้านเทคโนโลยี 9 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันผลิตกำลังคนระดับอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ยังมีการลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงของ 10 หน่วยงานพันธมิตร เพื่อจัดตั้งเครือข่าย Humanoid AI Thailand โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งจะเชื่อมต่อและขยายผลกับฐานความร่วมมือ Humanoid ASEAN+ ที่มีการลงนามร่วมกันไว้แล้วกว่า 22-23 หน่วยงานจาก 9 ประเทศ นอกจากพิธีลงนามแล้ว
ภายในงานยังมีการมอบสิทธิ์ใช้งาน GPU NVIDIA for Thai AI โซน Humanoid Showcase ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองหุ่นยนต์อย่างใกล้ชิด และการมอบใบประกาศโครงการยกระดับบุคลากรด้าน Data Center และ Cloud Hosting
การเปิดตัว UTCC AI Institute ในวันนี้ วางอยู่บนเป้าหมายที่มากกว่าการมีศูนย์ AI ประจำมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่เป็นความพยายามเชื่อมองค์ความรู้ธุรกิจไทยที่สั่งสมมานาน เข้ากับเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของโลก ท่ามกลางกรอบเวลาที่ประเทศไทยเหลืออยู่ไม่มากนัก ในการพิสูจน์ว่าจะใช้ AI เป็นเครื่องมือก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้จริงหรือไม่
ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของโครงการ UTCC AI Institute และกิจกรรมของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ที่ www.utcc.ac.th หรือเฟซบุ๊ก UTCC มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เปิดตัว ‘SEA HI Hub’ ดึงสแตนฟอร์ด-บิ๊กเทคโลก ปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
The Story Thailand Forum 2026 เปิดเวทีถก AI จากโครงสร้างพื้นฐานสู่อนาคตธุรกิจและสังคม



