ตลาด Stablecoin มีมูลค่ารวมมากกว่า 309,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย USDT และ USDC คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด สะท้อนว่าเงินดอลลาร์ยังเป็นสกุลเงินหลักของระบบสินทรัพย์ดิจิทัล แม้หลายประเทศจะเร่งพัฒนาเงินดิจิทัลของตนเองก็ตาม
การเติบโตของ Stablecoin ทำให้การแข่งขันด้านนโยบายการเงินดิจิทัลไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มขยายไปสู่การกำหนดมาตรฐานกำกับดูแล โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน และบทบาทของภาครัฐกับภาคเอกชนในระบบการเงินยุคใหม่
ขณะเดียวกัน แนวทางการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น สหรัฐอเมริกาเลือกวางกรอบกำกับดูแลสำหรับ Stablecoin ที่ออกโดยภาคเอกชนแทนการผลักดัน Retail CBDC ส่วนสหภาพยุโรปยังอยู่ในกระบวนการผลักดัน Digital Euro ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่จีนเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านโครงการ mBridge อย่างต่อเนื่อง
ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้สะท้อนการแข่งขันของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนวิธีที่แต่ละประเทศเลือกกำหนดบทบาทของรัฐและภาคเอกชนในระบบการเงินดิจิทัล
มหาอำนาจกำลังสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่แตกต่างกัน
สหรัฐฯ มีความชัดเจนด้านนโยบายมากขึ้นหลังการประกาศใช้ GENIUS Act ซึ่งกำหนดกรอบกำกับดูแลสำหรับ Payment Stablecoin ในระดับรัฐบาลกลางเป็นครั้งแรก กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้ออก Stablecoin ที่ได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการป้องกันการฟอกเงิน (AML) การระบุตัวตนลูกค้า (KYC) และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกับสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ
ปัจจุบัน FinCEN และหน่วยงานกำกับดูแลภาคธนาคารอยู่ระหว่างจัดทำกฎเกณฑ์ปฏิบัติ รวมถึงข้อกำหนดด้าน Customer Identification Program สำหรับผู้ออก Stablecoin ที่ได้รับใบอนุญาต โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจนถึงเดือนสิงหาคม 2026
ในอีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ ได้กำหนดข้อห้ามการออก Retail CBDC ผ่านบทบัญญัติในกฎหมาย 21st Century ROAD to Housing Act ซึ่งมีผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่สามารถออกเงินดิจิทัลสำหรับประชาชนทั่วไปได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมการทดลองในระดับ Wholesale CBDC หรือความร่วมมือระหว่างธนาคารกลาง
ซึ่งแนวทางดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เลือกให้ภาคเอกชนเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเงินดอลลาร์ดิจิทัล ภายใต้กรอบกำกับดูแลของรัฐ มากกว่าการให้ธนาคารกลางเป็นผู้ออกเงินดิจิทัลโดยตรง
ฝั่งยุโรป แม้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะยังคงผลักดันโครงการ Digital Euro แต่โครงการยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมด้านเทคนิค และยังต้องรอกระบวนการนิติบัญญัติของสหภาพยุโรปก่อนจึงจะสามารถตัดสินใจออกใช้งานได้จริง โดยกรอบเวลาที่ ECB ประเมินไว้สำหรับการเปิดใช้งานอยู่ในช่วงปี 2029
ECB ระบุว่า หากกฎหมายผ่านได้ตามกำหนด การทดลองใช้งานอาจเริ่มในปี 2027 ขณะที่กรอบเวลาสำหรับการออกใช้งานครั้งแรกอาจอยู่ในช่วงปี 2029 ทำให้ในระยะสั้น กรอบกำกับดูแล Markets in Crypto-Assets (MiCA) ยังคงเป็นเครื่องมือหลักที่สหภาพยุโรปใช้กำกับดูแลผู้ออก Stablecoin และผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล
อีกด้านหนึ่ง จีนยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน mBridge หลัง BIS ถอนตัวจากโครงการเมื่อปี 2024 และส่งต่อการดำเนินงานให้ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศสมาชิกดูแลร่วมกัน ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย
โครงสร้างดังกล่าวทำให้ mBridge ไม่ใช่โครงการของกลุ่ม BRICS โดยตรง แม้ว่าจีนจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเครือข่ายก็ตาม ข้อมูลล่าสุดระบุว่าเครือข่ายประมวลผลธุรกรรมข้ามพรมแดนแล้วมากกว่า 4,000 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมราว 55,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนว่าการใช้งานเริ่มขยับจากการทดลองเชิงเทคนิคไปสู่การใช้งานในระดับสถาบัน
ในเวลาเดียวกัน กลุ่มประเทศ G7 ก็พัฒนา Project Agorá ร่วมกับธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานรายใหญ่ เช่น JPMorgan, Citi, HSBC และ SWIFT สะท้อนว่าระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนในอนาคตอาจประกอบด้วยหลายเครือข่ายที่ทำงานคู่ขนานกัน มากกว่าการใช้มาตรฐานเดียวทั่วโลก
จากการแข่งขันเชิงนโยบาย สู่โจทย์ใหม่ของ Exchange
สำหรับผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเพียงต่อกฎระเบียบ แต่ยังรวมถึงโครงสร้างสภาพคล่องและการเชื่อมต่อกับระบบการเงินในแต่ละภูมิภาค
ในตลาดสหรัฐฯ มีประเด็นสำคัญที่ต้องปฏิบัติคือเรื่องเงินสำรอง ความโปร่งใส และมาตรฐาน AML ของผู้ออก Stablecoin ขณะที่ในยุโรป ผู้ประกอบการต้องดำเนินงานภายใต้กรอบ MiCA ส่วนในเอเชียและตะวันออกกลาง การติดตามพัฒนาการของเครือข่าย Wholesale CBDC อย่าง mBridge อาจมีความสำคัญมากขึ้น หากโครงการขยายสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
สำหรับผู้ประกอบการความท้าทายจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง Stablecoin หรือ CBDC แต่คือการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับกรอบกำกับดูแลและระบบการชำระเงินที่แตกต่างกันในแต่ละเขตอำนาจศาล
ในภาพรวม สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง Stablecoin กับ CBDC หากแต่เป็นการแข่งขันของ โมเดลการกำกับดูแล ที่แตกต่างกัน สหรัฐฯ ใช้กฎหมายเพื่อผลักดันนวัตกรรมของภาคเอกชน ยุโรปให้ความสำคัญกับกรอบกำกับดูแลและกระบวนการนิติบัญญัติ ขณะที่จีนลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินระหว่างประเทศของตนเอง
สำหรับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและ Exchange ความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบที่หลากหลายอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้การแข่งขันด้านค่าธรรมเนียมหรือสภาพคล่อง เพราะในระยะยาว โลกการเงินดิจิทัลอาจไม่ได้มีผู้ชนะเพียงรายเดียว แต่เป็นระบบที่หลายมาตรฐานต้องทำงานร่วมกัน
ที่มา: DefiLlama, Reuters
คำเตือน
- คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจํานวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
- ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
วิเคราะห์ปรากฏการณ์ ‘Lelli Hack’ กับอนาคตความปลอดภัยของ Bitcoin
ทำความรู้จัก Prediction Market เมื่อข้อมูล On-chain และเงิน พูดแทน ‘โพล’ ในโลกปี 2026
Kevin Warsh กับการมาถึงของธนาคารกลางในยุคแห่ง AI และอธิปไตยในโลกไซเบอร์



