Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

รัฐ-เอกชนผนึกกำลัง ดัน ‘Sovereign AI’ ยกระดับบริการภาครัฐ

รัฐ-เอกชนผนึกกำลัง ดัน 'Sovereign AI' ยกระดับบริการภาครัฐ

ท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงทางเทคโนโลยี การสร้าง “อธิปไตย AI” (Sovereign AI) กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทย ทั้งในด้านการควบคุมข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

NECTEC สวทช. และสำนักงาน ก.พ.ร. ได้เปิดเวที “Connecting Sovereign AI Ecosystem for Public Sector: เชื่อมพลังรัฐ-เอกชนสู่การพัฒนา AI ภาครัฐ” เชื่อมความร่วมมือกับ 5 หน่วยงานพันธมิตรภาคเอกชน เพื่อผลักดันระบบนิเวศ AI ของไทย พร้อมนำเสนอกรณีใช้งานจริง และมองไปถึงการยกระดับบริการภาครัฐดิจิทัลในอีก 3 ปีข้างหน้า

‘Sovereign AI’ จากภูมิรัฐศาสตร์สู่ความมั่นคงของชาติ

ประเด็นอธิปไตยทางเทคโนโลยีกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับโลก ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้น มรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ชี้ว่า ในอดีตเราพูดถึงอธิปไตยชายแดนและพื้นที่ ต่อมาขยายวงกว้างเข้าสู่ “อธิปไตยข้อมูล” (Data Sovereignty) และขยับมาสู่ “อธิปไตย AI” (Sovereign AI) ในที่สุด

“ลองนึกภาพหากข้อมูลสำคัญของประเทศไปฝากอยู่ต่างประเทศ แล้วรัฐบาลเจ้าของบริษัทที่เราไปฝากข้อมูลสั่งอายัดตามกฎหมายของเขา ประเทศเราจะเผชิญความยากลำบากทันที เช่นเดียวกับกรณีที่มีบางประเทศนำเงินไปฝากในต่างประเทศแล้วโดนอายัดจนเกิดปัญหาใช้เงินไม่ได้” คุณมรกต กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าจากนี้ไป ประเทศไทยต้องกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังว่าข้อมูลสำคัญส่วนไหนต้องอยู่ในประเทศ โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีชิ้นใดต้องอยู่ในเมืองไทย และโมเดล AI ใดที่เราต้องพัฒนาเองเพื่อลดการพึ่งพาจากต่างแดน

ขณะที่ สุรินทร์ แท่นรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์คลาวด์และบิ๊กดาต้า บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปรียบเทียบเรื่องนี้ให้เข้าใจง่ายว่า “อธิปไตย AI ก็เหมือนของในบ้านเราเอง” ที่คนนอกจะเข้ามาจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลหรือระบบได้ยาก หากประเทศไทยผูกติดเทคโนโลยีกับมหาอำนาจหรือเจ้าใดเจ้าหนึ่งเพียงอย่างเดียว ย่อมเกิดความเสี่ยงสูงเมื่อเกิดผลกระทบระดับโลก เช่น กรณีราคาพลังงานผันผวน ภัยสงครามปิดพรมแดน หรือภาวะขาดแคลนชิปประมวลผล ดังนั้น สิทธิ์และอำนาจในการจัดการ ดูแล และเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การบริหารควบคุมในประเทศ

สอดคล้องกับแนวคิดของ ณัฐพงษ์ ช่วยบำรุง Chief Technology Officer, Siam.AI Cloud (ภายใต้ บริษัท สยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ที่เผยถึงความร่วมมือกับ เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) CEO ของ NVIDIA ในงาน AI Vision โดยยืนยันคำมั่นสัญญาที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีอธิปไตย AI ของตัวเองในรูปแบบ “Thailand Sovereignty” ที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร ข้อมูล หน่วยประมวลผล และกำลังคนโดยฝีมือคนไทยทั้งหมด

เช่นเดียวกับ นวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS ที่เสริมว่าความมั่นคงด้านไอทีต้องครอบคลุมทั้งเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ (Compliance) ความเป็นส่วนตัวตามกฎหมาย PDPA และการจัดการข้อมูลเฉพาะตัวขององค์กร ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำงานอยู่บนระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Infrastructure) ในประเทศ เพื่อเพิ่มความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัย (Control) และการบริหารจัดการที่ตรงจุด (Manageability)

4 Use Case ‘Sovereign AIใช้งานจริงในไทย

ผู้บริหารทั้ง 5 หน่วยงานได้นำเสนอกรณีศึกษาเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นและใช้งานได้จริง ซึ่งสะท้อนถึงการแก้ปัญหาด้วย AI และระบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

AIS ใช้ ‘น้อง ACare’ ยกระดับบริการลูกค้า

คุณนวชัย เล่าถึงการนำเทคโนโลยี AI มาพัฒนาผู้ช่วยอัจฉริยะ “น้อง ACare” (หรือ AIS Care) เพื่อทำหน้าที่โทรแจ้งยอดค่าบริการแก่ลูกค้า โดยสื่อสารพูดคุยกับผู้รับสายได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีการเชื่อมต่อกับระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) เพื่อให้บริการแบบเฉพาะบุคคลระดับสูง (Hyper-Personalization)

ความโดดเด่นของโครงการนี้คือการวางระบบป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล (Guard Rail) เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy) ของผู้ใช้บริการ เช่น การกำหนดให้ AI แจ้งข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์แก่ลูกค้าเพียง 4 หลักท้ายเท่านั้น เพื่อควบคุมขอบเขตความปลอดภัยและสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ (Trust) ให้แก่องค์กร ซึ่งโครงการนี้นอกจากช่วยประหยัดต้นทุนลงไปได้เกือบครึ่งหนึ่งแล้ว ยังส่งผลให้พนักงานขยับไปทำงานให้บริการในมิติที่มีความท้าทายและซับซ้อนสูง ซึ่งเป็นจุดที่พนักงานที่เป็นมนุษย์ยังมีทักษะเหนือกว่า AI

iNET ใช้ AI ยกระดับเคลมบัตรทองแบบ Real-time

คุณมรกต เผยความสำเร็จครั้งใหญ่ในการร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อน Digital Transformation Journey ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ด้วยการเชื่อมโยงระบบการเคลมสิทธิบัตรทองจากโรงพยาบาลและ รพ.สต. ในสังกัดกว่า 2,300 แห่งทั่วประเทศเข้ากับ สปสช. ทำให้สามารถตรวจสอบและส่งข้อมูลการเคลมได้แบบ Real-time หมุนเวียนในระบบมากถึง 25-30 ล้านเคสต่อเดือน

ที่สำคัญ ระบบนี้ได้นำเครื่องมือ “AI in a Loop” เข้ามาช่วยตรวจเช็กข้อผิดพลาดและรูปแบบเอกสารเบิกจ่ายก่อนส่ง สปสช. ช่วยลดสถิติความผิดพลาดในการส่งเคลมลงอย่างมหาศาลจากเดิม 15% เหลือไม่ถึง 1% ส่งผลให้โรงพยาบาลได้รับเงินเบิกจ่ายกลับคืนอย่างรวดเร็วที่สุดภายในเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น จากเดิมที่ต้องรอคอยนานถึง 2-3 เดือน ช่วยบรรเทาปัญหาทางการเงินและสภาพคล่องของโรงพยาบาลต่างๆ ได้สำเร็จ

NT ใช้ AI ดูแลสวัสดิการ-พัฒนาบุคลากร

คุณสุรินทร์ ยกตัวอย่าง Use Case ที่ NT พัฒนาเพื่อใช้งานภายในองค์กรก่อนเตรียมขยายขีดความสามารถสู่ภาครัฐ ได้แก่ “สวัสดิ์บัดดี้” แชตบอตตรวจสอบสิทธิ์สวัสดิการและค่ายานอกบัญชีของพนักงาน โดยเฟสที่สองได้ยกระดับโดยนำ AI ร่วมกับระบบรู้จำอักขระ (OCR) เข้ามาช่วยวิเคราะห์เอกสาร เพียงพนักงานถ่ายรูปใบเสร็จอัปโหลดเข้าระบบ AI จะประเมินและแจ้งยอดสิทธิ์การเบิกจ่ายให้ทันที ช่วยให้กระบวนการตรวจสอบใบเสร็จดำเนินไปด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ระบบแนะนำการพัฒนาศักยภาพ ที่นำ AI มาประเมินประวัติการทำงานและการเรียนรู้ของพนักงานในแต่ละสายวิชาชีพ (เช่น การเงิน วิศวกร ดูแลผลิตภัณฑ์) เพื่อแนะนำหลักสูตรอบรมขั้นสูงที่ตรงสายงานและเหมาะสมต่อการพัฒนาทักษะเฉพาะด้านของบุคคลอย่างแท้จริง

และห้องปฏิบัติการแชตบอตเฉพาะทาง ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานที่มีข้อมูลวิชาชีพเฉพาะ เช่น งานด้านความยุติธรรม หรืองานด้านการเกษตร นำคลังข้อมูลเฉพาะทางของตนใส่เข้าระบบเพื่อเรียนรู้และพัฒนาเป็นแชตบอตช่วยเหลือสังคมได้อย่างถูกต้องปลอดภัย

Siam.AI Cloud ใช้ AI คาดการณ์น้ำท่วม-วิเคราะห์พันธุกรรม

คุณณัฐพงษ์ เล่าถึงโครงการประมวลผลประสิทธิภาพสูงร่วมกับหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม ได้แก่ ระบบคาดการณ์ปริมาณฝนและน้ำท่วม โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม นำข้อมูลฝนตกหนักในภาคใต้มาวิเคราะห์ ย้อนรอย และประเมินพยากรณ์ความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่ง AI สามารถประเมินความแม่นยำได้สูงถึง 98%  และระบบวิเคราะห์พันธุกรรมและการแพทย์เฉพาะบุคคล ที่นำหน่วยประมวลผล AI ตรวจสอบลักษณะทางพันธุกรรม โครโมโซม และพันธเคมีของคนไทย เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการผลิตยารักษาโรคที่เหมาะสมกับพฤติกรรมและความต้องการทางร่างกายของคนไทยอย่างแม่นยำ

5 เอกชนหนุนเครื่องมือ AI ยกระดับภาครัฐดิจิทัล

เพื่อผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ ข้าราชการ ตลอดจนบุคลากรไอทีที่ร่วมรับฟังกว่า 120 หน่วยงานสามารถเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าที่สุด ผู้บริหารทั้ง 5 ค่าย ได้เปิดแนวทางช่วยเหลือและเครื่องมือที่พร้อมสนับสนุนดังนี้

Siam.AI Cloud พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานประมวลผล GPU ประสิทธิภาพสูงสำหรับการจัดสรรทรัพยากรไอที อีกทั้งมีบริการทดสอบความถูกต้องและเปรียบเทียบ (Benchmark) โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ทั้งในประเทศและแบรนด์ระดับโลก (เช่น ChatGPT, Claude, DeepSeek, Qwen) บนฐานข้อมูลภาษาไทย เพื่อประเมินอัตราความผิดพลาดของการตอบข้อมูล (Hallucination) และความแม่นยำของผลลัพธ์ โดยเฉพาะในงานข้อมูลสำคัญอย่างฟิล์มเอกซเรย์ทางการแพทย์เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อการประเมินการรักษา พร้อมจัดเตรียมชิปทางเลือกจากยุโรป เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเพื่อเลี่ยงวิกฤตชิปขาดแคลนในระดับสากล

NT นำเสนอแนวทางช่วยเหลือผ่านโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ GDDC (Government Data Center and Cloud service) ภายใต้กระทรวง DE และ สดช. ซึ่งในเฟสปัจจุบันมีการจัดหาทรัพยากร GPU แพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชัน และระบบ Chatbot ให้ส่วนราชการเข้ายื่นเรื่องขอใช้งานเพื่อพัฒนาบริการสาธารณะได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมสนับสนุนระบบ Local Host ในประเทศไทยสำหรับควบคุมไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลออกนอกประเทศ

Techsauce ร่วมสนับสนุนการพัฒนาความสามารถของคนในองค์กรผ่านบทบาท พี่เลี้ยง (Mentor) ในโครงการพัฒนานวัตกรรมของภาครัฐ (ร่วมกับ ก.พ.ร. และ NECTEC) เพื่อนำมุมมองเชิงธุรกิจแบบ Outside-In มาขับเคลื่อนนวัตกรรม มุ่งส่งเสริมกระบวนการคิดวิเคราะห์ตั้งแต่การค้นหาต้นตอปัญหาคอขวด (Problem-Solution Design) ก่อนกระโดดข้ามไปใช้เทคโนโลยีปลายทาง ตลอดจนแนะแนวทางการออกแบบและสร้างกรอบประเมินทักษะของพนักงาน (AI Competency Framework) เพื่อให้หน่วยงานออกแบบการอบรมและพัฒนาทักษะได้ตรงจุดตามความสามารถของกำลังคนอย่างเป็นระบบ

iNET เสนอตัวเป็นเพื่อนร่วมทางในการวางกลยุทธ์ทำ Digital Transformation Journey โดยให้แนวคิดการทำงานแบบ Agile ที่ปรับแผนได้รวดเร็วตามหน้างาน เน้นวัดประสิทธิภาพที่ผลลัพธ์การทำงานจริง (Result-Oriented) ตลอดจนชูจุดเด่นการใช้ซอฟต์แวร์รหัสเปิด (Open Source) เข้ามาบูรณาการการใช้งานคู่กับการให้บริการสนับสนุนและพัฒนาต่อยอด (Service) เพื่อปิดช่องว่างระบบไอที ดึงความสามารถของวิศวกรไทยและโครงสร้างคลาวด์ในประเทศ 100% มาปรับปรุงระบบบริการ ลดต้นทุนลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ราคาแพงจากต่างแดน

AIS พร้อมนำเสนอระบบบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน 3 ระดับสำคัญ ได้แก่ ระดับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และเครือข่ายสัญญาณที่ยืดหยุ่นสูงรองรับการประมวลผลข้อมูล AI, ระดับกลางด้วยแพลตฟอร์มจัดการระบบแบบผสมผสาน (AI Orchestration Platform เช่น core.ai) เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงระบบ CRM ข้อมูล และช่องทางการสื่อสารให้เป็นเรื่องง่าย และระดับบนสุดด้วย Use Case บริการลูกค้าอัจฉริยะ (Contact Center) พร้อมย้ำถึงมิติการฝึกฝนพนักงานให้เรียนรู้และผ่านการทดสอบทักษะเท่าทันเทคโนโลยี AI รวมทั้งความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และ PDPA เพื่อป้องกันความเสียหายขององค์กร

3 ปีภาครัฐไทย: ทลายไซโลข้อมูล สู่ ‘Physical AI’

ทัศนะความก้าวหน้าของการยกระดับระบบบริการสาธารณะด้วย AI ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า สะท้อนความต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด

คุณอรนุช คาดหวังการทลายไซโลข้อมูล (ทลาย silo) และการสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวง เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการทำโครงการระบบเทคโนโลยี และผลักดันนวัตกรรมด้านข้อมูลของประเทศให้เดินหน้าไปได้ไกลยิ่งขึ้น

ขณะที่ คุณสุรินทร์ ย้ำว่า ความตระหนักรู้กฎเกณฑ์และกรอบกฎหมายยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญ โดยแนะให้เร่งเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเรื่องประเภทข้อมูล (Data Classification) แก่กำลังคน เพื่อคัดแยกและจำกัดสิทธิ์ข้อมูลระดับลับไม่ให้ส่งออกไปประมวลผลบน AI ภายนอกประเทศ และเลือกใช้ผู้ให้บริการภายในประเทศอย่างปลอดภัย

ด้าน คุณณัฐพงษ์ ชวนมองอนาคตที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นไปอีกขั้นสู่ระดับ Physical AI และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ Humanoid ฝีมือคนไทย โดยแย้มว่าสยาม เอไอ คอร์ปอเรชั่น กำลังร่วมพัฒนาและเตรียมจัดแสดงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่มี DNA ความเป็นไทยร่วมกับ NECTEC เพื่อเตรียมเปิดตัวในงานวิชาการประจำปีของ NECTEC วันที่ 3 กันยายนนี้ รวมถึงงาน Open House ร่วมกับทางสถาบันของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง เพื่อโชว์เทคนิคการเทรนหุ่นยนต์ทำงานแทนมนุษย์ใน Data Center ตลอดจนการทำงานเพื่อความมั่นคงและงานตรวจพื้นที่เสี่ยงภัย

คุณนวชัย กล่าวว่า AI เป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและช่วยยกระดับบริการภาครัฐแบบเฉพาะบุคคลแก่ประชาชน เพื่อให้คนทั่วไปสามารถติดต่อและรับบริการสาธารณะได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น โดยไม่ขัดต่อระเบียบกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย

ปิดท้ายด้วยคำสรุปของ คุณมรกต ฝากความหวังในการยกระดับโครงสร้างเทคโนโลยีของประเทศไทยให้เต็มไปด้วยข้าราชการอัจฉริยะที่รู้เท่าทันและเข้าใจสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้เครื่องมือ AI ทำหน้าที่ผลักดันประสิทธิภาพงานบริการรัฐบาลดิจิทัลอย่างเข้มแข็ง จนเกิดเป็นระบบบริการประชาชนที่มั่นคง มั่งคั่ง และส่งผ่านประสิทธิภาพงานบริการสูงสุดสู่ประชาชนอัจฉริยะของไทยต่อไปในวันข้างหน้า

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘รู้ใจ’ ชู AI-Driven ยกระดับประกันดิจิทัล พร้อมสยายปีกพอร์ต Non-Motor แตะ 20%

ไมโครซอฟท์เผยผลสำรวจ พนักงานไทยพร้อมใช้ AI แต่องค์กรยังตามไม่ทัน

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar