ท่ามกลางกระแส AI ที่กำลังเข้าไปเปลี่ยนวิธีทำงานของแทบทุกอุตสาหกรรม คำถามสำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทยอาจไม่ใช่อีกต่อไปว่า “จะใช้ AI หรือไม่” แต่คือจะนำ AI มาใช้กับงานอะไร ใช้อย่างไร และทำอย่างไรให้การลงทุนด้านเทคโนโลยีสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้จริง
โจทย์ดังกล่าวเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX และ Amazon Web Services (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS ในการเปิดตัวโครงการ “AI Hub in Thailand” ภายใต้แนวคิด “Empowering Thailand’s AI Transformation” เพื่อสร้างศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้าน AI และคลาวด์ในประเทศไทย เปิดทางให้องค์กรตั้งแต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่สามารถเข้าถึง ทดลอง และนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานจริงได้ง่ายขึ้น
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตที่ชะลอตัว โดยคาดการณ์ว่า GPD ในปีนี้จะขยายตัวประมาณ 1.5-2.5% ขณะที่โอกาสทางเศรษฐกิจจากการนำ AI มาใช้ถูกประเมินว่ามีมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะภาคการผลิตซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 24% ของ GDP รวมถึงภาคบริการและการขนส่ง ซึ่งสามารถนำ AI เข้าไปช่วยควบคุมคุณภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการได้
จากผู้จัดจำหน่ายไอทีสู่พันธมิตรที่ช่วยธุรกิจใช้ AI

สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คุณค่าของ AI ในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีมีความล้ำสมัยเพียงใด แต่อยู่ที่องค์กรจะนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร
AI Hub จึงเป็นส่วนหนึ่งของการขยับบทบาทของซินเน็ค จากผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีไปสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ทำงานร่วมกับลูกค้าและเครือข่ายพันธมิตร ตั้งแต่การทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาพัฒนาเป็นโซลูชัน เพื่อให้การลงทุนสามารถสร้างมูลค่าและผลตอบแทนกลับสู่องค์กรได้
ก่อนนำแนวทางดังกล่าวออกไปสนับสนุนลูกค้า ซินเน็คได้นำคลาวด์และเครื่องมือ AI ของ AWS มาใช้ภายในองค์กรเกือบ 90 โครงการ ครอบคลุมการทำงานในทุกแผนก ผลที่เกิดขึ้นคือประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 55% ระยะเวลาการทำงานลดลง 59% และความผิดพลาดในการปฏิบัติงานลดลง 60% ขณะเดียวกัน บริษัทยังสามารถเพิ่มผลงานโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มพนักงาน และผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกยังมีการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง
ประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้แนวคิดของ AI Hub ไม่ได้เริ่มต้นจากการนำเทคโนโลยีไปเสนอขายเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการพิสูจน์ภายในองค์กรว่า AI สามารถเข้าไปเปลี่ยนกระบวนการทำงานและสร้างผลลัพธ์ได้จริง ก่อนนำประสบการณ์ที่ได้ไปต่อยอดร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร
AWS วางโครงสร้างพื้นฐานรองรับโลกที่องค์กรใช้ AI หลายโมเดล

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย Amazon Web Services (AWS) กล่าวว่า AI กำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงในทุกอุตสาหกรรม แต่การเปลี่ยนโอกาสจาก AI ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจจำเป็นต้องมีรากฐานเทคโนโลยีที่มั่นคง ปลอดภัย และยืดหยุ่น
AWS จึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่ระบบประมวลผลที่ทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิป ไปจนถึงการพัฒนาชิปสำหรับงาน AI ของตัวเอง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้องค์กรสามารถลดทั้งต้นทุนและระยะเวลาในการฝึกโมเดล ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการเปิดทางให้ลูกค้าเลือกใช้โมเดลที่เหมาะกับงาน โดยไม่จำเป็นต้องผูกอยู่กับผู้ให้บริการหรือโมเดลเพียงรายเดียว
แนวคิดดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อผลสำรวจระบุว่า ในอนาคตแต่ละองค์กรอาจต้องใช้โมเดล AI แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์เฉลี่ยถึง 24 โมเดล Amazon Bedrock จึงถูกออกแบบให้รองรับการเชื่อมต่อและเลือกใช้โมเดลชั้นนำเกือบ 200 โมเดล รวมถึง Claude และ DeepSeek เพื่อให้องค์กรสามารถเลือกโมเดลให้เหมาะกับงานแต่ละประเภท
การเปิดให้บริการ Amazon Bedrock บนระบบคลาวด์ในประเทศไทย ยังช่วยให้องค์กรสามารถจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลสำคัญภายในประเทศ รองรับความต้องการด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลข้อมูลขององค์กรไทย โดยเฉพาะหน่วยงานหรือธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสถานที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล
เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ คนและโจทย์ธุรกิจต้องเดินไปพร้อมกัน
แม้เครื่องมือ AI จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ทั้งซินเน็คและ AWS มองตรงกันว่า ความสำเร็จของการนำ AI มาใช้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว หากต้องเชื่อมสามส่วนเข้าด้วยกัน ได้แก่ เทคโนโลยี ธุรกิจ และบุคลากร
หนึ่งในปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญคือการนำ AI มาใช้โดยไม่มีนโยบายหรือเป้าหมายที่ชัดเจน หากพนักงานแต่ละคนเลือกสมัครและใช้เครื่องมือภายนอกตามความต้องการของตัวเองโดยไม่มีระบบควบคุม นอกจากองค์กรอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญจะออกไปอยู่นอกระบบขององค์กร
ขณะเดียวกัน ทักษะของคนยังเป็นช่องว่างสำคัญ ผลการศึกษาระบุว่า ผู้บริหารไทย 72% เห็นว่าการพัฒนาทักษะของพนักงานเดิมเป็นเรื่องเร่งด่วน แต่มีองค์กรเพียง 24% ที่จัดโครงการอบรมทักษะ AI อย่างเป็นทางการ AWS จึงเดินหน้าโครงการด้านการพัฒนาความรู้ รวมถึง AI Academy ซึ่งยกระดับความรู้และความสามารถด้าน AI ให้คนไทยแล้วมากกว่า 120,000 คน
แนวทางการใช้ AI ยังวางมนุษย์ไว้ในกระบวนการตัดสินใจ โดยใช้ AI เข้ามาช่วยในแต่ละขั้นตอนของการทำงาน ตั้งแต่การร่างข้อกำหนด ตรวจสอบภาษา ไปจนถึงการพัฒนาและสอบทานซอฟต์แวร์ เพื่อให้คนและ AI ทำงานร่วมกัน และลดความคลาดเคลื่อนหรือการตัดสินใจผิดพลาดจากเครื่องมือ
จากแนวคิดสู่กรณีใช้งานจริง
ภาพของ AI ที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจเริ่มเห็นชัดขึ้นผ่านกรณีศึกษาจากองค์กรที่นำเทคโนโลยีไปใช้กับปัญหาจริง โดยในภาคการเงิน ธนาคารกสิกรไทยร่วมกับ KBTG นำ AI มาสนับสนุนงานของทีมพัฒนาซอฟต์แวร์และการออกแบบโครงสร้างระบบไอที ทำให้ประสิทธิภาพและความเร็วในการทำงานของนักพัฒนาเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า พร้อมนำ AI มาช่วยในการเปลี่ยนระบบโปรแกรมเดิมไปสู่ระบบเปิด เพื่อลดภาระค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์
อีกกรณีคือหน่วยงาน “กงศุลปา” ซึ่งมีประวัติการดำเนินงานยาวนาน 135 ปี พัฒนาแอปพลิเคชันต้นแบบ “Personal Train” เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ภายในหน่วยงานให้เชื่อมต่อกัน และทำหน้าที่เสมือนที่ปรึกษาสำหรับพนักงานกว่า 5,000 คน ช่วยค้นหาคำตอบและแนวทางแก้ไขงานบริการมากกว่า 1,000 ปัญหาต่อปี
บริษัท ไมโครซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจให้บริการรวมระบบไอทีในประเทศไทยมาครบ 40 ปี นำ AI ไปใช้กับภาคพลังงานผ่าน “Abdul Project” ซึ่งเป็นการทำเหมืองความรู้เพื่อวิเคราะห์ บ่งชี้ และเสนอแนวทางซ่อมแซมระบบขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางท่อทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถจัดการปัญหาได้รวดเร็วและแม่นยำก่อนเกิดอุบัติภัย
ขณะเดียวกัน ไมโครซิสเต็มส์ยังปรับระบบภายในของตัวเอง โดยเปลี่ยนระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรที่ใช้งานมานานกว่า 30 ปีไปสู่ระบบคลาวด์ผ่านเทคโนโลยี Kilo ของ AWS ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการพัฒนาระบบไอทีและลดกำลังคนที่ต้องใช้ในการทำงานลง 70-80%
AI ขยายจากองค์กรใหญ่สู่ธุรกิจเอสเอ็มอี
การนำ AI และคลาวด์มาใช้ไม่ได้จำกัดอยู่กับองค์กรขนาดใหญ่ บริษัท แอดวายซ์ ไฮเทค จำกัด ซึ่งมีเครือข่ายมากกว่า 335 สาขาทั่วประเทศ ได้นำ Amazon QuickSight มาใช้ในการวิเคราะห์และจัดการข้อมูล พร้อมพัฒนาระบบรายงานภายในเพื่อดูแลความปลอดภัยและความถูกต้องของข้อมูล
ประสบการณ์จากการใช้งานจริงยังถูกนำไปต่อยอดกับกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเสนอแนวทางการลงทุนผ่านคลาวด์ที่ช่วยเปลี่ยนค่าใช้จ่ายจากการลงทุนก้อนใหญ่ไปเป็นค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานในรูปแบบรายเดือน ทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวในการบริหารงบประมาณมากขึ้น
ด้านบริษัท ไจแอนท์ ผู้พัฒนาโมเดล AI ของไทย มองว่า จุดสำคัญของ AI อยู่ที่ความสามารถในการรองรับงานรูปแบบใหม่ที่เทคโนโลยีเดิมทำได้ยาก ตัวอย่างเช่น การตรวจสอบความถูกต้องและข้อผิดพลาดของข้อมูลในเอกสารภาครัฐ ซึ่งช่วยลดภาระงานและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รวมถึงการนำระบบประเมินความเสี่ยงมาสนับสนุนการพิจารณาสินเชื่อยานยนต์ในช่วงงานแสดงยานยนต์ที่มีคำขอจำนวนมาก ทำให้สถาบันการเงินสามารถรองรับลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น
ส่วนบริษัท ทิชา คอนซัลติ้ง จำกัด พันธมิตรจากเชียงใหม่ที่มีประสบการณ์ด้านการรวมระบบไอทีกว่า 35 ปี มองว่า โครงสร้างคลาวด์ของ AWS ที่รองรับการประมวลผลข้อมูลพร้อมมาตรการด้านความปลอดภัย สามารถเข้ามาตอบโจทย์ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ต้องบริหารระบบสารสนเทศภายใต้ข้อกำหนดด้านการดูแลข้อมูลและความเป็นส่วนตัว
AI Hub เชื่อมเทคโนโลยีกับโจทย์ธุรกิจไทย
สิ่งที่ซินเน็คและ AWS กำลังผลักดันผ่าน “AI Hub in Thailand” จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจเข้าถึงเครื่องมือ AI แต่ต้องการเชื่อมเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ ทักษะ และเครือข่ายพันธมิตรเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้องค์กรค้นหาโจทย์ ทดลอง และนำ AI ไปใช้งานจริงได้เร็วขึ้น
สำหรับองค์กรไทย ความท้าทายของ AI หลังจากนี้อาจไม่ใช่การเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานกำลังมีทางเลือกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่โจทย์สำคัญคือการรู้ว่าปัญหาใดควรใช้ AI เข้าไปแก้ มีข้อมูลและระบบที่พร้อมเพียงใด บุคลากรสามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือใหม่ได้หรือไม่ และท้ายที่สุดการลงทุนสามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้จริงหรือไม่
หากโอกาสทางเศรษฐกิจจาก AI ในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาทตามที่ประเมินไว้ การทำให้มูลค่าดังกล่าวเกิดขึ้นจริงจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของ AI เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของภาคธุรกิจไทยในการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงาน แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และสร้างผลลัพธ์ที่กลับคืนสู่องค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ “AI Hub in Thailand” ต้องการเข้าไปช่วยเชื่อมให้เกิดขึ้น
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
TV Never Dies เมื่อทีวีไม่ได้ตาย แต่กำลังเปลี่ยนบทบาทในโลกหลายหน้าจอ
เมื่อดาวเทียมโคจรเร็วกว่ารัฐบาลไทย…



