กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) จัดงานเสวนา “Innovation and Trends in Sustainable Finance in Asia” ณ อาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย ในฐานะกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) ของการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 โดยดึง ดร.หม่า จุน ผู้ก่อตั้ง Institute of Finance and Sustainability (IFS) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนการเงินเพื่อความยั่งยืนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย
วางความยั่งยืนเป็นหัวใจของบทบาทผู้นำทางการเงิน
ในการกล่าวเปิดงาน ดร. วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการความยั่งยืน SCBX วางกรอบการเสวนาครั้งนี้ผ่าน 3 แนวคิดสำคัญ ได้แก่
- Stewardship หรือการทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ
- Resilience หรือความสามารถในการรับมือและปรับตัว
- Partnership หรือความร่วมมือ
เขาเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่กำลังส่งผลต่อความเสี่ยง การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบัน
สำหรับ SCBX และ SCB ความยั่งยืน คือยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อทั้งลูกค้า สภาพภูมิอากาศ และสังคม โดย SCB สนับสนุนวงเงินทางการเงินเพื่อความยั่งยืนแล้วเกือบ 300,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2566 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 ทำให้เป็นผู้ให้บริการด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และตั้งเป้าขยายเป็นอย่างน้อย 500,000 ล้านบาทภายในปี 2573 สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มในการสนับสนุนความสามารถในการปรับตัวและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว
“ความยั่งยืนต้องถูกผนวกเข้ากับบทบาทของภาคการเงินในการสนับสนุนเศรษฐกิจจริง” ดร.วิรไท กล่าว “เมื่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สถาบันการเงินจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่าน ปรับตัว และสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว สำหรับ SCBX และ SCB กรีนไฟแนนซ์ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนโครงการที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่คือการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น”

ด้าน ดร.หม่า จุน อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Research Bureau ธนาคารกลางจีน และหนึ่งในผู้วางรากฐานสำคัญของกรีนไฟแนนซ์ระดับโลก โลกแบ่งปันบทเรียนจากประสบการณ์ระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนความมุ่งมั่นเชิงนโยบายให้เกิดผลในตลาดจริง โดยอ้างอิงบทบาทของเขาในการร่วมจัดทำแนวนโยบายกรีนไฟแนนซ์ของจีน และการสร้างฉันทามติระดับโลกผ่านเวที G20
ดร.หม่า ระบุว่า กรีนไฟแนนซ์ที่มีประสิทธิผลต้องอาศัยมากกว่าความตั้งใจเชิงนโยบาย หากแต่ต้องมี taxonomy ที่น่าเชื่อถือ การขับเคลื่อนนโยบายอย่างประสานสอดคล้อง การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีนวัตกรรม และแรงจูงใจที่ทำให้การลงทุนสีเขียวมีความน่าสนใจในเชิงพาณิชย์
การประสานงานทั้งระบบภาครัฐเป็นปัจจัยจำเป็น
ดร.หม่า ระบุว่า กรีนไฟแนนซ์ไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล หรือสถาบันการเงินเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานกำกับตลาด และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเงิน เทคโนโลยี การวัดผลด้านสิ่งแวดล้อม และนโยบายอุตสาหกรรมเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ประสบการณ์ของจีนสะท้อนว่า การประสานงานระดับสูงสามารถเปลี่ยนกรีนไฟแนนซ์จากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงในตลาด ขณะที่มาตรการสนับสนุนเฉพาะด้าน เช่น แรงจูงใจสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ มีส่วนช่วยเร่งอุปสงค์และลดอุปสรรคในระยะเริ่มต้นของตลาด
มาตรฐานที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกันช่วยลดต้นทุนเงินทุน
ดร.หม่า เน้นย้ำว่า taxonomy เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน greenwashing และช่วยให้ธนาคาร นักลงทุน และภาคธุรกิจมีภาษากลางในการนิยามกิจกรรมสีเขียว taxonomy ที่ชัดเจนตามเกณฑ์สามารถลดต้นทุนการตรวจสอบ เพิ่มความเชื่อมั่นของตลาด และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อสีเขียวและตราสารหนี้สีเขียว ขณะเดียวกัน การทำให้ taxonomy ของแต่ละเขตอำนาจเชื่อมโยงกันได้มากขึ้นยังช่วยอำนวยความสะดวกต่อการไหลเวียนของเงินทุนข้ามพรมแดน เขายกตัวอย่างการพัฒนา common taxonomy ระหว่างจีนและสหภาพยุโรป ซึ่งต่อมาขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ ว่าเป็นแนวทางที่ช่วยลดการติดฉลากซ้ำซ้อน ดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ และลดต้นทุนการระดมทุน สำหรับอาเซียน การเชื่อมโยง taxonomy ระหว่างกันจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาตลาดการเงินเพื่อความยั่งยืนของภูมิภาคให้ลึกและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากกรอบนโยบาย ดร.หม่า เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางการเงิน กรีนไฟแนนซ์ไม่สามารถขับเคลื่อนได้จากระดับคณะกรรมการหรือผู้บริหารเท่านั้น แต่ผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมบริหารความเสี่ยง และลูกค้าเองต้องเข้าใจว่ากรีนไฟแนนซ์ทำงานอย่างไร และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร เขายกตัวอย่าง China Industrial Bank ซึ่งขยายการฝึกอบรมด้านกรีนไฟแนนซ์จากทีมผู้เชี่ยวชาญไปสู่พนักงานประมาณ 10,000 คน ในฐานะต้นแบบของการเปลี่ยนผ่านระดับองค์กร พร้อมกล่าวถึง Capacity-building Alliance of Sustainable Investment (CASI) ซึ่งพัฒนาหลักสูตรอบรมกว่า 100 โมดูล และฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกแล้วกว่า 10,000 คน ในฐานะแพลตฟอร์มที่สามารถสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพในประเทศไทยและภูมิภาคได้
เทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญในการปิดช่องว่างด้านความพร้อมต่อการระดมทุน
ดร.หม่า ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรม เช่น โซลูชันผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ได้เมื่อได้รับการสนับสนุนจากเงินทุน เทคโนโลยี และการจัดโครงสร้างโครงการที่เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนโครงการสีเขียวที่มีความพร้อมต่อการระดมทุนในตลาดกำลังพัฒนา เขาได้ริเริ่ม Green Accelerator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไม่แสวงหากำไรที่ผสานเงินทุนเพื่อการกุศล เทคโนโลยีสีเขียวที่มีต้นทุนเข้าถึงได้ และพันธมิตรด้านการเงิน เพื่อเปลี่ยนโอกาสระยะเริ่มต้นให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ สำหรับประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นนี้สะท้อนโอกาสในการใช้การเงินและเทคโนโลยีเพื่อปลดล็อกโครงการสีเขียวที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่น เพิ่มผลิตภาพ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
จากเวทีเสวนาสู่การลงมือปฏิบัติ
ในช่วงกล่าวปิดงาน ประสัณห์ เชื้อพานิช รองประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร SCBX ได้เชื่อมโยงสาระสำคัญของการเสวนากลับไปยังสามแนวคิดที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นงาน ได้แก่ stewardship, resilience และ partnership โดยระบุว่า การเสวนาครั้งนี้ทำให้แต่ละแนวคิดมีความหมายเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน stewardship เริ่มต้นจากความชัดเจนผ่านมาตรฐานที่น่าเชื่อถือและกติกาตลาด resilience ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้านการเปลี่ยนผ่านให้เป็นโครงการที่มีความพร้อมทางการเงิน และ partnership ต้องอาศัยเทคโนโลยี เงินทุน และความเชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเดียว
ประสัณห์ยืนยันความพร้อมของกลุ่ม SCBX ในการร่วมมือกับ ดร.หม่า จุน Institute of Finance and Sustainability ตลอดจนเครือข่ายลูกค้า หน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน และสถาบันต่าง ๆ ของไทย เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้จากเวทีเสวนาให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมกล่าวว่าอาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการให้บริการเศรษฐกิจไทยในยุคเริ่มต้นของระบบธนาคารพาณิชย์ ได้กลายเป็นเวทีที่มีความหมายในการหารือว่าภาคการเงินจะมีส่วนช่วยกำหนดเศรษฐกิจของคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร งานครั้งนี้จึงปิดท้ายด้วยการเรียกร้องให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่มีความยืดหยุ่น แข่งขันได้ และยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไป
“เวทีเสวนาในคืนนี้ตอกย้ำความเชื่อของเราว่า การเงินเพื่อความยั่งยืนสามารถเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตบทใหม่ของประเทศไทย”
ประสัณห์ กล่าวว่า “ด้วยการผสานมาตรฐานที่ชัดเจน ขีดความสามารถที่แข็งแกร่งขึ้น นวัตกรรม และความร่วมมือ ทำให้เราสามารถก้าวจากแนวคิดสู่การปฏิบัติ และเปลี่ยนกรีนไฟแนนซ์ให้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อภาคธุรกิจ สังคม และคนรุ่นต่อไป”
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ประธานธนาคารกลางยุโรปเตือนสงครามดันเงินเฟ้อ จับตาค่าจ้างก่อนตัดสินใจดอกเบี้ย
IMF เตือน AI กระทบงาน 40% ทั่วโลก ห่วงคนรุ่นใหม่สูญเสียโอกาสเริ่มต้นอาชีพ



