Share on
×

Share

ท็อปส์ กางแผน 3-5 ปี ยกระดับ SME ไทย ดัน ‘ท็อปส์ ท้องถิ่น’ โกอินเตอร์ 12 ประเทศ

ท็อปส์ กางแผน 3-5 ปี ยกระดับ SME ไทย ดัน ‘ท็อปส์ ท้องถิ่น’ โกอินเตอร์ 12 ประเทศ

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล วางแผนยกระดับ “ท็อปส์ ท้องถิ่น” ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า สู่การเป็น Growth Partner ที่สนับสนุนผู้ประกอบการ SME ไทยตั้งแต่พัฒนาสินค้าจนถึงขยายตลาดต่างประเทศ โดยตั้งเป้าขยายตลาดให้ครอบคลุมมากกว่า 12 ประเทศ และผลักดันสินค้าไทยอย่างน้อย 100 รายการเข้าสู่ตลาดส่งออก ใช้เครือข่ายตลาดค้าปลีกสมัยใหม่เชื่อมสินค้าท้องถิ่นกับผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างงานกับกระจายรายได้สู่ชุมชน หลังโครงการดำเนินงานมา 4 ปี มียอดขายเติบโตระดับสองหลักทุกปี และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เติบโต 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โมเดิร์นเทรดหนุน SME จากพัฒนาสินค้าถึงขยายตลาด

ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล
ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า SME เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการสร้างงาน การกระจายรายได้ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ขณะที่โมเดิร์นเทรดมีบทบาทเชื่อมผู้ประกอบการเข้ากับผู้บริโภคในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนมากยังเผชิญความท้าทายในการพัฒนาสินค้าให้แข่งขันได้และตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงการเข้าถึงช่องทางจำหน่ายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ท็อปส์จึงนำเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ ความเข้าใจผู้บริโภค และประสบการณ์ด้านค้าปลีกมาใช้สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจของผู้ประกอบการผ่านโครงการท็อปส์ ท้องถิ่น

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การสนับสนุนครอบคลุมตั้งแต่พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ออกแบบบรรจุภัณฑ์ เข้าถึงตลาดและผู้บริโภค ไปจนถึงขยายช่องทางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับแผนในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า จะมุ่งยกระดับ ‘ท็อปส์ ท้องถิ่น’ สู่การเป็น Growth Partner แพลตฟอร์มสนับสนุนการเติบโตของ SME ไทยอย่างครบวงจร ผ่านการขยายโอกาสทางตลาด และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยร่วมพัฒนาสินค้าสูตรเฉพาะกับผู้ประกอบการเดิม ขยายสู่หมวดสินค้าใหม่ และศึกษารูปแบบพื้นที่จำหน่ายสินค้า SME โดยเฉพาะ ทั้ง Standalone, Hybrid Store หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเติบโตเป็นแบรนด์ที่แข่งขันในตลาดกว้างขึ้นและสร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

นอกจากนี้ยังจะเชื่อมสินค้าไทยสู่ตลาดโลก ด้วยเป้าหมายขยายตลาดต่างประเทศให้ครอบคลุมมากกว่า 12 ประเทศ และผลักดันสินค้าไทยอย่างน้อย 100 รายการเข้าสู่ตลาดส่งออก พร้อมสร้างคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง

“เราต้องการเห็นผู้ประกอบการไทยเติบโตจากธุรกิจท้องถิ่นสู่แบรนด์ที่สามารถแข่งขันในตลาดที่กว้างขึ้น และสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน” ธนวัตรกล่าว

ท็อปส์ ท้องถิ่น ยอดขาย 9 เดือนโต 20% เป้าทั้งปี 30%

ไบรอัน ฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจและพันธมิตรระหว่างประเทศ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า โครงการท็อปส์ ท้องถิ่นสร้างยอดขายเติบโตระดับสองหลักต่อเนื่องทุกปี โดยช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 เติบโต 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 169 ราย จากกว่า 40 จังหวัด และสินค้าท้องถิ่นกว่า 940 รายการ วางจำหน่ายผ่านท็อปส์ในรูปแบบต่าง ๆ กว่า 110 สาขา และท็อปส์ เดลี่กว่า 550 สาขา สะท้อนการตอบรับสินค้าไทยผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ทั้งจากผู้บริโภคชาวไทยและต่างชาติ

สำหรับสิ้นปี 2569 ท็อปส์ตั้งเป้ายอดขายโครงการเติบโต 30% พร้อมขยายเครือข่ายผู้ประกอบการเป็นกว่า 180 ราย และเพิ่มสินค้าเป็นกว่า 1,000 รายการ โดยเดินหน้าสรรหาและพัฒนาสินค้าใหม่ ทำกิจกรรมการตลาด และขยายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ขณะเดียวกัน ผล

3 อินไซต์สินค้าไทย ชี้โอกาสสุขภาพ นักท่องเที่ยว และส่งออก

การจำหน่ายสินค้าในปีนี้ทำให้เห็นข้อมูลสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ โอกาสขยายหมวดสินค้าท้องถิ่น ความแตกต่างของพฤติกรรมผู้ซื้อชาวไทยกับนักท่องเที่ยว และโอกาสขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลสำหรับพัฒนาสินค้าและเพิ่มช่องทางเติบโตให้ผู้ประกอบการ

โอกาสด้านแรก คือ การขยายสินค้าท้องถิ่นจากอาหารไปสู่สุขภาพและความงาม โดยอาหารบรรจุภัณฑ์ยังเป็นหมวดที่มียอดขายและการเติบโตสูงสุด โดยเฉพาะโปรตีนบาร์และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่น ฟรุ๊ตเบานด์และบะหมี่มาเฟีย ตามด้วยเครื่องปรุงอาหาร เช่น ป้อเจ้าและรสมือนาง สินค้าอุปโภค โดยเฉพาะของที่ระลึกจาก Think of Thailand ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามที่ได้รับแรงหนุนจากกระแส T-Beauty และอาหารสดบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะนมและโยเกิร์ตที่ได้รับความนิยมตามเทรนด์สุขภาพ ทั้งนี้ สินค้าประมาณ 30% ในโครงการเป็นสินค้าที่จำหน่ายเฉพาะท็อปส์ หรือ Only at TOPS ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างด้านสินค้าและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ

ด้านพฤติกรรมผู้ซื้อ ลูกค้าชาวไทยมีแนวโน้มเลือกสินค้าขนาดเล็ก หรือสินค้าราคาโปรโมชันที่เข้าถึงง่าย รวมถึงต้องการชิมก่อนตัดสินใจ และกลับมาซื้อซ้ำเมื่อพบสินค้าที่ถูกใจ เช่น น้ำพริกป้อเจ้าและจั๊บเส้นสยาม ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจสินค้าที่มีอัตลักษณ์ความเป็นไทย ทั้งของที่ระลึก เครื่องดื่มอัดลม ขนม และช็อกโกแลต โดยพื้นที่ที่มียอดขายโดดเด่น ได้แก่ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย ชลบุรี และเชียงใหม่ ข้อมูลนี้สะท้อนโอกาสพัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยมีตัวอย่างอย่างแม่แอ๊วที่ต่อยอดสินค้าขนาดเล็กเพื่อขยายตลาดผ่านท็อปส์ เดลี่

อีกด้าน คือ โอกาสในตลาดต่างประเทศ ซึ่งท็อปส์ ท้องถิ่นเริ่มดำเนินการในปี 2568 จาก 3 ประเทศ ก่อนขยายไปยังตลาดต่าง ๆ ได้แก่ จีน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เมียนมา และฮ่องกง มีผู้ประกอบการกว่า 10 รายที่นำสินค้าเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้แล้ว เช่น We Chips, Jello Boom และ Gin พร้อมเตรียมผลักดันผู้ประกอบการอีกกว่า 10 แบรนด์เข้าสู่ตลาดส่งออก และศึกษาโอกาสในสหราชอาณาจักรกับอินเดีย เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่าย โดย Gin เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขยายตลาดสู่สหราชอาณาจักร ซึ่งสอดคล้องกับแผนระยะยาวที่ต้องการขยายตลาดให้ครอบคลุมมากกว่า 12 ประเทศ

Open House เปิดทาง SME เข้าตลาดค้าปลีกสมัยใหม่

การขยายเครือข่ายผู้ประกอบการดำเนินผ่านกิจกรรม “ท็อปส์ ท้องถิ่น Open House” ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ร่วมกับธนาคารออมสินและเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดให้ SME นำเสนอสินค้าและจับคู่ธุรกิจกับทีมผู้เชี่ยวชาญของท็อปส์ โดยการจัดงาน 3 ครั้งที่ผ่านมา มีผู้สมัครกว่า 450 ราย ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการจับคู่ธุรกิจกว่า 300 ราย และอยู่ระหว่างพัฒนาสินค้าหรือเจรจาธุรกิจกว่า 100 ราย ส่วนครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของปี จัดที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการภาคกลางและภาคตะวันออกนำเสนอสินค้าเพื่อเข้าสู่ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่

TOPS TONGTIN SME Awards มอบ 12 รางวัลผู้ประกอบการไทย

ในโอกาสครบรอบ 4 ปี ท็อปส์เปิดตัว “TOPS TONGTIN SME Awards” เป็นครั้งแรก เพื่อยกย่องผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นทั้งด้านยอดขาย นวัตกรรม ศักยภาพการเติบโต และการสร้างคุณค่าให้สังคมกับสิ่งแวดล้อม รวม 12 รางวัล โดยกลุ่มสินค้าขายดี 5 รางวัล ได้แก่ “แม่แอ๊ว” (Mae Aew) ได้รับรางวัล Best Seller Snack Award สำหรับสินค้าขนมขบเคี้ยว “พุชเชอร์ส” (Pushers) ได้รับรางวัล Best Seller Beverage Award สำหรับเครื่องดื่ม “ป้อเจ้า” (Por Jao) ได้รับรางวัล Best Seller Cooking Award สำหรับเครื่องปรุง “ธิงค์ออฟไทยแลนด์” (Think of Thailand) ได้รับรางวัล Best Seller Non-Food Award สำหรับสินค้าอุปโภค และ “บะหมี่มาเฟีย” (Bamee Mafia) ได้รับรางวัล Best Seller Packaged Food Award สำหรับอาหารบรรจุภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป

กลุ่มแบรนด์ดาวรุ่งและขวัญใจผู้บริโภค “เลิฟซ่า” (Loveza!) ได้รับรางวัล Rising Star Award จากการเติบโตอย่างรวดเร็วในฐานะแบรนด์สินค้าใหม่ และ “ฟรุ๊ตเบานด์” (Fruit Bound) ได้รับรางวัล Customer Choice Award จากคุณภาพสินค้าและความไว้วางใจของผู้บริโภค ส่วนกลุ่มนวัตกรรมและศักยภาพการเติบโต “จิน” (Gin) ได้รับรางวัล Innovation Award จากการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค และ “เจลโลบูม” (Jello Boom) ได้รับรางวัล Growth Potential Award จากศักยภาพขยายตลาดและช่องทางจำหน่าย ขณะที่ “ริน” (Rin) ได้รับรางวัล Smart Choice Award จากความโดดเด่นด้านคุณภาพ ความคุ้มค่า และการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ตลาด

สำหรับกลุ่มความยั่งยืน “โกโก้วัลเลย์” (Cocoa Valley) ได้รับรางวัล Sustainable Society Award จากการสร้างอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรในจังหวัดน่านกว่า 400 ครัวเรือน และ “มอนซูน ที” (Monsoon Tea) ได้รับรางวัล Eco-Sustainability Award จากการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศป่าไม้ในภาคเหนือ โดยโกโก้วัลเลย์สามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกโกโก้กว่า 30% และเพิ่มกำลังการผลิตกว่า 20% ขณะที่ป้อเจ้ามียอดขายเติบโตระดับ 2 หลักต่อเนื่องทุกปี เป็นตัวอย่างผลการเติบโตของผู้ประกอบการในโครงการ ทั้งด้านการขาย การผลิต และการสร้างรายได้ให้ชุมชน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ดูโฮมรุ่น 2 วางระบบธุรกิจครอบครัว ต่อยอดสินค้าเทคโนโลยีและบริการ

GC x SCGC เปิดดีลยักษ์ตั้งบริษัทร่วมทุนปิโตรเคมี เสริมศักยภาพทำกำไร

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar