ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว และอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างน่าตกใจ แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คืออัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่พุ่งสูงถึง 11% สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อจริงของประเทศที่อยู่ไม่ถึง 1%
คำถามที่ตามมาคือ ในอนาคตเราจะเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างไรหากต้นทุนยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ทุกภาคส่วนต้องหันมาโฟกัสที่การยืดอายุสุขภาพดี หรือ Health Span แทนที่จะรอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา
นาเดีย สุทธิกลพานิช รองกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสายงาน Fuchsia Innovation Center และ Ventue Capital บริษัทเมืองไทยประกันชีวิตจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ควรโปรโมตระบบสาธารณสุขปฐมภูมิให้มากขึ้น เพื่อให้แพทย์ในหน่วยปฐมภูมิช่วยดูแลผู้ป่วยเชิงป้องกัน แทนที่จะปล่อยให้ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลในระดับตติยภูมิ ตลอดจนการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อดูแลตนเอง
“มูลค่ามหาศาลในการดูแลสุขภาพนั้นซ่อนอยู่ในข้อมูลส่วนบุคคล คำถามสำคัญคือทำอย่างไรให้ผู้คนตระหนักว่าสุขภาพของตนเองคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอย่างแท้จริง” คุณนาเดีย กล่าว
นวัตกรรมการแพทย์ไทยกับการลดพึ่งพาต่างชาติ

ในมุมมองของนักพัฒนานวัตกรรม รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประเทศไทยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เก่งกาจ แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังพัฒนานวัตกรรมแห่งอนาคตมากมาย ตัวอย่างเช่น การรักษาด้วย Gene and Cell Therapy สำหรับมะเร็งในเลือดหรือพาร์กินสัน ไปจนถึงการศึกษาเรื่อง Xenotransplantation หรือการปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์เพื่อรองรับผู้ป่วยโรคไตที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลในอีก 8-10 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่น่าสนใจและครอบคลุมไลฟ์สไตล์ เช่น แผ่นรองเท้าวิ่ง และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์กลุ่มคนรักสัตว์
“หากเราต้องการยืดอายุสุขภาพดีและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน การผลักดันนวัตกรรมภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ จึงเป็นความท้าทายที่เราต้องก้าวผ่าน” รศ.ดร.วิริยะ กล่าว
ถึงแม้นวัตกรรมเหล่านี้จะน่าตื่นเต้น แต่ความท้าทายในการนำมาใช้จริงยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านฐานข้อมูลจีโนมิกส์ที่ปัจจุบันชุดข้อมูล DNA ในการทดสอบส่วนใหญ่ยังเป็นของชาวต่างชาติ ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในการนำมาทำนายความเสี่ยงการเกิดโรคของคนไทยได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดสมุนไพรที่ต้องเผชิญกับคู่แข่งจำนวนมหาศาลในตลาด
อย่างไรก็ดี ทางมหาวิทยาลัยได้มีความพยายามร่วมมือกับโรงพยาบาลศิริราชและรามาธิบดีในการทำ Clinical Trial เพื่อพัฒนายาจากสารสกัดสมุนไพรสำหรับรักษาโรค NCDs ของคนไทยโดยเฉพาะ เพื่อลดการนำเข้ายาในระยะยาว และสำหรับการแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต รศ.ดร.วิริยะ มองว่าเรื่องพื้นฐานอย่างการรณรงค์สวมหมวกกันน็อกเพื่อลดอุบัติเหตุก็เป็นสิ่งที่ควรเร่งผลักดันควบคู่กันไป
กทม. ชู Data ขับเคลื่อนแผนที่สุขภาพคนเมือง
เมื่อมองมาที่โครงสร้างพื้นฐานระดับเมือง นพ.กมลรัชฎ์ จงธนากร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีนโยบายก้าวด้านก้าวดีที่สอดคล้องกับ 6 เสาหลักของ Lifestyle Medicine โดยมีโครงการที่โดดเด่นอย่างคาราวานตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการคัดกรองโรค แต่คือการสร้างแผนที่สุขภาพให้กับประชาชน เพื่อให้ทุกคนรู้ทันความเสี่ยงของตนเองก่อนที่จะป่วยหนัก
ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสุขภาพทะลุ 1 ล้านคนนี้ ถูกนำมาวิเคราะห์และเปิดเผยเป็น Open Data ผ่านระบบ Bangkok Health Zoning เพื่อให้แต่ละเขตสามารถจัดการปัญหาที่พบได้ตรงจุด ซึ่งส่วนใหญ่พบปัญหาน้ำหนักเกิน โลหิตจาง และกลุ่มโรค NCDs นอกจากนี้ กทม. ยังได้สร้างโมเมนตัมด้านสุขภาพด้วยการจัดกิจกรรมวิ่งรอบเมือง 35 เขต ซึ่งมีประชาชนมาร่วมวิ่งเกือบ 100,000 คน
“การสร้างอายุสุขภาพดีในระดับเมือง ไม่ใช่เพียงการเตรียมพร้อมด้านการรักษาพยาบาล แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ” นพ.กมลรัชฎ์ กล่าว
ในด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตรอบด้าน
กทม. ยังมีโครงการ BKK Food ที่นำอาหารส่วนเกินมาแจกจ่ายให้กลุ่มเป้าหมายไปแล้วกว่า 5 ล้านมื้อ ซึ่งช่วยลดปริมาณคาร์บอนที่สูญเสียไปได้ถึง 3.1 ล้านกิโลคาร์บอน รวมถึงนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่ปัจจุบันได้รับความร่วมมือจนปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2.4 ล้านต้น ทำให้พื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ เข้าใกล้ 8 ตารางเมตรต่อประชากร ซึ่งเป็นค่าเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก มีการพัฒนาสวน 15 นาทีที่เชื่อมโยงด้วยทางเท้าแบบ Universal Design และการทำ Dog Park อีก 9 แห่งเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยง
กทม. ยังนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เช่น การใช้ BKK Risk Map คาดการณ์ฝุ่น PM 2.5 ตลอดจนการเปิด Command Center ที่รวบรวมกล้อง CCTV กว่า 80,000 ตัวเพื่อดูแลความปลอดภัยและจัดการพื้นที่ในเทศกาลต่าง ๆ อย่างสงกรานต์ รวมถึงระบบ Happy ฟองดูว์ ที่ช่วยแก้ปัญหาอุปสรรคในชีวิตประจำวันให้ประชาชนไปแล้วกว่า 80% ซึ่งทั้งหมดนี้คือรากฐานของการสร้างเมืองที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี
เอกชนหนุนเปลี่ยนพฤติกรรมเป็น Health Credit
แม้ภาครัฐและภาคการศึกษาจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเพียงใด แต่ถ้าประชาชนไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพที่ดีก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ คุณนาเดีย จึงนำเสนอโมเดลการสร้างแรงจูงใจเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมคนผ่านแอปพลิเคชัน MT Outfit
แนวคิดนี้คือการทำให้การดูแลสุขภาพมีมูลค่าที่จับต้องได้ โดยการเชื่อมต่อข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่เพื่อติดตามอัตราการเต้นของหัวใจโซน 2 และการเดิน ผนวกเข้ากับผลตรวจสุขภาพ 4 รายการ ได้แก่ ค่าดัชนีมวลกาย, น้ำตาลในเลือด, คอเลสเตอรอลรวม และความดันโลหิต ข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นคะแนนเพื่อนำไปเป็นส่วนลดเบี้ยประกันสุขภาพได้สูงสุดถึง 15%
นอกจากแรงจูงใจผ่านแอปพลิเคชันแล้ว คุณนาเดียยังได้เน้นย้ำถึงแก่นแท้ของการดูแลสุขภาพว่าต้องอาศัยความสม่ำเสมอ เพราะสุขภาพจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต ไม่สามารถทำเพียงวันเดียวแล้วหยุดได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น การสร้างกล้ามเนื้อเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเมื่อฮอร์โมนเริ่มลดลง ตลอดจนการหมั่นตรวจเช็กความสมบูรณ์ของร่างกายเชิงลึก เช่น การตรวจหลอดเลือดว่ามีการอุดตันหรือปริแตกหรือไม่ ผ่านการดูค่า Calcium Score เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างทันท่วงที
ก้าวสู่ Wellness Economy ร่วมกัน
การสร้าง Health Span ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียวหรือหน่วยงานเดียว การจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจสุขภาพ หรือ Wellness Economy ได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือในระยะยาวจากทุกภาคส่วน และที่สำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอของตัวประชาชนเอง เพราะการลงทุนในสุขภาพก็เหมือนการออมเงิน ยิ่งเริ่มต้นเร็วและทำอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ในบั้นปลายก็จะยิ่งคุ้มค่ากับสุขภาพของตนเอง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล’ ผู้นำ Disrupt Health Impact Fund ผลักดันสตาร์ตอัป HealthTech



