พลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ใจกลางเมือง เมื่อบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท เอเชีย (Mitsubishi Estate Asia) ยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ระดับบลูชิพจากญี่ปุ่น ร่วมทุนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสแห่งอนาคต “CenTRal cENtrAL” บนทำเลศักยภาพสูงสี่แยกปทุมวัน ย่านสยามสแควร์ ด้วยงบลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่ก่อสร้าง (GBA) รวมกว่า 140,000 ตารางเมตร ปักหมุดแลนด์มาร์กแห่งใหม่พร้อมเปิดให้บริการเฟสแรกภายในไตรมาส 2 ของปี 2570

ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า สยามสแควร์เป็นย่านที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และหล่อหลอมวัฒนธรรมคนรุ่นใหม่มาตลอด 60 ปี ทางเซ็นทรัลพัฒนาจึงร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการยกระดับย่านนี้ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้าน Youth Culture ระดับโลก เป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่ นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และผู้คนจากทั่วโลกเลือกมาใช้ชีวิต ทำงาน ท่องเที่ยว และเติบโตไปด้วยกัน โดยวางทิศทางของโครงการ “CenTRal cENtrAL” ให้เป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิต สร้างแรงบันดาลใจ และวัฒนธรรมใหม่ให้เมือง ภายใต้แนวคิด 3 เสาหลักคือ Young (เปิดรับพลังคนรุ่นใหม่), Bold (กล้าออกจากกรอบเดิม) และ Global (เชื่อมกรุงเทพฯ เข้ากับสากล) เพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับคนรุ่นใหม่ (Global Magnet for Young Mindsets)
ด้าน มิซาโนริ อิวาเซ Senior Executive Officer บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ประเทศไทยเป็นตลาดต่างประเทศที่มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับมิตซูบิชิ เอสเตท ในการขยายแพลตฟอร์มไปทั่วโลก โดยทั้งสองบริษัทได้สร้างความไว้วางใจที่แข็งแกร่งร่วมกันมาตั้งแต่โครงการ Central Village ในปี 2562 การร่วมทุนในโครงการ CenTRal cENtrAL ใจกลางกรุงเทพฯ ครั้งนี้ เกิดขึ้นควบคู่ไปกับโครงการพัฒนา mixed-use ขนาดใหญ่ของมิตซูบิชิ เอสเตท ในย่านมารูโนอูจิ (Marunouchi) บริเวณหน้าสถานีโตเกียว การได้ทำโครงการสำคัญใจกลางเมืองหลวงทั้งสองแห่งพร้อมกันจึงมีความหมายเป็นอย่างมาก โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยี คุณภาพการดูแล และระบบการบริหารจัดการโครงการจากญี่ปุ่นมาร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างยั่งยืน
ปรับโมเดลค้าปลีกสู่ Identity-Driven Retail และแพลตฟอร์ม VC บ่มเพาะแบรนด์ไทย
อิศเรศ จิราธิวัฒน์ Head of Leasing บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า โครงการนี้จะเปลี่ยนผ่านจากการค้าปลีกแบบเดิมที่เน้นเพียงธุรกรรมการซื้อขายสินค้าทั่วไป (Transactional Retail) ไปสู่โมเดลเชิงประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยอัตลักษณ์บุคคล (Identity-Driven & Experiential Retail) ที่เปิดให้ผู้คนมาค้นพบและมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยเซ็นทรัลพัฒนาจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้เช่าที่ดินแบบดั้งเดิม (Traditional Landlord) มาเป็น “ผู้บ่มเพาะแบรนด์” (Incubator Model) เสมือนเป็น Venture Capitalist เพื่อสนับสนุน Creative Talent ดีไซเนอร์ไทย แบรนด์ระดับ Niche และแบรนด์หน้าใหม่ ให้มีโอกาสแสดงสไตล์ของตนเองและต่อยอดแบรนด์ไปสู่เวทีระดับโลก
สำหรับโครงสร้างพื้นที่ค้าปลีกยุคใหม่ (Cutting Edge Retail) จะรองรับร้านค้ามากกว่า 300 ร้านค้า โดยตั้งเป้าให้ 30-40% เป็นกลุ่มแบรนด์เกิดใหม่ และดีไซเนอร์ไทย ตัวรูปแบบร้านค้าเน้นความยืดหยุ่นสูง (Flexible Retail Space) มีขนาดพื้นที่เริ่มต้นประมาณ 20-30 ตารางเมตร รวมถึงพื้นที่สำหรับร้านค้าชั่วคราว เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากร้านค้าริมถนนหรือ Shophouse ย่านสยามสแควร์
นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่รองรับแบรนด์จากต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงกลุ่มสินค้า Sport & Hobby ยอดนิยม อาทิ แบรนด์แนวคิดใหม่อย่าง Hyrox, กลุ่มวิ่ง และเดินป่า เพื่อสร้างคอมมูนิตี้คนรักกิจกรรม ในส่วนของร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) จะจัดสรรด้วยแนวคิด Curated & Late Night F&B ที่มีความเชื่อมโยงกับดนตรีและแสงสียามค่ำคืน (Late Night Energy) เพื่อสร้างพลังงานที่สดใหม่ตลอดเวลา
ชูสถาปัตยกรรมแนวคิด ‘Fabric of the Future’
จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ Head of Business & Design Development บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ได้ถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมและพื้นที่ภายในอาคารว่า โครงการนี้พัฒนาภายใต้แนวคิด “Fabric of the Future” ซึ่งเป็นการนำ DNA ของสยามสแควร์ที่เป็นศูนย์กลางแฟชั่นมาตีความ โดยนำความนุ่มนวลของผ้า มาผสานเข้ากับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่แข็งแกร่ง มีการนำเทคนิคของแฟชั่นดีไซน์ เช่น การต่อผ้า, ลายตะเข็บ และการอัดพลีท มาประยุกต์ใช้บนผิวอาคารภายนอก และพื้นที่ภายในอาคาร โดยเส้นสายแนวตั้งบนตัวอาคารเปรียบเสมือนรอยเย็บที่ถักทอเชื่อมต่อพื้นที่ศูนย์การค้า ออฟฟิศ และโรงแรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
นอกจากนี้ ยังให้เกียรติความทรงจำดั้งเดิมของพื้นที่ด้วยการนำองค์ประกอบคลาสสิกของสไตล์ Art Deco เช่น ซุ้มโค้ง และโถงบันไดทางเข้า มาตีความใหม่ให้มีความร่วมสมัย เพื่อใช้เป็นทางเข้าหลักอันเป็นเอกลักษณ์ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยโครงการนี้ได้ร่วมงานกับสถาปนิกและนักออกแบบชั้นนำของไทย ได้แก่ Onion และ P. Landscape ในส่วนงานภูมิทัศน์และสถาปัตยกรรมภายนอก และร่วมมือกับดีไซเนอร์ระดับโลกมาดูแลการออกแบบพื้นที่ภายใน ซึ่งการจัดโซนภายในจะลดทอนการแบ่งตามหมวดหมู่สินค้าแบบเดิม ๆ แต่จะหันมาจัดโซนตามความสนใจและความชอบของผู้คน โดยจำลองกลิ่นอายความเบิกบานของร้านค้าแบบ Shophouse ย่านสยามสแควร์มารวมไว้ให้เป็น Fashion District
ออฟฟิศยุคใหม่ • โรงแรมดังระดับโลก • พื้นที่สาธารณะลอยฟ้า

นอกจากพื้นที่ที่เป็นรีเทลแล้ว โครงการ เซ็นทรัล เซ็นทรัล ยังมีพื้นที่ใช้สอยหลักอีก 3 ส่วน คือ
- Future Ready Workplace: พื้นที่สำนักงานแห่งอนาคตความสูง 12 ชั้น มุ่งดึงดูดกลุ่มคนทำงานที่มีความสามารถ สตาร์ตอัป และธุรกิจเทคโนโลยีจากทั่วโลก คาดว่าจะรองรับคนทำงานในพื้นที่ได้กว่า 2,500 คน
- 25hours Hotel: แบรนด์โรงแรมไลฟ์สไตล์ชื่อดังระดับโลกจากยุโรปที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละเมือง เข้ามาเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ขนาดประมาณ 350 ห้อง (ปัจจุบันเปิดบริการแล้ว 13 แห่งทั่วโลก) เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับบนที่มีกำลังซื้อสูง มีรสนิยมเฉพาะตัว และชื่นชอบงานดีไซน์
- พื้นที่สาธารณะลอยฟ้า: การออกแบบพื้นที่โถงกลางให้เป็น “Social Theater” ทำหน้าที่เป็น Center Stage และ Public Gallery Space เพื่อรองรับกิจกรรมอันหลากหลายพร้อมติดตั้งจอ LED เพิ่มความ Immersive และเชื่อมต่อขึ้นไปสู่ “Skyline Theater” สวนลอยฟ้าแบบขั้นบันไดไล่ระดับ เชื่อมโยงพื้นที่ 3 ชั้น เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนและผสานพื้นที่กึ่งกลางแจ้งของร้านอาหาร คาเฟ่ พื้นที่ทำงาน และโรงแรมได้อย่างกลมกลืน
เบื้องหลังโลโก้ Free Form และพื้นที่วัฒนธรรมร่วมสมัยของคนเมือง

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา Chief Marketing Officer บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ได้กล่าวเพิ่มเติมในมิติพื้นที่สาธารณะและภาพรวมการตลาดว่า ตัวโครงการจะใช้ชื่อ “เซ็นทรัล เซ็นทรัล” ซึ่งเป็นคำซ้ำ เพื่อย้ำความเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง โดยนำเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่ชอบพูดคำซ้ำมาใช้ ส่วนโลโก้ชื่อออกแบบเป็น Free Form ตัวหนังสือไม่เท่ากัน ไร้ Uniform เพื่อสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีขีดจำกัด
ในส่วนของพื้นที่ Social Theater นั้น ทางโครงการมีแผนที่จะร่วมมือกับครีเอเตอร์และนักศึกษาเพื่อจัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น ภาพยนตร์สั้น (Short Film) เทศกาลดนตรี งานนิทรรศการศิลปะ และแฟชั่นโชว์ ซึ่งช่วยตอบโจทย์นโยบายยกระดับกรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมร่วมกับทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) สอดคล้องกับการที่กรุงเทพฯ ติดอันดับต้น ๆ ของจุดหมายปลายทางยอดนิยมของ Gen Z จากการจัดอันดับของ Time Out
ศักยภาพทำเลและการเชื่อมโยงระบบนิเวศเมือง
ในด้านศักยภาพทำเล ย่านสยามสแควร์มีจำนวนผู้มาเยือนรวมสูงถึงปีละ 50 ล้านคน ซึ่ง CPN คาดการณ์ว่าโครงการ CenTRal cENtrAL จะมีปริมาณผู้เข้าใช้บริการอยู่ที่ประมาณ 50,000 – 60,000 คนต่อวัน
ตัวโครงการได้รับการพัฒนาในรูปแบบการเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชน โดยจะมีการก่อสร้าง Sky Walk เพื่อเชื่อมต่อโดยตรงกับระบบรถไฟฟ้า BTS และห้างสรรพสินค้าโดยรอบ เพื่อผสานระบบนิเวศเมือง (A Future-Led Ecosystem) ร่วมพลังผลักดันย่านสยามสแควร์ให้เติบโตไปด้วยกันและยกระดับเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เปิดแล้ว ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ ปักหมุดต้นแบบ Longevity Destination แห่งแรกของไทย
เมื่อ AI ทำงานเก่งขึ้น จุดแข็งของนักการตลาดกลับเป็น ‘ความเป็นมนุษย์’



