วงการแพทย์กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวหน้าจนเข้าใกล้ระดับที่เรียกว่า AGI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปที่มีความฉลาดเทียบเท่ามนุษย์เข้าไปทุกขณะ การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังจะพลิกโฉมจากเดิมที่เรามอง AI เป็นเพียงเครื่องมือสนทนา สู่การเป็นผู้ร่วมงานที่สามารถลงมือปฏิบัติงานและประสานงานได้อย่างเป็นระบบ
ท่ามกลางโอกาสในการยกระดับคุณภาพการรักษา และวิกฤติความท้าทายที่ต้องเผชิญ นพ.ปิยะฤทธิ์ อิทธิชัยวงศ์ แพทย์ประจำศูนย์นวัตกรรมข้อมูลศิริราช (SiData+) คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่ชี้ให้เห็นถึงทิศทางของเทคโนโลยีการแพทย์ระดับโลกและศักยภาพของประเทศไทยในสมรภูมินี้ไว้ในงาน Healthspan Festival 2026 อย่างน่าสนใจ
“บุคลากรทางการแพทย์ไม่ได้เรียนมาเพื่อจัดการงานเอกสาร แต่เรียนมาเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันสามารถเข้ามาช่วยปลดล็อกภาระงานเหล่านี้ เพื่อให้แพทย์ได้ทุ่มเทเวลาและศักยภาพให้กับการดูแลคนไข้ได้อย่างแท้จริง” นพ.ปิยะฤทธิ์ กล่าว
ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือ AGI กำลังขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงและเตรียมพลิกโฉมวงการแพทย์ในอนาคตอันใกล้ ผู้บริหารระดับสูงในวงการเทคโนโลยีต่างคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ โดยซีอีโอของ Anthropic ประเมินว่า AGI อาจเกิดขึ้นภายในปีนี้หรือปีหน้า ในขณะที่อีลอน มัสก์ คาดการณ์ว่าหุ่นยนต์จะมีความสามารถเทียบเท่าหรือเหนือกว่าศัลยแพทย์ที่เป็นมนุษย์ภายในปี 2029 และจะมีจำนวนหุ่นยนต์ศัลยแพทย์มากกว่าแพทย์ที่เป็นมนุษย์บนโลกในปี 2030
ปัจจุบันโมเดล AI ระดับแนวหน้าอย่าง GPT-4o มีความสามารถสูงมากจนทำคะแนนสอบทางการแพทย์ที่ใกล้เคียงกับข้อสอบเฉพาะทางได้ถึงเปอร์เซ็นไทล์ที่ 99.8 แต่เทคโนโลยีนี้ยังมีข้อจำกัดเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์จริงของผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนและให้ข้อมูลที่สับสนไปมา ซึ่งในการทดสอบ Health Bench Hard โมเดลรุ่นนี้ทำคะแนนได้เพียง 0 เปอร์เซ็นต์
ก้าวสู่ยุค AGI: เมื่อ AI ฉลาดเทียบเท่ามนุษย์

อย่างไรก็ตาม โมเดลรุ่นใหม่ที่เน้นการใช้เหตุผลอย่าง o3 และ GPT-5 เริ่มแสดงพัฒนาการที่ก้าวกระโดด โดยสามารถทำคะแนนในชุดทดสอบที่ซับซ้อนได้ราว 31.6 ถึง 46.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสหรัฐอเมริกาที่ทำได้ 40 เปอร์เซ็นต์
ต้นทุนที่ลดลงสู่การทำงานแบบ Multi-Agent
การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI นำมาซึ่งต้นทุนการใช้งานที่ถูกลงอย่างมหาศาล จากเดิมที่การถามคำถามทางการแพทย์หนึ่งครั้งอาจมีต้นทุน 1 ดอลลาร์ ปัจจุบันราคาลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 1 บาท ปัจจัยนี้ส่งผลให้เกิดการปรับใช้แนวคิด Multi-Agent ซึ่งเป็นการนำ AI หลายตัวมาทำงานร่วมกันเสมือนทีมงานที่คอยวิเคราะห์และประสานส่งต่อข้อมูลความเชี่ยวชาญเฉพาะทางต่างๆ
ข้อมูลจากสมาคมการแพทย์อเมริกันชี้ให้เห็นว่าแพทย์ถึง 81 เปอร์เซ็นต์เริ่มใช้งาน AI อย่างจริงจังและระมัดระวัง โดยมุ่งหวังให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาช่วยลดภาระงานด้านเอกสาร เพื่อให้บุคลากรสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่
จุดแข็งข้อมูลและนวัตกรรมไทย
สำหรับศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ยุค AI ทางการแพทย์นั้นถือว่ามีความได้เปรียบสูงมาก โดยเฉพาะข้อได้เปรียบด้านปริมาณข้อมูล โรงพยาบาลในไทยอย่างศิริราชมีปริมาณการตรวจผู้ป่วยเฉลี่ยสูงถึง 60 คนต่อวัน ซึ่งสูงกว่าโรงพยาบาลชั้นนำในต่างประเทศอย่าง St Thomas ในอังกฤษที่มีผู้ป่วยเพียง 10 ถึง 15 คนต่อวัน ข้อมูลทางการแพทย์ที่มหาศาลนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ AI ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการฝึกฝนโมเดลไปได้
ความโดดเด่นนี้สะท้อนให้เห็นจากความสำเร็จของทีมนักพัฒนาไทยในชื่อ Preceptor AI ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของศิริราช โรงพยาบาลกรุงเทพ บริษัท Karava และ BDMS ที่สามารถคว้ารางวัล Top Excellence Award จากการแข่งขันระดับโลกของ Harvard และ MIT ได้สำเร็จ รวมถึงการพัฒนา AI วิเคราะห์ภาพรังสีที่สามารถเขียนรายงานผลได้ใกล้เคียงกับรังสีแพทย์ จนคว้าอันดับสี่ของโลกจากการแข่งขันด้านภาษาและการประมวลผลมาแล้ว
ความท้าทายที่ต้องก้าวผ่านในยุค AI ครองเมือง
แม้เทคโนโลยีจะมีศักยภาพสูง แต่การนำ AI มาใช้จริงยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ ประเด็นสำคัญคือปัญหา Trust Paradox ที่บุคลากรอาจเกิดความสับสนหรือคลางแคลงใจในการตัดสินใจเมื่อ AI มีความเก่งกาจเทียบเท่าหรือมากกว่ามนุษย์ รวมถึงความน่าเชื่อถือของการแสดงความเห็นอกเห็นใจที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์ และข้อจำกัดด้านกฎหมายและการกำกับดูแลในการรับรองให้ใช้งาน AI ในพื้นที่วิกฤติอย่างห้องผ่าตัด นอกจากนี้ AI บางรุ่นยังขาดสัญชาตญาณในการตั้งคำถามกลับเมื่อได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินความรุนแรงของโรคต่ำกว่าความเป็นจริงได้
ก้าวต่อไปของระบบสาธารณสุขคือการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านจากการรอให้ป่วยแล้วจึงรักษา ไปสู่การป้องกันล่วงหน้า ผ่านการทำงานของอุปกรณ์สวมใส่และการวิเคราะห์ข้อมูลบุคคล ด้วยความพร้อมด้านข้อมูลและศักยภาพของบุคลากร หากได้รับการสนับสนุนและการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญชาวไทยทั่วโลกให้กลับมาร่วมมือกัน ประเทศไทยก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในด้าน Health and Wellness ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
นวัตกรรม GLP-1: เทคโนโลยีจัดการโรคอ้วนเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน
AI เปลี่ยนโลกสาธารณสุข: โอกาสไทยสู่ฮับสุขภาพโลก



