Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ถอดสูตรม.ขอนแก่น ทรานส์ฟอร์มองค์กร-ปั้นนักศึกษา รับมือ AI

ถอดสูตรม.ขอนแก่น ทรานส์ฟอร์มองค์กร-ปั้นนักศึกษา รับมือ AI

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Generative AI) พัฒนาอย่างก้าวกระโดดและรุนแรงจนเกินความคาดหมายของมนุษย์ การทำงานประจำที่เคยต้องใช้แรงงานคนจำนวนมากกำลังถูกท้าทาย โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ (White Collar) และนักศึกษาจบใหม่ ที่งานค้นคว้า วิเคราะห์ข้อมูล หรือแม้แต่การเขียนโค้ด กำลังถูก AI เข้ามาทำหน้าที่แทนได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่า

ท่ามกลางความผันผวนนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหอกในการรับมือกับสึนามิเทคโนโลยี โดยมี ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำร่องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก ที่ไม่เพียงแต่มุ่งปกป้องบัณฑิตจากภาวะตกงาน แต่ยังพลิกโฉมการทำงานของทั้งองค์กรให้พร้อมทะยานไปกับยุคสมัยของ AI อย่างเต็มรูปแบบ

ตลาดแรงงานสั่นสะเทือน: บทเรียน “White Coding” ในบ่ายเดียว

ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดจากผลกระทบของ AI ที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดแรงงาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก คืออัตราการจ้างงานเด็กจบใหม่ที่มีแนวโน้มลดลงถึงครึ่งหนึ่ง ผศ.ดร.เด่นพงษ์ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนว่า องค์กรอาจลดโควตาการรับพนักงานใหม่จากเดิมที่เคยรับ 10 คน ให้เหลือเพียง 5 คน โดยปรับรูปแบบให้พนักงาน 1 คน ทำงานคู่กับ AI ที่มีต้นทุนค่าบริการ (Subscription) เพียง 100 เหรียญต่อเดือน แต่สามารถสร้างผลผลิตได้เทียบเท่ากับการจ้างคนถึง 2 คน ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เด็กจบใหม่ แม้แต่พนักงานระดับกลาง (Middle) หากเกิดการต่อต้านและไม่ยอมปรับตัวเรียนรู้เครื่องมือใหม่ ๆ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบงานได้ง่ายเช่นเดียวกัน

ประเด็นที่สอง ที่ถือว่าได้รับผลกระทบหนักและรวดเร็วที่สุดกลับกลายเป็นสายเทคโนโลยีและไอทีเนื่องจากปัจจุบัน AI มีความสามารถในการเขียนโค้ดที่สูงมาก ผศ.ดร.เด่นพงษ์ ได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรง เมื่อพบปัญหาการทำงานและได้มอบหมายให้โปรแกรมเมอร์ระดับจูเนียร์พัฒนาระบบขึ้นมาแก้ไข ซึ่งทางโปรแกรมเมอร์ได้ประเมินเวลาทำงานไว้ถึง 1 เดือนเต็ม แต่ด้วยการประยุกต์ใช้ทักษะด้าน AI ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สามารถลงมือทำ “White Coding” และสร้างแอปพลิเคชันจนเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในช่วงบ่ายวันเดียว ก่อนจะนำขึ้นระบบจริง (Production) ได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ทักษะ “การคิดอย่างเป็นระบบ” ได้กลายมาเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าทักษะการเขียนโค้ดแบบดั้งเดิมไปแล้ว ท้ายที่สุด ผศ.ดร.เด่นพงษ์ จึงตัดสินใจส่งโปรแกรมเมอร์คนดังกล่าวไปเข้าคอร์สอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ ด้วยการสนับสนุนงบประมาณเกือบ 30,000 บาท เพื่อให้บุคลากรสามารถยกระดับมุมมองและกลับมาทำงานสอดรับกับเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง

“ทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking) สำคัญมากกว่าเรื่องของการเขียนโค้ด เพราะในอนาคต ทักษะเรื่อง Coding จะไม่ใช่ทักษะหลักที่จำเป็นที่สุดอีกต่อไปหากเราใช้ AI เป็น”

เร่งสร้างประสบการณ์: ปั้นนักศึกษาสู่ “One Person Business”

โจทย์ใหญ่ของสถาบันการศึกษาในยุคนี้คือการหาวิธีไม่ให้บัณฑิตจบใหม่พ่ายแพ้ต่อ AI ในตลาดแรงงาน ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร.เด่นพงษ์ จึงได้นำเสนอแนวคิด “Experience Acceleration” หรือการเร่งสร้างประสบการณ์ เพื่อติดอาวุธให้แก่นักศึกษา โดยหัวใจสำคัญคือการผลักดันทักษะ White Coding สำหรับทุกคน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้กำหนดให้นักศึกษาในทุกสาขาวิชา จะต้องเรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกับ AI (AI Orchestration) ผ่านรายวิชาบังคับ เป้าหมายคือทุกคนต้องมีทักษะสร้างแอปพลิเคชันหรือระบบงานขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องเขียนโค้ดเป็น เพื่อยกระดับและเลื่อนขั้นตัวเองจากการเป็นเพียงผู้ร่างงาน ไปสู่การเป็นผู้ตรวจสอบ (Verifier) อย่างเต็มตัว

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวครั้งนี้ว่า “จากเดิมที่เด็กจบใหม่ต้องเป็นคนดราฟต์งานให้ซีเนียร์ตรวจ วันนี้พวกเขาต้องมีทักษะสั่งให้ AI ดราฟต์งานให้ แล้วตัวเองขยับขึ้นไปเป็นคนตรวจงานแทน นี่คือเหตุผลที่เราต้องเร่งสร้างประสบการณ์ให้พวกเขาตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย”

นอกจากนี้ การรุกคืบของเทคโนโลยี AI ยังสอดรับกับวิกฤติประชากรศาสตร์ที่กลายมาเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเด็กเกิดน้อยลงพอดี การที่ AI เข้ามาแย่งงานจึงถือเป็นการช่วยชดเชย (Compensate) ภาวะขาดแคลนแรงงานได้อีกส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตคนรุ่นใหม่จะต้องแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น การพึ่งพารูปแบบการทำงานแบบเดิมจึงอาจไม่เพียงพอ มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงมุ่งเตรียมความพร้อมให้นักศึกษามีทักษะในการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Entrepreneur) หรือมีความสามารถในการสร้างธุรกิจแบบ “One Person Business” โดยใช้ AI เป็นผู้ช่วยคนสำคัญ เพื่อสร้างผลิตภาพ (Productivity) ขั้นสูงให้มากพอที่จะสามารถหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไปได้

KKU Intel Sphere: สร้าง Ecosystem ให้เหนือกว่า

เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ตัดสินใจลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง ผ่านการพัฒนาแอปพลิเคชันขึ้นมาเองในชื่อ “KKU Intel Sphere” ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมโมเดล AI ชั้นนำระดับโลกกว่า 10 โมเดลมาไว้ในที่เดียวในรูปแบบ Paid Tier ความชาญฉลาดของการบริหารจัดการระบบนี้คือ การเลือกใช้รูปแบบการจ่ายเงินตามการใช้งานจริง หรือ Pay Per Use แทนที่จะเป็นแบบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยประหยัดงบประมาณลงได้อย่างมหาศาล จากเดิมที่อาจจะต้องแบกรับค่าแพ็กเกจเพื่อการศึกษาสูงถึง 420 ล้านบาทต่อปี ก็ลดทอนต้นทุนลงเหลือเพียงประมาณวันละ 10,000 บาท หรือคิดเป็นตัวเลขรวมเพียงราว 3.5 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น

ภายใต้ระบบการบริหารจัดการที่คุ้มค่านี้ นักศึกษาและบุคลากรทุกคนจะได้รับโควตาการใช้งานที่สูงถึงคนละ 3 ล้านโทเคนต่อวัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่เปิดกว้างให้เกิดการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยจากสถิติข้อมูลหลังบ้านของมหาวิทยาลัยพบว่า โมเดล AI ที่ได้รับความนิยมและถูกเรียกใช้งานจากนักศึกษามากที่สุดก็คือ Gemini และ GPT

แน่นอนว่าการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงฝั่งนักศึกษาเท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยขอนแก่นยังมีแผนปฏิบัติการที่มุ่งยกระดับศักยภาพของผู้สอนไปพร้อมกัน โดยมีการริเริ่มจัดกิจกรรมประกวด Best Practice เป็นประจำทุกปี กิจกรรมนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อค้นหาต้นแบบหรือแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับแต่ละวิชาชีพ ก่อนที่จะนำองค์ความรู้และรูปแบบความสำเร็จเหล่านั้นไปขยายผล เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแนวทางให้กับคณาจารย์ท่านอื่น ๆ ได้นำไปปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ธรรมาภิบาล AI และแชตบอต Ask KKU

สำหรับการกำกับดูแลการใช้งาน AI ภายในมหาวิทยาลัยนั้น มข. เลือกใช้นโยบายแบบกว้าง ๆ (Guidance) โดยยึดหลักสำคัญคือ “Guide แต่ไม่ Regulate” ซึ่งหมายถึงการให้คำแนะนำชี้แนะทิศทางโดยไม่ตีกรอบจนเกินไป และที่สำคัญคือไม่มีการสั่งห้ามนำ AI มาใช้ประกอบการทำวิจัยแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและรัดกุม ระบบ KKU Intel Sphere จึงได้ถูกตั้งค่าระบบความปลอดภัย (Safety Guardrails) เอาไว้อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ AI ให้คำแนะนำในประเด็นละเอียดอ่อนอย่างเรื่องสุขภาพจิต หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายตัวเอง (Self-harm) รวมถึงมีข้อห้ามเด็ดขาดในการใช้ AI เพื่อเฉลยข้อสอบ

นอกเหนือจากการสร้างระบบความปลอดภัยแล้ว มข. ยังได้พัฒนาช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่ล้ำสมัยอย่างระบบ “Ask KKU” ซึ่งเป็นแชตบอตอัจฉริยะที่ทำงานด้วยเทคโนโลยี RAG (Retrieval-Augmented Generation)

โดยระบบนี้จะดึงข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ในฐานข้อมูลของมหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นไฟล์เอกสารหรือข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน (Unstructured Data) อย่างเช่นไฟล์ PDF มารวบรวมและประมวลผล เพื่อใช้ตอบคำถามให้กับทั้งนักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ทำให้ Ask KKU ทำหน้าที่เปรียบเสมือน One Stop Service ประจำมหาวิทยาลัยที่ให้บริการข้อมูลครบจบในที่เดียว

ทรานส์ฟอร์มจากผู้นำสู่นโยบาย 1 หน่วยงาน 1 AI Agent

สำหรับการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานภายในองค์กรนั้น มหาวิทยาลัยขอนแก่นเลือกเริ่มต้นจากการ “ติดอาวุธ” ทางปัญญาให้กับกลุ่มผู้นำก่อนเป็นอันดับแรก โดย ผศ.ดร.เด่นพงษ์ ได้ริเริ่มจัดกิจกรรมอบรมการใช้งาน AI ให้กับกรรมการสภามหาวิทยาลัยและกลุ่มผู้บริหารระดับสูง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจได้เข้ามาสัมผัส ทำความเข้าใจ และเห็นภาพการใช้งานจริงอย่างถ่องแท้

เพราะอย่างที่ ผศ.ดร.เด่นพงษ์ ได้เน้นย้ำเอาไว้ว่า “คำว่ายุค AI มันไม่ใช่แค่เครื่องมือ (Tool) อีกต่อไป แต่มันคือองค์ประกอบทั้งหมด ทั้งสภาพแวดล้อม ผู้คน และ ‘วิธีคิด’ ในการทำงาน”

จากวิสัยทัศน์และความเข้าใจที่ตรงกันของคณะผู้บริหารนี้เอง ได้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่นำไปสู่การผลักดันและขับเคลื่อนนโยบาย “1 หน่วยงาน 1 AI Agent” (Within One Year) ให้เกิดขึ้นจริงทั่วทั้งองค์กร

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะปัจจุบันมีหน่วยงานถึง 63% จากทั้งหมด 52 หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย ที่สามารถสร้าง AI Agent ขึ้นมาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเฉพาะด้านของตนเองได้สำเร็จตามเป้าหมาย

บทเรียนสำคัญ: อย่า Lock-in เทคโนโลยี

สำหรับบทเรียนสำคัญที่ ผศ.ดร.เด่นพงษ์ ได้ฝากทิ้งท้ายไว้เป็นแนวทางให้กับองค์กรอื่น ๆ คือความจำเป็นในการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจ (Task Force) ขึ้นมาเพื่อคอยติดตามความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงข้อควรระวังขั้นสูงสุดว่า องค์กรจะต้อง “ห้าม Lock-in กับเทคโนโลยีค่ายใดค่ายหนึ่ง” ผ่านการทำสัญญาระยะยาวเป็นรายปีอย่างเด็ดขาด เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในระดับรายเดือน

ท้ายที่สุดแล้ว ทัศนคติในการเปิดรับเทคโนโลยีถือเป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการก้าวไปข้างหน้า เราไม่ควรเสียเวลาไปกับการคอยจับผิดข้อบกพร่องหรือกังวลกับ “ความหลอน” ของ AI มากจนเกินไป ดังที่ ผศ.ดร.เด่นพงษ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า “อย่ามัวแต่จับผิด AI เพราะในอีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้า การที่เรามานั่งคุยกันเรื่อง ‘AI หลอน’ ในวันนี้ จะกลายเป็นเพียงเรื่องตลกในอดีต”

สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าพัฒนาการของ AI ได้ก้าวล้ำไปไกลมาก จนถึงขั้นที่ปรมาจารย์ด้านการแต่งเพลงอย่าง ครูสลา คุณวุฒิ ยังออกปากยอมรับว่า AI สามารถแต่งเนื้อเพลงได้เก่งกว่าตนเองเสียด้วยซ้ำ เมื่อความจริงประจักษ์ชัดแล้วว่าโลกใบนี้จะไม่มีวันหมุนย้อนกลับไปสู่ยุคที่ไร้ AI ได้อีก การยอมรับหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง หมั่นเรียนรู้ และเร่งปรับตัวเพื่อที่จะอยู่ร่วมกับ AI ให้ได้ จึงเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาองค์กรและบุคลากรให้ก้าวข้ามวิกฤติแห่งการดิสรัปชันนี้ ไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Priceza พลิกเกมสู่ Commerce Tech สู้ศึกอีคอมเมิร์ซ 1.2 ล้านล้าน

องค์กรชั้นนำ 20% กวาดมูลค่า AI ทั่วโลก 74%

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar