แม้จะมีชื่อเสียงจากการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ แต่ร้อยเอ็ด หรือ สาเกตนคร ยังคงติดอันดับจังหวัดยากจนของประเทศ เพราะการเกษตรที่พึ่งพาดินฟ้าอากาศ ไม่เพียงพอต่อการสร้างรายได้ครัวเรือน
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ซึ่งมีโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเพื่อใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมไปแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่การถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบเดิม ๆ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ ด้วยการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน ได้เข้าสนับสนุนเงินทุนและนวัตกรรมในชุมชนสาเกตนคร

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA เล่าถึงโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคมว่า เป็นมิติใหม่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากด้วยนวัตกรรม นำร่องที่ชุมชนสาเกตนคร จังหวัดร้อยเอ็ด ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ เกษตรวิสัย ปทุมรัตต์ และโพนทราย มีประชาชนผู้ได้รับประโยชน์ในพื้นที่กว่า 21,992 คน จำนวน 20 โครงการช่วยแก้ปัญหาตอบโจทย์ประเด็นหลักความต้องการของชุมชน เช่น นวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำ เกษตรอินทรีย์ เครื่องจักรสำหรับหัตถกรรมพื้นถิ่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และปศุสัตว์
พื้นที่ของชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ อันเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ แต่ยังขาดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับมูลค่าผลผลิตและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่มากกว่าการปลูกข้าว ซึ่งโครงการมีเป้าหมายการนำนวัตกรรมมาแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการผสานนวัตกรรมเข้ากับวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อยกระดับรายได้ คุณภาพชีวิต และสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจฐานราก โดยกระบวนการดำเนินงานเริ่มจากการลงพื้นที่และประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อรับฟังปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชน
–จุฬาฯ-NIA เปิด ‘Chula-NIA Grant’ ให้ทุน 1 ล้าน ปั้นสตาร์ตอัพ เริ่มได้แม้มีแค่ ‘แนวคิด’
เล็งขยายผลทั่วประเทศ
ทั้งนี้ ภาพรวมการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคมของ NIA ได้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมหลายมิติ โดยปีงบประมาณ 2568 มีโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมที่ได้รับการสนับสนุนมากกว่า 171 โครงการทั่วประเทศ สร้างจำนวนเงินลงทุนรวมกว่า 135.8 ล้านบาท ทั้งจากการสนับสนุนของ NIA และการระดมทุนจากภาคเอกชน ส่งผลให้มีประชาชนได้รับผลประโยชน์จากนวัตกรรมกว่า 136,132 คน ทั่วทุกภูมิภาค จากโครงการและแพลตฟอร์มนวัตกรรมเพื่อสังคมที่มีกว่า 563 โครงการ สามารถดึงดูดเงินลงทุนรวมกว่า 434 ล้านบาท
ส่วนแผนการขั้นต่อไป NIA มีแผนจะขยายโมเดลหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคมไปทั่วประเทศ โดยกำหนดโจทย์ที่สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เช่น เกษตรมูลค่าสูง สิ่งแวดล้อมสีเขียว สุขภาพชุมชน และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งปี 2569 คาดว่าจะเกิดโครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมรูปแบบใหม่ไม่น้อยกว่า 50 โครงการ และสร้างมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มอย่างน้อย 100 ล้านบาท
เฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ดตั้งเป้าหมายชัดเจนที่จะผลักดันให้เป็น ‘ศูนย์กลางโคเนื้อคุณภาพ’ ของภาคอีสาน และมีแผนสนับสนุนโรงงานแปรรูปเนื้อครบวงจร จะทำงานร่วมกับหอการค้าและพันธมิตรเพื่อสร้างช่องทางตลาดทั้งภายในและภายนอก และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการอาหาร โรงแรม และกลุ่มเชฟที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพ
อีกทั้ง NIA ต้องการสนับสนุนให้มะเขือเทศ V-PROMPT พัฒนาไปสู่การเป็นอินทรีย์ 100% และเชื่อมโยงสู่ตลาด Farm to Table เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงยิ่งขึ้น
นวัตกรรม คีย์เวิร์ดเพิ่มขีดแข่งขัน
ดร.กริชผกา บอกด้วยว่า นวัตกรรมคือคีย์เวิร์ดสำคัญที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยวัดจากจำนวนผู้ประกอบการนวัตกรรม ตั้งแต่ระดับชุมชน SMEs ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีสินค้าและบริการที่เป็นนวัตกรรม ซึ่ง NIA มีบทบาทในการสร้างและส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรมใหม่ๆ และช่วยพัฒนาขีดความสามารถของวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็งขึ้น
ขณะเดียวกัน โครงการนวัตกรรมเพื่อสังคมของ NIA สามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) อย่างน้อย 12 ข้อ จากทั้งหมด 17 ข้อ เช่น การขจัดความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ น้ำสะอาด และเศรษฐกิจฐานราก โดย NIA ให้ความสำคัญสูงสุดกับความยั่งยืน และใช้หลักการ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล) ในการพิจารณาให้ทุน
ทั้งนี้ นวัตกรรมที่ดีจะต้องสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง และยั่งยืนในตลาด ซึ่ง NIA ได้ประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment: SROI) มีค่าเฉลี่ยประมาณ 3-4 เท่า
สร้างแบรนด์ KULA BEEF เพิ่มมูลค่าโคเนื้อ

สว่าง สุขแสง เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่อำเภอปทุมรัตต์ ภายใต้การขับเคลื่อนปทุมรัตต์โมเดล และตัวแทนห้างหุ้นส่วน ทุ่งกุลาอินเตอร์เทรด จำกัด ผู้เสนอโครงการ “โคเนื้อทุ่งกุลา เนื้อโคคุณภาพพรีเมี่ยมและผลิตภัณฑ์เนื้อโคแปรรูปมูลค่าสูง” ภายใต้แบรนด์ “KULA BEEF” เล่าว่า ตลาดเนื้อโคพรีเมียมกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเนื้อคุณภาพสูงและรสชาติที่โดดเด่น แต่เข้าถึงเนื้อคุณภาพจากต่างประเทศได้ยาก เพราะราคาสูง
ขณะที่ KULA BEEF พัฒนาให้เนื้อโคพื้นบ้านไทยสามารถยกระดับขึ้นสู่ตลาดพรีเมียมได้ ด้วยราคาที่ทุกคนจับต้องได้ จากการจัดการคุณภาพด้วยนวัตกรรมที่เหมาะสม โดยเข้าร่วมโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคมของ NIA ซึ่งปี 2566 ยังไม่ได้รับทุน ต้องนำข้อมูลความผิดพลาดไปถอดบทเรียน ได้ข้อสรุปว่า เป็นเพราะไม่มีกระบวนการพัฒนาโครงการ จึงจัดทำ และนำมาขยายผลจนได้รับทุนในปีต่อมา

นวัตกรรมหลักของโครงการ KULA BEEF คือ กระบวนการบ่มเนื้อแบบวิทยาศาสตร์ ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความนุ่ม สร้างกลิ่นรสที่เป็นเอกลักษณ์ และยกระดับคุณภาพเนื้อโคให้ได้มาตรฐานสากล โดยการนำเทคนิคการบ่มเนื้อมาประยุกต์ใช้ เริ่มจากการเตรียมเนื้อด้วยการแช่ในเอนไซม์ธรรมชาติจากมะละกอดิบ Papain 0.5% มาช่วยให้เส้นใยโปรตีนแตกตัว จากนั้นนำไปบ่มต่อในห้องควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ที่ 4 องศาเซลเซียส นาน 28 วัน ซึ่งเป็นค่าที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้เอนไซม์ทำงานเต็มที่ ทำให้เนื้อมีความนุ่ม มีกลิ่นหอมธรรมชาติ และเกิด ‘รสนวล’ เอกลักษณ์เฉพาะของ KULA BEEF สร้างความจดจำนอกเหนือจากข้าวหอมมะลิทุ่งกุลา
คุณสว่างเล่าด้วยว่า การที่เข้าร่วมโครงการกับ NIA มีจุดเริ่มต้นเกิดจากความต้องการแก้ปัญหาให้เกษตรกรทุ่งกุลาที่เลี้ยงโคมานานแต่ขายได้ราคาต่ำ เพราะเกษตรกรขาดความรู้ด้านการตัดแต่งซากและการพัฒนามาตรฐาน ทำให้คุณภาพเนื้อไม่สม่ำเสมอ จึงขายได้ราคาเพียง 170-200 บาทต่อกิโลกรัม แต่หลังนำเทคนิคการบ่มเนื้อมาประยุกต์ใช้ เกษตรกรสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น ราคาโคที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้นจากเนื้อโคตามท้องตลาดทั่วไป มีราคาอยู่ที่ 450-1,200 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งการตัดแต่งซากเป็นสัดส่วนที่ทำรายได้สูงแก่เกษตรกร
พร้อมกันนี้ โครงการยังทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การจัดการสุขภาพ ไปจนถึงเทคนิคการแปรรูปหลังฆ่า
“การพัฒนาเนื้อโคพรีเมียมได้ช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เกิดการกระจายรายได้สู่หลากหลายอาชีพ และทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มกลับมาบ้านเกิด โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่ เมื่อเห็นศักยภาพใหม่ของภาคการเกษตรและโอกาสในการสร้างธุรกิจมูลค่าสูงในพื้นที่บ้านเกิดก็ตัดสินใจนำความรู้ด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และแนวคิดการตลาดสมัยใหม่กลับมาช่วยยกระดับการผลิตท้องถิ่นมากขึ้น”
V-PROMPT เพิ่มค่ามะเขือเทศ

อดิศักดิ์ พานา ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านสวนอินนา ผู้เสนอโครงการ V-PROMPT ซึ่งเป็นระบบควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในโรงเรือนด้วยระบบ IoT Smart Farm สำหรับผักเศรษฐกิจ เล่าถึงการปลูกมะเขือเทศสายพันธุ์ต่างๆ ว่า เกษตรกรในพื้นที่เน้นปลูกพืชที่มีตลาดรองรับแน่นอน คือ มะเขือเทศสายพันธุ์ต่าง ๆ ทดแทนการปลูกแตง
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรประสบปัญหาหลัก 3 ประการ ได้แก่ สภาพอากาศและอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม โรคและแมลงศัตรูพืช และปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการดูแล แม้ว่ามะเขือเทศจะปลูกได้ในพื้นที่ร้อยเอ็ด แต่ต้องปลูกตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วงอุณหภูมิเย็นหรือฤดูหนาวจึงจะให้ผลผลิตที่ดี
จากโครงการ V-PROMPT ที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA โดยการนำนวัตกรรมระบบ IoT Smart Farm เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดด้านการปลูกพืชได้หลายด้าน ทั้งการควบคุมสภาพแวดล้อม ปรับอุณหภูมิในโรงเรือนให้เหมาะสมกับพืช ช่วยให้ปลูกนอกฤดูกาลได้ และป้องกันศัตรูพืช เพราะโรงเรือนช่วยควบคุมแมลงได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ลดการใช้สารเคมี ส่งผลดีต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต ตลอดจนประหยัดแรงงาน จากระบบให้น้ำและปุ๋ยอัตโนมัติ
ทั้งนี้ มะเขือเทศ ต้องรดน้ำวันละ 4 ครั้ง เมื่อมีนวัตกรรมมาช่วย จึงลดภาระงานจากการรดน้ำด้วยมือ ทำให้เกษตรกรมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นได้มากขึ้น และยังจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบควบคุมการให้น้ำตรงเวลาและปริมาณที่แม่นยำ ทำให้ประหยัดน้ำและพืชเจริญเติบโตได้ดี
“เมื่อเทียบพื้นที่ขนาดเท่ากันกับการปลูกแบบดั้งเดิม ผลผลิตจากโรงเรือนที่ใช้นวัตกรรมระบบ IoT จะเพิ่มขึ้น 30-40% นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์เพิ่มเติม คือช่วยลดภาระงานของเกษตรกร ทำให้มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำและลดการใช้สารเคมีด้วยการควบคุมที่แม่นยำ”
ปัจจุบันชุมชนปลูกมะเขือเทศหลายสายพันธุ์ มีรอบการปลูก 6 เดือนต่อรอบ ซึ่งรอบการปลูกล่าสุด ลงต้นกล้า 20,000 ต้น คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 40 ตัน สร้างรายได้ให้เครือข่ายเกษตรกร 50 ครัวเรือนรวมประมาณ 2 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 80,000 บาท
คุณอดิศักดิ์ ให้ข้อมูลด้วยว่า ภายใต้การสนับสนุนของ NIA มีโรงเรือนอัจฉริยะ 5 โรงเรือน และเพาะปลูกนอกโรงเรือนอีก 5 แห่ง ทั้งยังมีเกษตรกรอีก 2 ครอบครัวที่ลงทุนซื้อโรงเรือนมือสองมาใช้งานจำนวน 4 โรงเรือน ซึ่งมีราคาหลายแสนบาทต่อโรงเรือนจึงเป็นปัญหาเงินทุนขยายโรงเรือนในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย
“แม้จะมีปัญหาด้านเงินทุนในการขยายโรงเรือนในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย แต่โครงการ V-PROMPT ก็เป็นแบบอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหา และการสร้างเครือข่ายการผลิตร่วมกัน เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับผลผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชุมชน ผู้ที่ต้องการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมในระดับชุมชน ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงของชุมชน ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างการมีส่วนร่วมและการยอมรับในการใช้นวัตกรรม แต่ก็ต้องควรคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้ใช้ด้วย”
NIA สะพานเชื่อมพันธมิตร
ดร.กริชผกา ยังเล่าอีกว่า การทำงานของ NIA ในโครงการหมู่บ้านนวัตกรรม เหมือนสร้างรากฐานที่มั่นคงให้ต้นไม้เศรษฐกิจชุมชน โดยไม่เพียงให้เมล็ดพันธุ์ หรือเทคโนโลยี แต่ยังให้สารอาหาร คือความรู้ งบประมาณ และสร้างระบบนิเวศ คือ เครือข่าย หรือตลาด เพื่อให้ต้นไม้เหล่านั้นสามารถเติบโตและยืนต้นได้อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองในระยะยาว
NIA ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผลงานนวัตกรรมที่มีคุณภาพกับความต้องการที่แท้จริงของชุมชน เชื่อมพันธมิตรหลายภาคส่วนร่วมแก้ไขปัญหา เช่น สกสว. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สถาบันการศึกษาในแต่ละภูมิภาค
อีกทั้งยังร่วมกับภาคีเครือข่ายและองค์กรต่างๆ เพื่อสร้างช่องทางและโอกาสทางการตลาดสำหรับสินค้าและบริการนวัตกรรมของชุมชน เช่น ซีพี เอสซีจี ปตท. หอการค้าจังหวัด พาณิชย์จังหวัด หน่วยงานส่งเสริม Startup ต่างประเทศเช่น Thakaa ที่ดูแล Startup ของซาอุดิอาระเบีย ฮ่องกง ไซน์ พาร์ค สถานฑูตสถานกงสุลต่าง ๆ เป็นต้น
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
SCBX ยื่นจดสิทธิบัตร 3 นวัตกรรม AI ยกระดับความปลอดภัยรับยุคหลังควอนตัม
6 องค์กร ผนึก THAI NSW เชื่อม ATIGA e-Form D ขับเคลื่อนการค้าไร้กระดาษ



