สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานหลังการประกาศใช้ “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2569” ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทของ NIA จากเดิมที่เป็นผู้ให้ทุนอุดหนุน ไปสู่การเป็นผู้ร่วมลงทุน ถือหุ้น หรือเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนเพื่อร่วมรับความเสี่ยงกับผู้ประกอบการและกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชน โดยเน้นย้ำการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสที่มีคณะกรรมการทั้งภายในและภายนอกร่วมกำกับดูแล
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA ระบุว่า พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป ส่งผลให้ NIA สามารถขับเคลื่อนกลไกการลงทุนผ่านระบบ “NIA Venture” ในลักษณะเงินทุนกระตุ้น (Catalytic Capital) ทั้งการลงทุนในรูปแบบกองทุนทรัสต์ และการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง (Direct Investment) หรือสมทบทุนร่วมกับกองทุนอื่น รวมถึงการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (Corporate Co-funding) เพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีในระยะเริ่มต้นตั้งแต่ระดับ Seed ไปจนถึง Series C ตลอดจนการสนับสนุนธุรกิจในช่วงขยายกิจการเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันในตลาดทุนและตลาดสากล
สำหรับการจัดสรรเงินลงทุนเบื้องต้น NIA ได้วางกรอบโครงสร้างไว้ 3 รูปแบบ ประกอบด้วย
- PE Trust (สัดส่วนร้อยละ 40): ร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในกิจการของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่ระยะ Series A ไปจนถึงช่วงเตรียมระดมทุนสาธารณะ (IPO) เพื่อเชื่อมต่อกับตลาดทุน
- Holding Company (สัดส่วนร้อยละ 30): ร่วมลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ไปยัง Holding Company ของสถาบันการศึกษาหรือภาคเอกชน หรือลงทุนสมทบในกองทุนอื่น (Fund of Funds: FOF) เพื่อสร้างความหลากหลายในระบบนิเวศนวัตกรรม
- Corporate Co-Funding (สัดส่วนร้อยละ 30): สนับสนุนเงินทุนร่วมกับนักลงทุนที่ได้รับการรับรองจาก NIA (Listed Investor) ให้แก่ธุรกิจนวัตกรรมในระยะ Seed ถึง Series A โดยมุ่งเน้นใน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและอาหาร, ธุรกิจสุขภาพและสุขภาวะ, เศรษฐกิจหมุนเวียน, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ดร.กริชผกา กล่าวย้ำว่า ภาครัฐไม่ได้มุ่งเน้นการแสวงหากำไรจากการถือหุ้นหรือเข้าไปแข่งขันกับนักลงทุนเอกชน แต่เป็นการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงให้แก่ผู้ประกอบการในช่วงเริ่มต้นที่มีความเสี่ยงสูง
ในระยะยาว การปรับบทบาทตามกฎหมายใหม่นี้จะเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐสู่การเป็นผู้กระตุ้นตลาดทุนสำหรับธุรกิจนวัตกรรม ช่วยขับเคลื่อนการนำงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนไทยและกองทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานทักษะสูงและผลักดันเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Kalguroo แอปนับแคลอรีสัญชาติไทย ปิดระดมทุนรอบ Seed เสริมแกร่งธุรกิจสู่โค้ชสุขภาพส่วนตัว
Vision Lab สตาร์ตอัปไทย คว้าเงินทุน 200 ล้านบาท จาก Silicon Valley ปั้นอนาคต ‘หุ่นยนต์ในโรงงาน’



