ประเทศไทยกำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอาเซียน เมื่อกระแส AI Super Cycle ทำให้ความต้องการ Data Center เครือข่ายไฟเบอร์ออปติก และการเชื่อมต่อข้อมูลข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับ Nokia บทบาทของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นพื้นที่รองรับการลงทุน Data Center แต่ยังรวมถึงการเป็นเส้นทางเชื่อมต่อข้อมูลของภูมิภาค และเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ Optical ที่ใช้ในโครงข่ายระดับโลก
การกลับมาจัดงานสัมมนาใหญ่ระดับภูมิภาค “Wavelengths” ที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในรอบ 10 ปี จึงไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของพาร์ทเนอร์และลูกค้ากว่า 800 คน แต่ยังสะท้อนมุมมองของ Nokia ต่อบทบาทของไทยในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของอาเซียน ในช่วงที่ AI กำลังผลักดันให้ปริมาณข้อมูลและความต้องการเชื่อมต่อเติบโตอย่างรวดเร็ว
ไทยบนเส้นทางเชื่อมข้อมูลอาเซียน
วีโต ดิ มารีอา รองประธานและหัวหน้าฝ่าย Optical Networks ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ฝ่าย Global Sales & Customer Operations ของ Nokia ระบุว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ เพราะตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของอาเซียน ทำให้ไทยสามารถทำหน้าที่เป็น Hub และ Data Corridor ของภูมิภาค บทบาทนี้เริ่มเห็นชัดจากโครงการเชื่อมโยงข้อมูลข้ามพรมแดน หรือ Cross-border Connectivity ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีเส้นทางเชื่อมต่อจากสิงคโปร์ ผ่านมาเลเซีย เข้าสู่ไทย และต่อไปยังเวียดนาม ลาว กัมพูชา รวมถึงเส้นทางที่อาจเชื่อมโยงกับทราฟฟิกจากจีน
เส้นทางเชื่อมต่อทางบกเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะสามารถเป็นทางเลือกหรือเส้นทางสำรองให้กับสายเคเบิลใต้น้ำ หรือ Subsea Cable ขณะเดียวกัน ยังช่วยรองรับการส่งผ่านข้อมูลจาก Data Center ไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ไทยยังมีจุดแข็งด้านค่าแรงและค่าไฟที่แข่งขันได้ ปัจจุบันมี Data Center เปิดให้บริการแล้วกว่า 50 แห่ง และยังมีแนวโน้มดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้นจากผู้ให้บริการระดับโลก หรือ Hyperscalers
AI Super Cycle เร่งลงทุน Data Center ทั่วโลก
เบื้องหลังความสำคัญของไทยในฐานะ Hub ดิจิทัล คือกระแส AI Super Cycle ที่กำลังเร่งให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลกขยายตัวครั้งใหญ่ คริสเตียน อูเรโมวิช ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Solution Marketing ของ Nokia ระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI Super Cycle หรือวัฏจักรการลงทุนขนาดใหญ่ โดย Nokia คาดว่าในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า เม็ดเงินลงทุนในระบบ Data Center ทั่วโลกจะสูงถึง 5.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หากเปรียบ Data Center เหล่านี้เป็นประเทศหนึ่ง จะมีขนาดเศรษฐกิจ หรือ GDP ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Data Center ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ขณะเดียวกัน ความต้องการประมวลผลข้อมูล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยังทำให้ทั่วโลกต้องวางสายไฟเบอร์ออปติกเพิ่มอีกถึง 1.2 พันล้านกิโลเมตร จากปัจจุบันที่มีการวางสายไฟเบอร์มากพอจะพันรอบโลกได้ถึง 200,000 รอบแล้ว Nokia ยังประเมินว่า มูลค่าตลาดรวมของเครือข่ายใยแก้วนำแสง หรือ Optical Network ทั่วโลก จะเพิ่มจาก 1.31 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน เป็น 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2030 หรือเกือบเท่าตัวจากระดับปัจจุบัน
Data Center Interconnect โอกาสใหม่ของไทยในยุค AI
เมื่อ AI ทำให้ความต้องการประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้น Data Center จึงไม่สามารถตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ แต่ต้องเชื่อมต่อกับระบบอื่น ทั้งระหว่าง Data Center ด้วยกัน ระหว่างประเทศ และระหว่างโครงข่ายที่ให้บริการผู้ใช้งาน คริสเตียนมองว่า หนึ่งในโอกาสที่มาแรงที่สุดของประเทศไทยในยุค AI Super Cycle คือ Data Center Interconnect เพราะไทยมี Data Center มากกว่า 50 แห่ง และ Data Center เหล่านี้จำเป็นต้องเชื่อมต่อกัน
เมื่อ Hyperscalers เข้ามาลงทุนและใช้ Data Center ในไทยมากขึ้น ทราฟฟิกข้อมูลระลอกแรกจะมาจากการเชื่อมต่อระหว่างประเทศเข้าสู่ Data Center โดยเฉพาะทราฟฟิกที่ไหลผ่านสายเคเบิลใต้น้ำจากต่างประเทศเข้าสู่ไทย ในระยะต่อไป เมื่อ AI พัฒนาจาก Generative AI ไปสู่ Agentic AI ไทยอาจมีบทบาทมากขึ้นในด้าน Physical AI จากฐานการผลิตและภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแรง ซึ่งจะทำให้เกิดทราฟฟิกระหว่าง Data Center ด้วยกัน รวมถึงการส่งข้อมูลจาก Data Center ไปยัง Edge Network และพื้นที่ใช้งานจริง การเติบโตของทราฟฟิกข้อมูลจึงจะเกิดขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่การเชื่อมต่อระหว่างประเทศเข้าสู่ Data Center การเชื่อมต่อระหว่าง Data Center และการเชื่อมต่อไปยังผู้ใช้งานปลายทางหรืออุปกรณ์ AI ต่าง ๆ
“Made in Thailand” ฐานผลิต Optical สำคัญของ Nokia
นอกจากบทบาทด้านการเชื่อมต่อข้อมูล ประเทศไทยยังมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโครงข่าย Optical ระดับโลกของ Nokia รอน จอห์นสัน General Manager กลุ่ม Optical Networks ของ Nokia ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ Optical ส่วนใหญ่ที่รองรับการเติบโตของธุรกิจ Nokia ถูกผลิตในประเทศไทย โดยมีฐานการผลิตและการลงทุนหลักอยู่ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและศรีราชา บทบาทนี้ทำให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ลงทุน Data Center หรือศูนย์กลางเชื่อมต่อข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตอุปกรณ์โครงข่าย Optical ที่ใช้รองรับการขยายตัวของ AI Super Cycle ทั่วโลก ผ่านความร่วมมือกับโรงงานรับจ้างผลิต หรือ OEM ในไทยอย่างบริษัท Fairbinet
หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญคือ Pluggable Optics หรืออุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงขนาดเล็กเท่าซองหมากฝรั่ง ซึ่งนำชิปวงจรแสง หรือ Photonic Integrated Circuits (PICs) มาประกอบเข้ากับปลั๊กรับส่งสัญญาณขนาดเล็ก Nokia ระบุว่ามีความเชี่ยวชาญแบบ Vertical Integration ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งตัวชิปและตัวประมวลผล DSP ก่อนนำมาประกอบเป็นอุปกรณ์ Pluggable Optics เทคโนโลยีนี้ช่วยลดการใช้พลังงาน ประหยัดพื้นที่ และลดต้นทุนใน Data Center ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในช่วงที่ Data Center ต้องรองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่จาก AI
อีกเทคโนโลยีหนึ่งคือระบบอัตโนมัติในการเชื่อมต่อสายไฟเบอร์ หรือ Splice ซึ่งสามารถเชื่อมต่อสายไฟเบอร์ขนาดเล็กเท่าเส้นผมมนุษย์ด้วยระบบอัตโนมัติ พร้อมตรวจสอบคุณภาพรอยเชื่อมได้ทันที หากไม่ได้มาตรฐาน ระบบจะตัดและเชื่อมใหม่โดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีนี้มีความสำคัญต่อการขยายโครงข่าย AI ที่ต้องการทั้งคุณภาพ ความแม่นยำ และการผลิตในระดับใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องขยายสัญญาณหนาแน่นสูง หรือ High-density Amplifier สำหรับโครงข่ายสายส่ง ซึ่งโดยปกติจำเป็นต้องมีเครื่องขยายสัญญาณแสงทุก ๆ 80 กิโลเมตร นวัตกรรมที่ผลิตในไทยช่วยเพิ่มความหนาแน่นของเครื่องขยายสัญญาณในตู้จัดเก็บ หรือ Rack จากเดิม 24 ตัว เป็น 160 ตัว ทำให้ Hyperscalers เชื่อมต่อ Data Center ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
CSPs ไทยมีโอกาสจาก Wholesale และ GPU as a Service
การขยายตัวของ Data Center และการเชื่อมต่อข้อมูลยังเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมไทย หรือ CSPs ขยายบทบาทสู่โมเดลธุรกิจใหม่ ในตลาดประเทศไทย Nokia ถือเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งในตลาด Optical สำหรับเครือข่ายลูกค้ารายใหญ่ หรือ Carrier ผู้บริหาร Nokia ประเทศไทยระบุว่า บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดราว 40-50% ในกลุ่มลูกค้า Carrier รายใหญ่ และมีลูกค้ารายใหญ่ฝั่งโทรคมนาคม
การเข้ามาลงทุนของ Hyperscalers อย่าง Google หรือ Microsoft ในไทย จึงไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาตั้ง Data Center เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ CSPs ไทยขยายบทบาทสู่การให้บริการเช่าโครงข่ายระดับส่ง หรือ Wholesale ด้วยการให้บริการแบนด์วิธขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมต่อ Data Center ของผู้ให้บริการระดับโลกเข้าด้วยกัน อีกโมเดลหนึ่งคือ GPU as a Service ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการในไทยนำโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายของตนเองมาใช้รองรับ AI Compute และ Distributed Compute ใกล้กับผู้ใช้งานมากขึ้น คริสเตียนระบุว่า CSPs มีทั้งสถานที่และโครงข่ายที่สามารถรองรับการติดตั้ง Compute เพื่อให้บริการ AI Compute และ AI Inferencing ได้ ขณะเดียวกัน Nokia ยังมีความร่วมมือกับ NVIDIA ในส่วนของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับโอกาสด้าน GPU as a Service และ Distributed Compute
เทคโนโลยีรองรับทราฟฟิก AI ที่เพิ่มขึ้น
Nokia ยังนำเสนอเทคโนโลยีคลื่นความถี่ Super C และ Super L ซึ่งถูกอธิบายเชิงเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนการขยายขนาดท่อให้ใหญ่กว่ามาตรฐานทั่วไปในตลาด เพื่อให้ส่งผ่านข้อมูลได้มากขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าวถูกวางไว้เพื่อรองรับทราฟฟิก AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และช่วยให้โครงข่ายรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลขนาดใหญ่ได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในบริบทที่ Data Center ต้องเชื่อมต่อกันทั้งภายในประเทศ ระหว่างประเทศ และในระดับภูมิภาค
ไทยในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของอาเซียน
การกลับมาจัดงาน Wavelengths ของ Nokia ในประเทศไทยสะท้อนว่า ไทยกำลังมีบทบาทมากกว่าการเป็นตลาดผู้บริโภคเทคโนโลยี หรือเป็นเพียงพื้นที่ตั้ง Data Center แห่งใหม่ของภูมิภาค ในมิติของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไทยกำลังเป็นจุดเชื่อมต่อข้อมูลข้ามพรมแดนของอาเซียน เป็นพื้นที่ที่ Data Center ต้องเชื่อมต่อกับโครงข่ายภายในและระหว่างประเทศ และเป็นหนึ่งในฐานการผลิตอุปกรณ์ Optical ที่ใช้รองรับการเติบโตของ AI Super Cycle
เมื่อการประมวลผล AI ทำให้ความต้องการ Data Center ไฟเบอร์ออปติก และการเชื่อมต่อข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บทบาทของไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การรองรับการลงทุนในประเทศเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของอาเซียน และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลกในเวลาเดียวกัน





