“สกุชชี่” ของเล่นที่เคยสร้างปรากฏการณ์ความนิยมอย่างล้นหลามเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน วันนี้กลับมาครองฟีดโซเชียลอีกครั้ง แต่รอบนี้ไม่ได้เป็นแค่กระแสของเล่นเด็ก เพราะหลายคนที่โตมากับสกุชชี่ยุคแรกกำลังกลับมาตามหา “สกุชชี่ปีลึก” รุ่นหายาก ไปจนถึงแชร์ความทรงจำร่วมกัน กระแส “สกุชชี่ 2026” จึงกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมสู่สังคมไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสะท้อนสภาวะจิตใจของคนยุคนี้ และการยกระดับความตื่นตัวของผู้บริโภคไทยด้านมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า
บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ระหว่างวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 เพื่อติดตามกระแสความสนใจเกี่ยวกับ “สกุชชี่” ที่กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในปี 2569
“แลนด์มาร์ก” ยอดฮิตของนักล่าสกุชชี่ กระจายรายได้สู่สังคม
การกลับมาของสกุชชี่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้ารายย่อย จากการสำรวจแหล่งซื้อขายที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดบนโลกออนไลน์ (by Mentions) สะท้อนให้เห็นถึงแผนที่การกระจายรายได้ที่น่าสนใจดังนี้
ภาพความคึกคักของตลาดนัดและย่านค้าส่งดั้งเดิม ชี้ให้เห็นว่าเทรนด์สกุชชี่มีส่วนช่วยในการผลักดันเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรง ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
ถอดรหัส “สกุชชี่” เครื่องมือเยียวยาจิตใจของคนยุคใหม่
ท่ามกลางวิถีชีวิตอันเร่งรีบ สกุชชี่ยังกลายเป็นเครื่องมือบำบัดจิตใจที่สะท้อนความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจ จากการวิเคราะห์เสียงสะท้อนบนโลกออนไลน์พบว่า มิติทางอารมณ์และความรู้สึกที่ผู้คนได้รับจากการครอบครองของเล่นนุ่มฟูชนิดนี้ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ด้านหลัก ดังนี้
อันดับ 1 ความเพลิดเพลินทางสัมผัส (50.9%): เกินครึ่งของบทสนทนาเกิดขึ้นจากความพึงพอใจในสัมผัส ทั้งความนุ่มมือยามบีบและจังหวะการคืนตัวแบบ “สโลว์” ซึ่งคล้ายกับความรู้สึกเวลาดูคอนเทนต์ ASMR ที่ช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความผ่อนคลาย
อันดับ 2 ความสุขจากดีไซน์ที่ชุบชูใจ (23.5%): ด้วยรูปลักษณ์ที่น่ารักละมุนตา โดยเฉพาะรูปทรงอาหารยอดนิยมอย่างแท่งเนยและซาลาเปา ได้กลายเป็น “วิตามินใจ” ขนาดพกพาที่ผู้บริโภคเลือกใช้เพื่อสร้างรอยยิ้มและเติมพลังบวกในแต่ละวัน
อันดับ 3 การคลายเครียดและเสริมสร้างสมาธิ (16.8%): ผู้ใช้จำนวนมากเลือกใช้สกุชชี่เป็นเครื่องมือในการรับมือกับความเครียดจากการทำงานหรือการเรียน สอดคล้องกับข้อมูลเชิงวิชาการที่ระบุว่า การบริหารมือด้วยการบีบวัตถุนุ่มมือ มีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขและช่วยให้สมองโฟกัสได้ดีขึ้น
อันดับ 4 ความสนุกจากการสะสมและการตามล่าหาไอเทม (6.4%): สกุชชี่มอบมิติของ “เกมล่าสมบัติ” ในชีวิตจริง ผ่านการพลิกแผ่นดินตามหารุ่นหายาก (Rare Item) และการแลกเปลี่ยนในกลุ่มชุมชนคนรักของสะสม
อันดับ 5 การเยียวยาจิตใจในวัยเด็กและการย้อนความทรงจำ (2.4%): แม้จะมีสัดส่วน Mention น้อยที่สุด แต่เมื่อวัดจาก Engagement กลับพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับสอง ชี้ว่าประเด็นนี้กระตุ้นการมีส่วนร่วมทางอารมณ์ได้สูงกว่าปริมาณการพูดถึงมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่เติบโตมาในยุคก่อน ซึ่งเลือกซื้อของเล่นชนิดนี้เพื่อเติมเต็มความสุขให้เด็กน้อยในวันวานที่เคยอยากได้แต่ไม่มีโอกาสครอบครอง
บทสนทนาในมิติการดูแลจิตใจนี้สะท้อนว่า สกุชชี่ราคาหลักสิบได้กลายเป็นเครื่องมือฟื้นฟูอารมณ์ที่เข้าถึงง่าย และเป็นตัวอย่างของเทรนด์ “Healing Economy” หรือธุรกิจเยียวยาจิตใจที่กำลังเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมในสังคมไทยในขณะนี้
อีกด้านของความนุ่มฟู: ผู้บริโภคตื่นตัว ถามหามาตรฐาน “ความปลอดภัย” สกุชชี่
อีกด้านของกระแสความนิยม คือเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่เริ่มให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” และมาตรฐานของสินค้ามากขึ้น จากการสำรวจประเด็นความกังวลบนโลกออนไลน์พบว่า เสียงส่วนใหญ่มุ่งไปที่เรื่องที่ผลกระทบต่อสุขภาพและการกำกับดูแลคุณภาพสินค้า
ความกังวลที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลิกซื้อ “สกุชชี่” เพราะความกังวล แต่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการ “ซื้ออย่างมีเงื่อนไข” โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตและผู้ค้าทั้งตลาดต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว
กระแสชั่วคราว หรือตลอดไป?
การกลับมาของสกุชชี่ในปี 2569 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า กระแสบนโลกโซเชียลสามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่จับต้องได้จริงเกินกว่าแค่หน้าจอ สะท้อนผ่านเม็ดเงินที่หมุนเวียนสู่พ่อค้าแม่ค้าตั้งแต่ตลาดนัดชุมชนไปจนถึงย่านค้าส่งใหญ่อย่างสำเพ็ง ขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่พักพิงใจราคาย่อมเยาของคนวัยทำงาน ตลอดจนปลุกกระแสการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยจนหน่วยงานภาครัฐอย่าง สคบ. และ สมอ. ต้องขยับตัวลงมาควบคุม แต่อนาคตหลังจากนี้คือโจทย์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า เทรนด์เก่าที่ถูกปัดฝุ่นใหม่ครั้งนี้จะเดินไปในทิศทางใด จะค่อย ๆ แผ่วลงไปตามวงจรของเล่นแฟชั่นทั่วไป หรือจะก้าวข้ามคำว่ากระแสชั่วคราวสู่การเป็นไอเทมประจำตลาดอย่างถาวร
ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาวิเคราะห์หา Insight รวบรวมจาก dxt:360 (Social Listening and Media Monitoring Platform) ของบริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 จากแหล่งข้อมูล ได้แก่ Facebook, X, YouTube, TikTok, Instagram และ Pantip
หมายเหตุ: ข้อมูลและ Insight ที่นำเสนอในบทความนี้ อ้างอิงจากบทสนทนาและการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียในช่วงเวลาที่ทำการเก็บข้อมูลเท่านั้น ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมทางการตลาด อีเวนต์ หรือแคมเปญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
เกี่ยวกับ dxt:360
dxt:360 เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารได้ทั้งจากโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ สื่อบรอดคาสท์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงของผู้บริโภค (Consumer Voices) คอนเทนต์จาก Influencers และ KOLs ไปจนถึงข่าวจากสื่อมวลชน ที่รวบรวมเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน มีการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Dashboard ที่สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละราย (Customizable Dashboard) จึงทำให้เข้าใจและเห็น Insight ในประเด็นต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เห็นทิศทางการสื่อสารของแบรนด์ต่าง ๆ สามารถนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ