Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

PSGC รุก CLMV ปักธงรายได้ 2 หมื่นล้าน

กว่า 4 ทศวรรษที่ชื่อของ บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC เป็นที่รู้จักกันในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้างครบวงจร แต่ในปี 2569 อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ภาพจำเดิมเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อตัวเลขรายได้ไตรมาสแรกพุ่งทะยานสู่ 2,600 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นกว่า 304% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งตัวเลขนี้เกือบจะเท่ากับผลงานทั้งปีของปีที่ผ่านมา 

ผู้บริหารบริษัทฯ เชื่อว่าทั้งหมดเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างธุรกิจเข้าสู่กลุ่มพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเต็มตัว โดยบริษัทมุ่งเน้นกลยุทธ์บริหารจัดการซัพพลายเชนถ่านหินในกลุ่มประเทศ CLMV ควบคู่กับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ เพื่อสร้างฐานรายได้ประจำ โดยตั้งเป้ารายได้ต่อปีทะยานสู่ 20,000 ล้านบาท ภายในปี 2578 

บทพิสูจน์การทรานส์ฟอร์ม

เดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC ขยายความถึงความสำเร็จหลังการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้ว่า นอกเหนือจากรายได้รวมที่สร้างสถิติใหม่แล้ว บริษัทยังทำกำไรสุทธิได้ถึง 267.4 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 171% โดยรายได้หลักกว่า 64% ในไตรมาสที่ 1 มาจากการขายถ่านหินผ่านการรวมงบการเงินของบริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) ในเวียดนาม ซึ่ง PSGC ได้เข้าถือหุ้น 64% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา 

“ผลประกอบการไตรมาสแรกที่เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่ายุทธศาสตร์การทรานส์ฟอร์มองค์กรของเรากำลังเดินมาถูกทาง การขยายธุรกิจเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานในกลุ่มประเทศ CLMV ไม่เพียงแต่สร้างฐานรายได้ใหม่ที่มั่นคง แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของบริษัทจากที่พึ่งพาโครงการก่อสร้างเป็นหลัก ไปสู่โครงสร้างรายได้ประจำที่มีความเสถียรและเติบโตควบคู่ไปกับความต้องการพลังงานของภูมิภาค

“เรามั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในไตรมาสแรกจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบรรลุเป้าหมายรายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2569 นี้ และจะขยายฐานรายได้สู่ระดับมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2578

ยุทธศาสตร์ยึดหัวหาด Supply Chain ใน CLMV

ในบทบาทใหม่นี้ PSGC ไม่ได้มองแค่การเป็นผู้รับเหมา แต่เลือกที่จะเป็นเจ้าของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ผ่านการการเข้าถือหุ้นใน NT ซึ่งดำเนินธุรกิจบริหารจัดการทรัพยากรและการขนส่งถ่านหินข้ามพรมแดนระหว่าง สปป.ลาว และเวียดนาม 

คุณเดวิดระบุว่า ดีล NT ทำให้บริษัทฯ มีความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ 3 ประการที่เป็นเกราะป้องกันทางธุรกิจ ผ่าน G2G Framework ระหว่างเวียดนามและลาว นั่นคือ การล็อคปริมาณการสั่งซื้อถ่านหินล่วงหน้าจากรัฐวิสาหกิจเวียดนามปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตันยาวถึงปี 2578 การล็อคราคาอ้างอิงตามตลาดโลกเพื่อลดความเสี่ยง และการล็อคแหล่งทรัพยากรว่าต้องเป็นถ่านหินจากเหมือง XPPL ในแขวงเซกอง สปป.ลาว ซึ่งเป็นเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในลาว

ด้วยปริมาณสำรองถ่านหินที่สูงกว่า 600 ล้านตันจากเหมือง XPPL ซึ่งสามารถผลิตและใช้งานได้นานถึง 30-50 ปี ทำให้บริษัทฯ มีความมั่นใจในวัตถุดิบต้นน้ำ ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมที่ PSGC เข้าไปวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานในเหมืองมาก่อนหน้านี้ 

“เรามี Supply ที่มั่นคง มีลูกค้าที่ Secure และมีแพลตฟอร์มของ G2G Framework ที่สนับสนุนเรื่องพวกนี้ด้วย ซึ่งเป็นโอกาสที่ยากสำหรับบริษัทอื่น ๆ ที่จะทำได้ในอนาคตอันใกล้” 

สำหรับเป้าหมายในปี 2569 บริษัทคาดว่าจะมียอดขายถ่านหินรวม 4 ล้านตัน 

ถ่านหินในฐานะ ‘สะพานเชื่อม’ สู่โลกพลังงานใหม่

แม้ทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด แต่คุณเดวิดมองเห็นโอกาสในการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในช่วงเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากเวียดนามมีความต้องการพลังงานสูงกว่าไทยเท่าตัว และถ่านหินยังคงเป็นแหล่งพลังงานที่เสถียรและมีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น 

ถ่านหินเป็นเหมือน Stepping Stone ให้เรา Scale up เพื่อที่เราจะได้ไปลงทุนในโครงการอื่น ๆ เช่น พลังงานลม หรือพลังงานน้ำในอนาคต แม้จะมีความกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เทคโนโลยีปัจจุบันพัฒนาไปไกลมากที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดมลพิษให้เหลือน้อยที่สุด

ปัจจุบัน PSGC กำลังเร่งพัฒนาธุรกิจพลังงานสะอาดผ่านโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydropower – PSH) ในลาว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานเปรียบเสมือนแบตเตอรี่ของภูมิภาค โดยได้รับสิทธิ์จากรัฐบาลลาวในการศึกษาพื้นที่ที่มีศักยภาพกว่า 138 แห่ง คาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนหลังจากการศึกษาความเหมาะสมในปีนี้ และหากเป็นไปตามแผนจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2571 โดยจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5-6 ปี  และจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ผลักดันให้ภูมิภาคก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593

มุ่งสู่พอร์ตโฟลิโอพลังงานเต็มรูปแบบ

ในอีก 10 ปีข้างหน้า ภาพของ PSGC จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยรายได้จากธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติจะกลายเป็นรายได้หลักในสัดส่วนสูงถึง 60-90% ตามมาด้วยธุรกิจพลังงาน ขณะที่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งเคยเป็นรายได้หลักในอดีต จะถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายสนับสนุนภายในกลุ่ม (In-house Construction) เพื่อควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาโครงการของตัวเอง

“เราไม่ได้มองเห็นเพียงแค่โอกาสในปัจจุบัน แต่เรากำลังสร้างรากฐานที่ยั่งยืนสำหรับรุ่นต่อไป เป้าหมายรายได้ 20,000 ล้านบาทในปี 2578 จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือข้อพิสูจน์ถึงศักยภาพของ PSGC ในการเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง” คุณเดวิดกล่าวทิ้งท้าย

การจัดระเบียบโครงสร้างทุน

เพื่อให้แผนการเติบโตนี้ตั้งอยู่บนฐานรากที่แข็งแกร่ง สมฤดี ห์ลีละเมียร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน PSGC ได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างทุนทางบัญชี เพื่อล้างส่วนต่างมูลค่าหุ้นที่ติดลบสะสมมานานกว่า 62,000 ล้านบาท ให้หมดสิ้นไปภายในเดือนกรกฎาคมนี้ การดำเนินการดังกล่าวมุ่งหวังให้งบการเงินสะท้อนความจริงของธุรกิจปัจจุบัน และดึงดูดนักลงทุนสถาบันด้วยฐานะทางการเงินที่โปร่งใส

ปัจจุบัน PSGC มีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) 0.96 เท่า และมีกำไรสะสม 2,273 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการขยายตัวข้ามพรมแดนในก้าวถัดไปโดยไม่ต้องพึ่งพาการเพิ่มทุนที่เป็นภาระต่อผู้ถือหุ้น

×

Share

ผู้เขียน

Jintana Panyaarvudh Avatar