Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Smart Enough City เมืองที่ฉลาดอย่างพอดี เมื่อเทคโนโลยีต้องรับใช้คน

Smart Enough City เมืองที่ฉลาดอย่างพอดีเมื่อเทคโนโลยีต้องรับใช้คน

เมืองที่ฉลาดไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองที่มีเทคโนโลยีล้ำที่สุด เพราะต่อให้ลงทุนกับเทคโนโลยีมากเพียงใด หากไม่ตอบปัญหาของประชาชน ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน หรือไม่สามารถใช้งานได้จริง เทคโนโลยีนั้นก็ไม่ได้ทำให้เมืองดีขึ้น

นี่คือแนวคิด “Smart Enough City” หรือเมืองที่ฉลาดอย่างพอเหมาะ ซึ่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำมาใช้เป็นกรอบอธิบายการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนากรุงเทพฯ โดยวางคนเป็นศูนย์กลาง แล้วจึงเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหา แทนการเริ่มต้นจากคำถามว่าเมืองควรมีเทคโนโลยีอะไร

แนวคิดนี้ยิ่งสำคัญในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าความสามารถของมนุษย์และระบบราชการในการปรับตัว คุณชัชชาติอธิบายผ่าน Moore’s Law ว่า พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกสองปี ทำให้เทคโนโลยีเติบโตแบบก้าวกระโดด ขณะที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงในอัตราที่ช้ากว่า และระบบราชการยิ่งปรับตัวได้ยากกว่า

โจทย์จึงไม่ใช่การพยายามวิ่งตามเทคโนโลยีทุกอย่างให้ทัน แต่เป็นการรู้ว่าจะเลือกใช้อะไร เพื่อแก้ปัญหาอะไร และทำให้ชีวิตของคนในเมืองดีขึ้นอย่างไร

Smart Enough ไม่ต้องล้ำที่สุดแต่ต้องแก้ปัญหาได้

คุณชัชชาติอ้างถึงแนวคิดจากหนังสือของ Ben Green แห่ง MIT ที่เสนอว่า เมืองไม่จำเป็นต้องมุ่งไปสู่ Smart City ที่ลงทุนกับเทคโนโลยีมากเกินความจำเป็น แต่ควรเป็น Smart Enough City โดยเทคโนโลยีที่นำมาใช้ต้องอยู่บนจุดตัดของสามเงื่อนไข คือ ประชาชนต้องการ การลงทุนมีความคุ้มค่า และเทคโนโลยีมีความเสถียรเพียงพอสำหรับการใช้งานจริง

หากมองเพียงว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้ โดยไม่ได้ถามว่าคนต้องการหรือไม่ หรือการลงทุนสามารถเดินต่อได้หรือไม่ โอกาสล้มเหลวก็สูงขึ้น การพัฒนาเมืองจึงต้องเริ่มจากคน ไม่ใช่เริ่มจากเทคโนโลยี

“Mindset สำคัญคือว่าเราต้องเอาคนเป็นตัวหลักพัฒนาเสมอ”

สำหรับคุณชัชชาติ ความฉลาดของเมืองจึงไม่ได้วัดจากจำนวนระบบอัจฉริยะที่ติดตั้ง แต่ดูจากความสามารถในการเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

กรุงเทพฯ นำหลักคิดนี้ไปใช้ตั้งแต่การศึกษา สาธารณสุข การจัดการฝุ่น การจราจร น้ำท่วม ภัยพิบัติ ไปจนถึงการทำงานของระบบราชการ แต่ตัวอย่างที่เห็นผลของเทคโนโลยีได้ชัด ไม่ได้เริ่มจากระบบที่ซับซ้อนหรือมีราคาแพง หากเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีที่ประชาชนติดต่อกับเมือง

Traffy Fondue เปลี่ยนคนกรุงเทพฯเป็นเซนเซอร์ของเมือง

ปัญหาหนึ่งของระบบราชการคือกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน เมื่อประชาชนร้องเรียน เรื่องอาจต้องผ่านผู้บังคับบัญชาหลายระดับก่อนจะไปถึงเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจริง ทำให้การแก้ปัญหาใช้เวลานาน และเมื่อประชาชนไม่เห็นว่าปัญหาของตัวเองได้รับการแก้ไข ความไว้วางใจต่อหน่วยงานรัฐก็ลดลงตามไปด้วย

กรุงเทพฯ เปลี่ยนกระบวนการนี้ด้วย Traffy Fondue โดยให้ประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือแจ้งปัญหา พร้อมพิกัดและภาพถ่าย ระบบจะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรง ไม่ต้องรอให้ผู้ว่าฯ สั่งการเป็นรายเรื่อง

เทคโนโลยีไม่ได้ซับซ้อน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือโครงสร้างการทำงาน เพราะประชาชนกลายเป็น “เซนเซอร์” ของเมือง สามารถบอกได้ว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ไหน ขณะที่เจ้าหน้าที่เห็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบและติดตามผลได้ว่าดำเนินการแล้วหรือยัง เมื่อแก้ปัญหาเสร็จต้องมีภาพก่อนและหลัง ประชาชนสามารถให้คะแนน และหากยังไม่พอใจก็เปิดเรื่องขึ้นมาใหม่ได้

ข้อมูลที่คุณชัชชาติยกขึ้นมาระบุว่า มีการแจ้งปัญหาผ่านระบบแล้วประมาณ 1.43 ล้านเรื่อง และแก้ไขแล้วประมาณ 1.16 ล้านเรื่อง โดยในช่วงแรกของการใช้งาน การแก้ปัญหาหนึ่งเรื่องใช้เวลาเฉลี่ยประมาณสองเดือน ก่อนลดลงเหลือเฉลี่ย 1.9 วันต่อเรื่อง

ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้อยู่แค่การซ่อมถนน แก้ไฟเสีย หรือจัดการปัญหาในชุมชนได้เร็วขึ้น แต่ทำให้วิธีทำงานของข้าราชการเปลี่ยนไป จากเดิมที่ระบบทำงานตามสายบังคับบัญชา มาเป็นการหันไปตอบปัญหาของประชาชนโดยตรง

คุณชัชชาติมองว่า จำนวนเรื่องร้องเรียนจำนวนมากไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพฯ มีแต่ปัญหา หากอีกมุมหนึ่งหมายถึงประชาชนยังเชื่อว่าการแจ้งปัญหาแล้วจะมีคนเข้ามาจัดการ

“ถ้าประชาชนไม่ไว้ใจเรา เขาไม่ยกโทรศัพท์มาล้านสี่แสนหนเพื่อรายงาน เขาไว้ใจว่าเราจะทำงานให้เขา”

Traffy Fondue จึงเป็นตัวอย่างของ Smart Enough Solution ที่เห็นภาพชัด เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ประชาชนต้องการ ใช้งบประมาณไม่สูง มีความเสถียร และนำไปใช้แก้ปัญหาได้จริง ที่สำคัญคือสามารถเปลี่ยนระบบราชการได้โดยไม่ต้องเริ่มจากการแก้กฎหมาย แต่เปลี่ยนกระบวนการทำงานและทำให้ประชาชนเข้ามามีอำนาจในการติดตามงานของเมืองมากขึ้น

ใช้เทคโนโลยีลดช่องว่างการศึกษาและสาธารณสุข

อีกพื้นที่ที่กรุงเทพฯ ให้น้ำหนักกับการใช้เทคโนโลยีคือการศึกษาและสาธารณสุข เพราะคุณชัชชาติมองว่า 2 เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดความเหลื่อมล้ำ หากคนมีสุขภาพดีและได้รับการศึกษา โอกาสที่คนรุ่นต่อไปจะมีชีวิตที่ดีขึ้นก็เพิ่มขึ้น

ด้านการศึกษา กทม. เริ่ม Digital Classroom จากโรงเรียนต้นแบบ ก่อนขยายการใช้แท็บเล็ตไปสู่นักเรียนประมาณ 40,000 คน โดยนักเรียนชั้น ป.1 และ ป.4 ในทุกโรงเรียนสามารถใช้แท็บเล็ตในการเรียน แนวคิดสำคัญคือเปิดให้เด็กเรียนตามความสามารถและความเร็วของตัวเอง ขณะที่ครูสามารถติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนได้

เทคโนโลยียังถูกนำมาแก้ข้อจำกัดในการเรียนภาษาอังกฤษ จากห้องเรียนที่ครูหนึ่งคนต้องดูแลเด็กประมาณ 40 คน ทำให้นักเรียนแต่ละคนมีโอกาสฝึกพูดน้อย กทม. จึงนำ AI มาให้เด็กฝึกพูดผ่านหูฟัง ไมโครโฟน และคอมพิวเตอร์ ระบบสามารถวิเคราะห์และช่วยปรับการออกเสียง คุณชัชชาติระบุว่า หลังใช้ระบบหนึ่งปี คะแนนภาษาอังกฤษของเด็กเพิ่มขึ้น 24%

ด้านสาธารณสุข กทม. นำข้อมูลจากการตรวจสุขภาพประชาชนประมาณหนึ่งล้านคนมาวิเคราะห์เป็น Big Data เพื่อดูปัญหาสุขภาพในแต่ละเขต ตั้งแต่ไขมันในเลือดสูง โรคไตเรื้อรัง ไปจนถึงโรคเบาหวาน ข้อมูลดังกล่าวทำให้เมืองสามารถเห็นปัญหาในระดับพื้นที่และนำไปใช้วางแผนด้านสุขภาพได้ตรงขึ้น

ข้อมูลการรักษาระหว่างศูนย์บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลยังถูกเชื่อมโยงผ่านระบบดิจิทัล เพื่อลดการใช้แฟ้มประวัติ ขณะที่ Telemedicine ช่วยเชื่อมแพทย์ในโรงพยาบาลกับผู้ป่วยในพื้นที่ ทำให้การเข้าถึงแพทย์ทำได้สะดวกขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำอยู่ทุกจุด

แก้ปัญหาเมืองด้วยข้อมูลไม่ใช่การคาดเดา

หลักคิดเดียวกันถูกนำมาใช้กับปัญหา PM2.5 ซึ่งแทนที่จะถกเถียงกันว่าฝุ่นมาจากการก่อสร้าง รถยนต์ หรือการเผา กทม. นำฝุ่นไปวิเคราะห์องค์ประกอบเพื่อหาต้นตอ โดยพบว่าในช่วงที่ฝุ่นสูงมีองค์ประกอบของโพแทสเซียมจำนวนมาก ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงการเผา และใช้ข้อมูลจากเครื่องมืออื่นประกอบเพื่อระบุพื้นที่ต้นเหตุ

เมื่อรู้แหล่งที่มา เมืองจึงสามารถเข้าไปจัดการกับต้นเหตุได้ตรงขึ้น พร้อมใช้กล้อง CCTV คัดกรองรถที่ปล่อยมลพิษในช่วงที่สถานการณ์ฝุ่นรุนแรง คุณชัชชาติระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบเดือนธันวาคมกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ฝุ่นลดลงประมาณ 40% และในเดือนมกราคมลดลงประมาณ 50%

การจราจรก็ใช้หลักคิดคล้ายกัน จากเดิมที่สัญญาณไฟจำนวนมากต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ควบคุม กทม. ติดตั้งระบบ Adaptive Traffic Signal ใน 74 แยก เพื่อปรับสัญญาณไฟตามปริมาณรถจริง โดยระบุว่าความเร็วในการเดินทางเพิ่มขึ้น 15%

ส่วนการจัดการน้ำท่วม เมืองนำข้อมูลจุดเสี่ยงน้ำท่วมมาวางบนระบบ ติดตามระดับน้ำและการไหลของน้ำออนไลน์เพื่อบริหารประตูน้ำ รวมถึงใช้ Mobile Pump รับมือกับฝนที่ตกหนักเฉพาะจุด หรือ Rainbomb ซึ่งไม่สามารถพึ่งปั๊มน้ำที่ติดตั้งอยู่กับที่เพียงอย่างเดียวได้

เมื่อเกิดภัยพิบัติ โดรนถูกใช้เป็นอีกเครื่องมือในการมองพื้นที่และระบุพิกัด ขณะที่ Command Center ที่ดินแดงเชื่อมข้อมูลเรื่องน้ำท่วม ไฟไหม้ การจราจร และจุดเสี่ยงต่าง ๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพรวมของกรุงเทพฯ และตัดสินใจจากข้อมูลที่มีอยู่

ทั้งหมดมีหลักคิดเดียวกัน คือเทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนการแก้ปัญหา แต่ช่วยให้เมืองมองเห็นปัญหาชัดขึ้น ตัดสินใจจากข้อมูล และจัดการทรัพยากรได้ตรงจุดกว่าเดิม

จาก AI สู่ IA เมื่อเทคโนโลยีเป็นผู้ช่วยของมนุษย์

เมื่อ AI มีความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่ามนุษย์จะเอาชนะ AI ได้หรือไม่ แต่จะอยู่และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอย่างไร

คุณชัชชาติยกเรื่องการแข่งขันระหว่าง AlphaGo กับ Ke Jie เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับ AI เมื่อ Ke Jie ร้องไห้ระหว่างการแข่งขัน สิ่งที่ปรากฏออกมาคืออารมณ์ ความรู้สึก และความเป็นมนุษย์ ซึ่งเครื่องจักรไม่มี ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ตาม

“AI มันก็เป็นแค่ส่วนประกอบ แต่ว่าความเข้าอกเข้าใจกัน เรามีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อันนี้คือหัวใจเลย”

มุมมองนี้นำไปสู่แนวคิดที่คุณชัชชาติเสนอว่า ควรเปลี่ยนจากการมอง AI ไปสู่ IA หรือ Intelligent Assistant ให้เทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ฉลาดของมนุษย์ แทนการมองว่าเป็นคู่แข่งที่มนุษย์ต้องเอาชนะ

สำหรับเมือง หลักคิดนี้ย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นเดียวกัน เทคโนโลยีมีคุณค่าเมื่อช่วยให้คนทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะช่วยให้เด็กเข้าถึงการศึกษา ผู้ป่วยเข้าถึงแพทย์ เจ้าหน้าที่มองเห็นปัญหาน้ำท่วมและฝุ่นได้ชัดขึ้น หรือทำให้ประชาชนแจ้งปัญหาและติดตามการทำงานของราชการได้ด้วยตัวเอง

เมืองจึงไม่จำเป็นต้องฉลาดที่สุด และไม่จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีใหม่ที่สุดทุกอย่าง สิ่งที่ต้องทำคือรู้ว่าคนกำลังเผชิญปัญหาอะไร แล้วเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหานั้น

“เลือกใช้ให้เหมาะ อย่าไปเห่อเทคโนโลยี เห่อคน เอาคนเป็นตัวตั้งแล้วหาเทคโนโลยีที่เหมาะ”

นี่อาจเป็นความหมายของ Smart Enough City ที่ชัดที่สุด เพราะสุดท้ายความฉลาดของเมืองไม่ได้อยู่ที่ว่าเมืองมีเทคโนโลยีมากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นทำให้เมืองรับใช้ประชาชนได้ดีขึ้นเพียงใด

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

AIS ‘ภารกิจคิดเผื่อ’ ส่งต่อความรู้ พัฒนาคนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

ถอดสูตร “การสื่อสาร สไตล์ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์”

ยศชนัน มอบรางวัล ‘City Transformers’ เชิดชูหน่วยงาน ใช้ Traffy Fondue แก้ไขปัญหาเมืองสำเร็จกว่าล้านเรื่อง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar