Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

ปิด Super AI Season 5 ลุย Season 6 ชู Digital Workforce

สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และภาคีเครือข่าย จัดพิธีปิดโครงการ Super AI Engineer Season 5 เพื่อรายงานผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนากำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าเปิดตัว Season 6 อย่างเป็นทางการ ซึ่งโครงการนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามด้วยยอดผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 10,000 คน สามารถสร้างผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการแล้ว 8 ฉบับ และที่สำคัญคือมีส่วนช่วยยกระดับรายได้ของผู้เข้าร่วมในภาคส่วนสำคัญให้สูงถึงระดับ 50,000 บาทต่อเดือน

บทพิสูจน์ 5 ปี ปั้นคนครบ 3 แทร็กหลัก

ความสำเร็จของ Season 5 ที่ผ่านมานั้น ครอบคลุมการพัฒนาบุคลากรครบทั้ง 3 แทร็กหลัก ผศ.ดร.นงนุช เกตุ้ย หัวหน้าโครงการฯ และอุปนายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย กล่าวรายงานว่า จากผู้สนใจลงทะเบียนกว่า 10,000 คน มีผู้ผ่านการคัดเลือกและเข้าร่วมกิจกรรมอย่างจริงจังจากทั่วประเทศจำนวน 1,100-1,200 คน สำหรับกลุ่ม AI Innovator โครงการได้ทำงานร่วมกับหน่วยบ่มเพาะ 12 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ในเซกเตอร์สาธารณสุข บริการสาธารณะ การเกษตร และการศึกษา

ด้านกลุ่ม AI Engineer มีผู้เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ 212 คน เน้นการนำ AI ไปแก้โจทย์ปัญหาจริงจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มสาธารณสุข ซึ่งมีการมอบรางวัลระดับเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง พร้อมจัดทำรายงานผลงานในรูปแบบ e-book ส่วนกลุ่ม AI Researcher ได้รับความร่วมมือจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจาก 14 หน่วยวิจัยแนวหน้าของประเทศ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล

โดยหัวข้อวิจัยที่มาแรงได้แก่ การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) คอมพิวเตอร์วิทัศน์ (Computer Vision) สำหรับการแพทย์ การประมวลผลเสียง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันมีบทความได้รับการตีพิมพ์ในงานประชุมวิชาการระดับ A3 และวารสารระดับ TCI แล้ว 8 ฉบับ และอยู่ระหว่างรอการเผยแพร่อีก 3 บทความ พร้อมกันนี้ ผศ.ดร.นงนุช ยังได้ขอบคุณพันธมิตรอย่าง กระทรวง อว., NECTEC, สวทช., Huawei และเครือข่ายคณาจารย์ที่สนับสนุนมาตลอด 5 ปี

งานวิจัยที่จับต้องได้ สู่แรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจ

การพัฒนางานวิจัยด้าน AI ของประเทศไทยให้ยั่งยืนนั้น รศ.ดร.สรณะ นุชอนงค์ หัวหน้ากลุ่มกิจกรรม AI Researcher ได้เน้นย้ำในเวทีเสวนา “AI Research for Thailand and Beyond” ว่าจำเป็นต้องเชื่อมโยงทั้งภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาคนโยบายเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจดังกล่าว สะท้อนชัดเจนจากการติดตามการจ้างงานผู้เข้าร่วมโครงการในซีซันที่ 1-5 โดยพบว่ากว่า 40% เป็นกลุ่มคนวัยทำงาน หรือกลุ่มที่เรียนและทำงานไปด้วย โครงการมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพจนเกิดอัตราการจ้างงานในสาขาที่มีรายได้สูง เช่น กลุ่มงานบริการภาครัฐ มีรายได้เฉลี่ยประมาณ 36,000 บาทต่อเดือน และในบางตำแหน่งมีรายได้สูงสุดเกิน 50,000 บาท ขณะที่กลุ่มการเงินมีรายได้เฉลี่ยสูงถึงกว่า 40,000 บาทต่อเดือน รวมถึงกลุ่มการแพทย์ สาธารณสุข และกลุ่มการศึกษา ที่มีการนำความรู้ด้าน AI เข้ามาเสริมศักยภาพให้วิชาชีพอย่างเป็นรูปธรรม

จากห้องเรียนสู่โจทย์จริง: โมเดล AI ตรวจอาหารกลางวันเด็ก กทม.

ตัวอย่างความสำเร็จของการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาจริง คือผลงานของ ภูริวัจน์ อังกูรดิษฐพงศ์ ผู้ช่วยวิจัย คณะ ICT มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการ Season 5 ที่ได้พัฒนาโปรเจกต์วิจัยเกี่ยวกับการตรวจสอบรูปภาพอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา สังกัด กทม. โดยพัฒนาโมเดลเพื่อนำรูปภาพจานอาหารมาเทียบกับข้อมูลคำอธิบายตัวอักษรในระบบ เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น ปัจจุบันอยู่ในขั้นโมเดลต้นแบบที่มีการทดสอบเทียบความสามารถ และกำลังเขียนบทความวิจัยเพื่อเตรียมส่งตีพิมพ์ คุณภูริวัจน์ยังให้คำแนะนำแก่ผู้ที่สนใจเข้าร่วม Season 6 ว่าควรเตรียมทบทวนความรู้พื้นฐานในสายงานที่สนใจให้แน่น เช่น Computer Vision เพื่อให้สามารถต่อยอดทำความเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น

เปลี่ยนทักษะเป็นหน่วยกิต สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ยั่งยืน

เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย อธิบายว่า โครงการได้สร้างแนวคิด AI Competency Framework และ AI Credit Bank เพื่อให้ผู้เรียนสะสมทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ โดยมีการนำรายวิชาในสายคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมประมาณ 40 รายการ มาเทียบเคียงกับเนื้อหาของโครงการที่มีอยู่ 94 รายวิชา ทำให้สามารถเชื่อมโยงกับวิชาในมหาวิทยาลัยได้ เช่น หมวด Image ประมาณ 23 รายวิชา หมวด NLP ประมาณ 21 รายวิชา รวมถึงหมวด Data Machine Learning Networking และ Transformer นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏจัดทำร่างมาตรฐานสมรรถนะด้าน AI โดยเน้นวัดผลแบบ Activity-based มีการร่างเกณฑ์มาตรฐานไว้แล้วประมาณ 41 รายการเพื่อเตรียมส่งมอบให้สถาบันการศึกษานำไปเชื่อมโยงต่อไป

ลุยต่อ Season 6 ปั้นกำลังคนรับคลื่น Digital Workforce Transformation

จากรากฐานที่มั่นคงของ Season 5 โครงการจึงได้เดินหน้าสู่ Season 6 อย่างเป็นทางการ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า การเร่งพัฒนากำลังคนด้าน AI เป็นภารกิจหลักที่สำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-Driven Economy) โดยโครงการ Season 6 จะถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Digital Workforce Transformation” มุ่งผสานศักยภาพของผู้นำเข้ากับเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ผลักดันผู้เข้าร่วมเข้าสู่ตลาดแรงงานในตำแหน่งที่มีรายได้สูง และสร้างเครือข่ายนักพัฒนาเพื่อขยายระบบนิเวศด้าน AI ของไทยต่อไป

สำหรับทิศทางของ Season 6 ดร.เทพชัยเสริมว่า จะมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมให้แนบแน่นยิ่งขึ้น โดยใช้โจทย์ปัญหาจริง ท่ามกลางกระแสความสนใจจากผู้สมัครรุ่นใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านสถิติเบื้องต้นที่พบว่าเป็นกลุ่มคนวัยทำงานหรือผู้ว่างงานถึง 46% และกลุ่มนักศึกษา 40% โดยโครงสร้างหลักสูตรใหม่จะมีการเพิ่มรายวิชาที่ตอบรับกับการปรับตัวของภาคธุรกิจ เช่น จริยธรรม AI (AI Ethics) และ AI Digital Business ในช่วงพื้นฐาน ก่อนที่จะคัดเลือกผู้เข้าอบรมเหลือประมาณ 150 คน เพื่อเข้าสู่รอบการเข้าค่ายที่มีความเข้มข้นต่อไป

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer Season 6 สามารถสมัครได้ฟรีทุกเพศ ทุกวัย โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้าน AI สามารถดูรายละเอียด ตารางกิจกรรม และสมัครได้ที่เว็บไซต์ superai.aiat.or.th และ Facebook Page: Super AI Engineer Development Program

สำหรับองค์กรที่สนใจร่วมสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้าน AI ของประเทศไทย สามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนโครงการได้ที่ อ.สิริกร ประทุม ผู้อำนวยการสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย โทร. 09-9226-3664 หรือ 09-7186-1734 อีเมล superai@aiat.or.th

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar