ในอดีต สังคมมนุษย์ขับเคลื่อนภูมิปัญญาด้วยการถกเถียง (Debate) และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อค้นหาความจริงร่วมกัน แต่ในปัจจุบัน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า บริบทของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวเข้ามามีบทบาทในการ “คัดสรร” ไม่เพียงแค่ข้อมูล แต่รวมถึงความจริง ความเชื่อ และอารมณ์ความรู้สึกที่มนุษย์จะตอบสนอง โดยที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้เท่าทันสถานการณ์นี้น้อยมาก
ดร.สุวิทย์ ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้โลกดิจิทัลที่ดูเหมือนเชื่อมโยงถึงกัน เรากำลังเผชิญกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล 3 ประการ ได้แก่ ห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo Chambers), อัตลักษณ์แบบชนเผ่า (Tribal Identity) และความจริงที่แตกแยก (Multiple Realities)
จาก Echo Chambers สู่กับดักความสุดโต่ง
กลไกของอัลกอริทึมทำงานโดยการสร้าง “วงจร” (Circuit) แห่งข้อมูล เมื่อผู้ใช้ป้อนข้อมูลหรือแสดงความสนใจในสิ่งใด ระบบจะป้อนข้อมูลในทิศทางเดียวกันกลับมา (Reinforce) เพื่อย้ำเตือนว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นถูกต้อง กระบวนการนี้หล่อหลอมให้เกิด “Echo Chambers” ที่ขังผู้คนไว้ในความเชื่อของตนเอง และพัฒนาไปสู่การสร้าง “Tribal Identity” หรือความรู้สึกแบ่งแยกเป็น “พวกเรา” และ “พวกเขา” อย่างชัดเจน
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ สังคมไม่ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แต่เกิดภาวะ “Multiple Realities” หรือความจริงหลายชุด ต่างคนต่างอยู่ในวงล้อมความเชื่อของตนโดยไม่รู้ตัว เพราะ AI เป็นผู้จัดสรรให้ สภาวะนี้ก่อให้เกิด “ความสุดโต่ง” (Extremity) ทางความคิด ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิดที่มีกลุ่มคนไม่เชื่อเรื่องไวรัส สิ่งที่น่ากลัวคือภายใน วงจร เดียวกัน ความคิดจะวิ่งเข้าหากันเป็นจุดเดียว (Convergence) แต่เมื่อเทียบกับ วงจร อื่น จะเกิดความแตกแยกและแตกต่างอย่างสิ้นเชิง (Divergence) จนนำไปสู่การไม่รับฟังความเห็นต่าง และพร้อมที่จะปะทะ (Fragmentation) กับผู้ที่เห็นต่างทันที โดยปราศจากกติกาการอยู่ร่วมกันเหมือนในอดีต
วิกฤติในยุค Post-Truth และบทเรียนจากคดีทนายความสหรัฐฯ
ดร.สุวิทย์ เน้นย้ำว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Post-Truth Era” หรือยุคหลังความจริง สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ในยุคนี้ “ความจริง” ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญไม่ได้สูญหายไปไหน แต่สิ่งที่สูญหายไปคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) ผู้คนไม่สามารถมั่นใจได้อีกต่อไปว่าข้อมูลที่ได้รับมาจากไหน หรืออัลกอริทึมทำงานอย่างไร
กรณีศึกษาที่ ดร.สุวิทย์ ยกขึ้นมาสะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจนที่สุด คือเหตุการณ์ในสหรัฐอเมริกา ที่ทนายความใช้ AI ช่วยค้นหาข้อมูลกฎหมายเพื่อทำคดีฟ้องร้องสายการบิน แต่ปรากฏว่าข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลเท็จที่ AI สร้างขึ้นมาเอง (Hallucination) หรือ “มโน” เคสทางกฎหมายที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา จนนำไปสู่การถูกศาลลงโทษ เหตุการณ์นี้ตั้งคำถามสำคัญเรื่องความรับผิดชอบ ว่าหากข้อมูลผิดพลาด ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ระหว่างผู้ใช้หรือบริษัทผู้พัฒนา AI
นอกจากนี้ การค้นหาความจริงในปัจจุบันมี “ต้นทุนธุรกรรม” (Transaction Cost) ที่สูง ทำให้ผู้คนเลือกที่จะถอยกลับไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ซึ่งก็คือพื้นที่ที่ย้ำเตือนความเชื่อและอารมณ์ร่วมของตนเอง ทำให้ติดอยู่ในกับดักของ Echo Chamber ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ภัยคุกคามจาก “ความจริงสังเคราะห์” และปฏิบัติการ IO ในการเลือกตั้ง
ความเปราะบางของยุค Post-Truth เปิดช่องว่างให้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) แทรกซึมได้ง่ายขึ้น ทั้งในรูปแบบ “Misinformation” (ข้อมูลเท็จที่ส่งต่อโดยไม่ตั้งใจ) และ “Disinformation/Fake News” (ข้อมูลเท็จที่จงใจสร้างเพื่อทำลาย) แต่สิ่งที่ ดร.สุวิทย์ มองว่าน่ากลัวที่สุดคือ “Synthetic Reality” หรือความจริงสังเคราะห์ ที่ใช้เทคโนโลยีอย่าง Deepfake และการวิเคราะห์โปรไฟล์ทางจิตวิทยา (Psychological Profiling) เพื่อสร้างโลกจำลองที่แนบเนียนจนแยกไม่ออก เป้าหมายของปฏิบัติการนี้ไม่ใช่แค่การทำลายศัตรู แต่คือการทำลายความสามารถในการเชื่อของมนุษย์ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่สามารถเชื่อถืออะไรได้อีกต่อไป
ในบริบทของการเลือกตั้ง ดร.สุวิทย์ เตือนว่าการแข่งขันได้เปลี่ยนรูปแบบจากการนำเสนอนโยบายสาธารณะ ไปสู่การจัดการกับ “การรับรู้” (Perception) โดยใช้อัลกอริทึมในการเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Micro-targeting) เพื่อขยายผลความโกรธ (Amplify Anger) และความกลัว (Fear) ให้กับประชาชน สร้างความเกลียดชังและการแบ่งฝักฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
จาก “วงจรอุบาทว์” สแกมเมอร์คอร์รัปชันและรัฐที่ถูกยึดครองสู่ “สังคมคุณธรรมเทคโนโลยี”

สำหรับบริบทของประเทศไทย ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่อง AI Communication นั้นมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับปัญหาเชิงโครงสร้าง จนก่อให้เกิดสภาพที่เรียกว่า “วงจรอุบาทว์” ซึ่งกำลังกัดกินสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ วงจรดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยสามส่วนประกอบหลัก
เริ่มจากฝั่ง Demand Side คือกลุ่มสแกมเมอร์ที่ฉวยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงประชาชน ประสานเข้ากับฝั่ง Supply Side อันเกิดจากการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ และถูกหล่อเลี้ยงด้วย Supporter หรือกลุ่มทุนสีเทารวมถึงข้าราชการนอกรีตที่คอยหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง
ความน่ากลัวของวงจรอุบาทว์นี้คือการถูกปกป้องด้วยปฏิบัติการ IO จนทำให้รัฐตกอยู่ในภาวะ “Dysfunction” หรือความล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากโครงสร้างภายในของรัฐ (Inner State Structure) ได้ถูกยึดครองและกำกับทิศทางโดยกลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นอาวุธ
ทางออกสำคัญที่จะนำพาสังคมไทยออกจากวิกฤตินี้ตามทัศนะของ ดร.สุวิทย์ คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงประสิทธิภาพ (Performance) ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “ธรรมาภิบาล” (Governance) เป็นที่ตั้ง เราต้องไม่หยุดอยู่เพียงแค่การสร้าง “Smart Society” ที่เต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งสร้าง “Good Society” หรือสังคมที่ดีงามควบคู่กันไป ภายใต้แนวคิด “Tech Moral Society” หรือสังคมคุณธรรมเทคโนโลยี
เพื่อให้การกู้คืนความสมดุลสัมฤทธิ์ผล จำเป็นต้องมีการสร้าง “สถาปัตยกรรมการกำกับดูแล” (Governance Architecture) เพื่อเชื่อมต่อความจริง (Truth) ให้กลับไปสู่ความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ผ่านโมเดล 3 ประการ (3 Keys Model)
- องค์ประกอบแรกคือ Truth (ความจริง) ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองเนื้อหา (Content Protection) และสร้างความตระหนักรู้ในการสื่อสารบนฐานของความจริง
- องค์ประกอบที่สองคือ Transparency (ความโปร่งใส) ซึ่งเน้นการคุ้มครองระบบ (System Protection) โดยต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบอัลกอริทึมได้ รู้ที่มาที่ไปของข้อมูล วัตถุประสงค์ของการใช้งาน และสามารถระบุตัวผู้รับผิดชอบได้อย่างชัดเจน
- และองค์ประกอบสุดท้ายคือ Trust (ความไว้วางใจ) ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ (Human-centric Relation Protection) เพื่อให้เทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยให้มนุษย์สร้างความเข้าใจและทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น มิใช่เข้ามาเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคม
บทบาทใหม่ของสื่อและอนาคตมนุษยชาติ
ในช่วงท้าย ดร.สุวิทย์ ได้ฝากข้อคิดถึงบทบาทของสื่อมวลชนที่ต้องปรับเปลี่ยนจากผู้รายงานข่าวหรือท่อส่งข้อมูล (Pipe) มาเป็น “ตัวกรอง” (Filter) ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบไม่เพียงแค่ข้อเท็จจริง แต่ต้องตรวจสอบลึกลงไปถึง “แรงจูงใจ” (Motive) ของแหล่งข่าว สื่อหลักต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักที่ยึดถือหลักการ (Principle) ท่ามกลางกระแสโซเชียลมีเดียที่เชี่ยวกราก
“ท้ายที่สุด เราต้องไม่ปล่อยให้ AI เข้ามา ‘วิศวกรรมอารยธรรม’ (Engineering Civilization) หรือครอบงำระบบสังคมของเราอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ต้องร่วมกันสร้างกลไกการกำกับดูแลเพื่อให้ AI และมนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล มนุษย์ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางเทคโนโลยี เพื่อรักษาอารยธรรมและความเป็นมนุษย์ให้ดำรงอยู่ต่อไป” ดร.สุวิทย์ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ



