Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

โอกาสครั้งที่สอง พลิกวิกฤติหัวใจล้มเหลวสู่ชีวิตใหม่ด้วยการปลูกถ่ายหัวใจ

โอกาสครั้งที่สอง พลิกวิกฤติหัวใจล้มเหลวสู่ชีวิตใหม่ด้วยการปลูกถ่ายหัวใจ

เมื่อพูดถึงภาวะ “หัวใจล้มเหลว” หลายคนอาจคิดถึงจุดสิ้นสุดของชีวิต แต่ในความเป็นจริง หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและเข้าถึงการดูแลจากทีมแพทย์เฉพาะทาง ภาวะนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

จากวงเสวนาเจาะลึกเรื่องการดูแลผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวระยะวิกฤติ ทั้งการพยุงชีพด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและการปลูกถ่ายหัวใจ คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้สะท้อนภาพสถานการณ์และเบื้องหลังความท้าทายสำคัญว่า แม้เส้นทางสู่การปลูกถ่ายหัวใจจะเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและไม่ง่าย แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการดูแลรักษาในปัจจุบัน ก็ช่วยยกระดับผลลัพธ์และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วยได้มากขึ้น

โรคหัวใจและหลอดเลือด มหันตภัยใกล้ตัวที่คุกคามชีวิตคนไทยเร็วกว่าที่คิด

โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVDs) ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก โดยข้อมูลล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบันชี้วัดและประเมินสุขภาพ (IHME) ระบุว่าในปี 2566 มีผู้เสียชีวิตจาก CVDs พุ่งสูงถึง 19.2 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของการเสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ปี 2568 ระบุว่ามีผู้ป่วยสะสมโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 2.6 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขณะที่ในปี 2565 คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคนี้ราว 70,000 ราย หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 8 คน ที่น่ากังวลคือ ข้อมูลจาก Thai Heart Failure Registry ชี้ว่าผู้ป่วยไทยเผชิญภาวะนี้เร็วกว่าชาติตะวันตกเกือบ 10 ปี ด้วยอายุเฉลี่ยเพียง 59.2 ปี และมีอัตรากลับเข้ารักษาซ้ำด้วยภาวะเดิมภายใน 1 ปีสูงถึง 73%

วิกฤติคอขวดของระบบสาธารณสุขไทย เมื่อผู้ป่วยนับหมื่นเข้าไม่ถึงการรักษา

สถานการณ์ในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดสำคัญที่ว่า แม้จะมีผู้ป่วยเผชิญภาวะหัวใจล้มเหลวหลายหมื่นคนต่อปี และมีผู้ป่วยที่สมควรได้รับการปลูกถ่ายหัวใจเป็นจำนวนหลายร้อยคน แต่สถิติทั่วประเทศกลับพบว่ามีการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจเพียงประมาณ 30 รายต่อปีเท่านั้น

นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนหัวใจจากผู้บริจาคอวัยวะ เนื่องจากจำนวนผู้บริจาคอวัยวะจากผู้เสียชีวิตสมองตายในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี แต่อุปสรรคที่แท้จริงคือระบบคัดกรองและการส่งต่อผู้ป่วย ที่ผ่านมา ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวจำนวนมากมักสิ้นสุดการรักษาเพียงการรับยาและเสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลท้องถิ่น โดยไม่มีโอกาสส่งตัวเข้ามาคัดกรองที่ศูนย์โรคหัวใจระดับสูงเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้รอรับหัวใจ

นอกจากนี้ การจัดสรรอวัยวะยังมีเกณฑ์คัดเลือกที่เข้มงวดของสภากาชาดไทย โดยพิจารณาจากความรุนแรงของโรคและการจับคู่ทางวิทยาศาสตร์ (Matching) ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งกลุ่มเลือด ขนาดของหัวใจที่ต้องพอดีกับร่างกายผู้รับ เนื่องจากไม่สามารถนำหัวใจขนาดเล็กใส่ในร่างกายผู้รับขนาดใหญ่ได้ ตลอดจนระบบภูมิคุ้มกันที่ต้องไม่ต้านทานกัน ในกรณีที่ถึงคิวแล้วแต่จับคู่ไม่ผ่าน แพทย์ก็ไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง

สำหรับผู้รอรับการปลูกถ่ายหัวใจในไทยนั้น ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ผู้ป่วยอายุน้อยที่มีภาวะหัวใจโตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยทั้งหมด และกลุ่มที่สองคือผู้ป่วยสูงอายุที่กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายจากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3

สัญญาณเตือน เมื่อหัวใจเริ่มส่งสัญญาณล้า

พญ.ปิยฉัตร พิพัฒนพงศ์โสภณ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และการปลูกถ่ายหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวคือภาวะในช่วงท้าย ๆ ของโรคหัวใจ สำหรับในประเทศไทย สาเหตุหลักส่วนใหญ่ยังคงเกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งผู้ป่วยบางรายมักมารับการรักษาช้าเนื่องจากเจ็บหน้าอกแล้วคิดว่าตนเองไม่ได้เป็นอะไร แต่เมื่อมาตรวจกลับพบว่ากล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงจากการติดเชื้อหรือพันธุกรรมที่ผิดปกติ แคลเซียมเกาะลิ้นหัวใจ หรือภาวะลิ้นหัวใจรั่วและลิ้นหัวใจตีบเมื่ออายุมากขึ้น ขณะเดียวกัน โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไต หากควบคุมได้ไม่ดีก็ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงลงและนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้เช่นกัน

หนทางป้องกันและเฝ้าระวังที่ดีที่สุดคือการสังเกตตนเองและคนใกล้ชิด สัญญาณเตือนสำคัญเริ่มจากอาการขาบวมที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างจากการบวมทั่วไปจากการนั่งหรือเดินนาน ๆ ที่มักจะยุบตัวลงหลังตื่นนอน อาการบวมอาจลุกลามจากข้อเท้าขึ้นมาถึงหน้าแข้ง ร่วมกับอาการน้ำท่วมปอดที่ทำให้ผู้ป่วยเริ่มหายใจไม่อิ่ม รู้สึกอึดอัดจนต้องหนุนหมอนสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ 2-3 ใบ หรือรุนแรงถึงขั้นต้องนั่งหลับ หากปล่อยทิ้งไว้จนความดันโลหิตตกลงอย่างมาก ผู้ป่วยอาจหมดสติและเสียชีวิตได้

หากอาการเริ่มรุนแรงขึ้นจนร่างกายไม่ตอบสนองต่อยาในขั้นเบื้องต้น หรือแพทย์ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดประเมินแล้วว่าไม่สามารถปรับยารักษาให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ แพทย์จะพิจารณาส่งต่อผู้ป่วยมายังทีมดูแลภาวะหัวใจล้มเหลวระยะขั้นสูง เพื่อเตรียมการรักษาระดับสูงและการปลูกถ่ายหัวใจต่อไป

เทคโนโลยีช่วยชีวิต สะพานเชื่อมวิกฤติพยุงลมหายใจ

เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะช็อกจากหัวใจ (Cardiogenic Shock) หัวใจจะบีบตัวอ่อนแรงมากจนไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ไต ตับ และสมองได้เพียงพอ ส่งผลให้อวัยวะส่วนอื่นล้มเหลวตามไปด้วย

ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร มนต์ไตรเวศย์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า หากการรักษาด้วยยาทั่วไปไม่ได้ผลและไม่เพียงพอ ทีมแพทย์จะนำเทคโนโลยีเครื่องพยุงการทำงานของปอดและหัวใจเข้ามาช่วยเหลือผู้ป่วย อุปกรณ์สำคัญประกอบด้วยเครื่อง ECMO (เครื่องปอดและหัวใจเทียม) ที่ทำงานโดยการใส่สายเข้าไปในร่างกาย ดึงเลือดออกมารับออกซิเจนผ่านการกรอง แล้วฉีดกลับเข้าร่างกายเพื่อเพิ่มความดันและส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ

อย่างไรก็ดี หากหัวใจขยายตัวใหญ่มากหรือแทบหยุดเต้น เครื่อง ECMO เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากจะมีเลือดคั่งอยู่ในหัวใจจนอาจตกตะกอนเป็นลิ่มเลือดและเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา แพทย์จึงต้องใช้เครื่อง PVAD หรือ Impella ซึ่งเป็นปั๊มน้ำขนาดเล็กใส่ผ่านสายสวนเข้าสู่หัวใจห้องล่างซ้ายโดยไม่ต้องผ่าตัด เพื่อสูบฉีดเลือดไปยังเส้นเลือดแดงใหญ่  ช่วยลดภาระและความตึงเครียดในการทำงานของหัวใจ

ร.ต.อ.นพ.สกลวัชร เน้นว่า เทคโนโลยีการพยุงหัวใจเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” และเป็น “สะพานเชื่อม” นำผู้ป่วยไปสู่การปลูกถ่ายหัวใจเท่านั้น หัวใจสำคัญคือการประคับประคองเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับวาย ไตวาย หรือสมองเสียหายในระหว่างรอรับบริจาคหัวใจ เพราะหากร่างกายไม่พร้อม ผู้ป่วยก็จะไม่สามารถรับหัวใจดวงใหม่ได้

ภารกิจ 4 ชั่วโมง การปลูกถ่ายหัวใจที่ไม่มีคำว่า ‘ฟลุก’

ภารกิจ 4 ชั่วโมง การปลูกถ่ายหัวใจที่ไม่มีคำว่า ‘ฟลุก’

การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจนับเป็นตัวเลือกการรักษาสุดท้ายที่มีอัตราความสำเร็จสูงและช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ความท้าทายที่สุดคือทีมแพทย์ต้องทำกระบวนการผ่าตัดทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ชั่วโมง

นพ.พัชรเปรียบเทียบการปลูกถ่ายหัวใจว่าคือ “Ultimate Treatment” หรือการรักษาขั้นสูงสุด ความซับซ้อนไม่ได้อยู่ที่เทคนิคการเย็บเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การประสานงาน ซึ่งถือเป็น 50% ของความสำเร็จ ทีมแพทย์ต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เรียกว่า Ischemic Time หรือเวลาที่หัวใจขาดเลือดได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง

นาฬิกาจะเริ่มนับถอยหลังทันทีนับตั้งแต่หยุดเลือดที่เลี้ยงหัวใจของผู้บริจาค ไม่ว่าหัวใจดวงนั้นจะมาจากภาคไหนของประเทศ หากเวลาเกินกว่า 4-6 ชั่วโมง เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดพลังงานจะบวมและแตกสลาย ทำให้หัวใจไม่สามารถกลับมาเต้นได้ และส่งผลอันตรายถึงแก่ชีวิตของผู้รับ

“เทคนิคการผ่าตัดของศัลยแพทย์เป็นเพียง 1 ใน 3 ของความสำเร็จเท่านั้น แต่อีกเกือบครึ่งหนึ่งคือระบบประสานงานที่มีประสิทธิภาพ  เหมือนที่พูดกันว่า It Takes A Village To Do Heart Transplant หรือต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านเพื่อเปลี่ยนหัวใจคนไข้หนึ่งราย” นพ.พัชรกล่าว

กระบวนการนี้ต้องใช้ผู้มีส่วนร่วมถึง 45-50 คนที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่ทีมดูแลผู้บริจาค ทีมผู้ประสานงานจัดหาเส้นทางการเดินทาง วิสัญญีแพทย์ นักวิทยาการ Bioengineering ที่ดูแลเครื่องปอดและหัวใจเทียม พยาบาลห้องผ่าตัด พยาบาล CCU และทีมฟื้นฟูร่างกาย หากมีจุดใดจุดหนึ่งสะดุดและเกิดความล่าช้า อาจส่งผลเสียหายรุนแรงต่อหัวใจดวงใหม่ได้ทันที

สำหรับความพร้อมของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ มีประวัติการผ่าตัดหัวใจมายาวนานเกือบ 30 ปี โดยผู้ป่วยรายแรกได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเมื่อ 27 ปีก่อน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่และเข้ามาติดตามอาการอย่างต่อเนื่องกว่า 25 ปี

ภารกิจ 4 ชั่วโมง การปลูกถ่ายหัวใจที่ไม่มีคำว่า ‘ฟลุก’

และในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยที่ รพ.ฯ ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจให้ มีอัตราการรอดชีวิตใน 30 วันแรกหลังผ่าตัดเป็น 100% หรืออัตราการเสียชีวิตเป็นศูนย์ ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานโลกที่อยู่ประมาณ 85-90%

“ความสำเร็จนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่มีคำว่าฟลุก ในการรักษาที่ซับซ้อนขนาดนี้” นพ.พัชรกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อพ้นระยะ 30 วันไปแล้ว ความท้าทายต่อไปคือการดูแลเฝ้าระวังสองอาการสำคัญ ได้แก่ อาการปฏิเสธอวัยวะ (Rejection) จากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้รับต่อต้านหัวใจดวงใหม่ และภาวะติดเชื้อที่เกิดจากการกินยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

ก้าวสำคัญของการรักษาและการส่งต่อโอกาส

ความสำเร็จในการดูแลรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวระยะวิกฤติและการปลูกถ่ายหัวใจ ไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยหรือความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระบบการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพอย่างแม่นยำและรวดเร็ว

เหนือสิ่งอื่นใด โอกาสครั้งที่สองของผู้ป่วยเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากความเสียสละของผู้บริจาคอวัยวะและครอบครัว ที่ช่วยส่งมอบชีวิตใหม่ให้แก่ผู้อื่น โดยการบริจาคอวัยวะจากผู้เสียชีวิตที่มีภาวะสมองตายเพียงหนึ่งราย ไม่เพียงแต่เป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยปลูกถ่ายหัวใจเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อชีวิตและคืนความหวังให้แก่ผู้ป่วยวิกฤติรายอื่น ๆ ได้อีกจำนวนมาก

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

กัปตัน นพ.กรพรหม แสงอร่าม กับภารกิจเหนือผืนฟ้าของเครื่องบินพยาบาล AirAMB เมื่อทุกวินาทีคือความหวังของผู้ป่วย

‘อายุยืนไม่พอ สมองต้องแข็งแรง’ เคทีซี-รพ.กรุงเทพอินเตอร์ฯ ชูสังคมสูงวัย

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar