Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

จากอิฐแดงยุคน้ำท่วม สู่โรงงานอัจฉริยะกลางแดนใต้ เมื่อ SCG CBM ปักหมุด Q-CON สงขลา

จากอิฐแดงยุคน้ำท่วม สู่โรงงานอัจฉริยะกลางแดนใต้ เมื่อ SCG CBM ปักหมุด Q-CON สงขลา

ในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา มีโรงงานแห่งหนึ่งที่ใช้พนักงานควบคุมการผลิตเพียง 26 คน แต่ผลิตอิฐมวลเบาได้ปีละ 3.9 ล้านตารางเมตร ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เป็นผลจากการลงทุน 1,057 ล้านบาทของเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง หรือ SCG CBM ที่ปักหมุดโรงงาน Q-CON แห่งนี้ให้เป็นฐานผลิตอิฐมวลเบาอัจฉริยะแห่งแรกในอาเซียน และเป็นคำตอบต่อคำถามที่ธุรกิจวัสดุก่อสร้างไทยเผชิญมานานหลายทศวรรษ นั่นคือ ทำอย่างไรให้คนภาคใต้เข้าถึงวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูงในราคาที่ไม่ต้องแบกต้นทุนขนส่งข้ามภาค

อุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน

วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากพฤติกรรมลูกค้าที่หลากหลายขึ้น เทคโนโลยีที่เร่งการแข่งขัน และความท้าทายทางธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้นทุกปี ทำให้ SCG CBM ต้องวางกลยุทธ์ใหม่ 4 ด้าน คือ การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การบริหารพอร์ตสินค้าให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการขยายความยั่งยืนควบคู่การส่งออก

ตัวเลขที่สะท้อนความจำเป็นของการปรับตัวนี้คือสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ ซึ่งยังเผชิญแรงกดดันจากสินค้าคงค้างในระบบจำนวนมาก ประกอบกับสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ โดยกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท มียอดปฏิเสธสินเชื่อสูงถึงร้อยละ 50 ขณะเดียวกัน ตลาดที่ยังเติบโตต่อเนื่องกลับเป็นตลาดซ่อมแซมและปรับปรุงที่อยู่อาศัย ผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกปรับปรุงบ้านเดิมแทนการซื้อบ้านใหม่ และสัดส่วนสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นซึ่งสร้างความต้องการปรับปรุงบ้านเพื่อรองรับการดูแลสุขภาพในระยะยาว

การอ่านตลาดที่เปลี่ยนไปเช่นนี้เองที่นำ SCG CBM มาสู่จุดที่ต้องมองหาพื้นที่ที่มีศักยภาพเติบโต และภาคใต้คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุดข้อหนึ่ง

ภาคใต้ ตลาดที่รอการปลดล็อกมานานกว่า 30 ปี

ภาคใต้มียอดขายคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18-19 ของยอดขายทั้งประเทศของ SCG CBM นับเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากภาคนครหลวงเพียงภาคเดียว ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์และคอนกรีตผสมเสร็จ ไปจนถึงเครือข่ายร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายกว่า 180 สาขาทั่วพื้นที่

ณรงค์เวทย์ วจนพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON
ณรงค์เวทย์ วจนพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON

แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นซ่อนอยู่ในรายละเอียด ณรงค์เวทย์ วจนพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON อธิบายว่า ในภาพรวมทั้งประเทศ สัดส่วนการใช้อิฐมวลเบาต่ออิฐแดงอยู่ที่ประมาณ 50 ต่อ 50 แต่ในพื้นที่ภาคใต้ สัดส่วนการใช้อิฐแดงยังสูงถึงร้อยละ 80-90 ทั้งที่อิฐมวลเบาเข้าสู่ตลาดไทยมาแล้วกว่า 30 ปี

คำตอบของช่องว่างนี้ไม่ใช่เรื่องความนิยม แต่เป็นเรื่องระยะทาง ในอดีตโรงงานผลิตอิฐมวลเบาเกือบทั้งหมดตั้งอยู่ในภาคกลาง การขนส่งลงมายังภาคใต้จึงมีต้นทุนโลจิสติกส์สูง จนทำให้ผู้บริโภคในพื้นที่มองว่าอิฐมวลเบาเป็นสินค้าราคาแพงเกินความจำเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป การตั้งฐานผลิตในพื้นที่ภาคใต้จึงไม่ใช่แค่การขยายกำลังการผลิต แต่เป็นการแก้ปัญหาคอขวดของห่วงโซ่อุปทานที่สะสมมานานตั้งแต่วันแรกที่อิฐมวลเบาเข้าสู่ตลาดไทย

โรงงานอัจฉริยะกลางนิคมอุตสาหกรรมสงขลา

โรงงาน Q-CON สงขลา
โรงงาน Q-CON สงขลา

โรงงาน Q-CON สงขลา เริ่มเดินเครื่องการผลิตในไตรมาสแรกของปี 2569 ด้วยเงินลงทุน 1,057 ล้านบาท และกำลังการผลิต 3.9 ล้านตารางเมตรต่อปี รองรับตลาด 14 จังหวัดภาคใต้ พร้อมอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการส่งออกไปยังมาเลเซีย แต่สิ่งที่ทำให้โรงงานแห่งนี้ต่างจากฐานผลิตเดิมของ Q-CON ในอยุธยา สระบุรี และระยอง ไม่ใช่แค่ทำเลที่ตั้ง หากแต่เป็นเทคโนโลยีที่นำมาใช้ตลอดกระบวนการผลิต

จุดที่ทำให้โรงงานสงขลาได้ชื่อว่าเป็นฐานผลิตอิฐมวลเบาอัจฉริยะแห่งแรกในอาเซียน คือระบบ Dual Green Separator หรือระบบแยกบล็อกอิฐมวลเบาพร้อมกันทั้งสองด้านก่อนเข้ากระบวนการอบไอน้ำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีการติดตั้งที่ใดในเอเชียมาก่อน ในสายการผลิตแบบเดิม การแยกบล็อกทำได้ทีละฝั่ง ทำให้เกิดจุดที่กระบวนการติดขัดและใช้เวลานาน แต่เมื่อแยกพร้อมกันทั้งสองด้าน ไอน้ำจะเข้าถึงชิ้นงานได้ทั่วถึงทุกก้อน ความสม่ำเสมอของคุณภาพจึงสูงขึ้น และความเร็วของกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 1.5 เท่า

ควบคู่กันไปคือระบบ Fully Automation ที่ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบ การควบคุมการผลิต การตัดและอบไอน้ำ ไปจนถึงแขนกลจัดเรียงสินค้าลงพาเลท พนักงานปฏิบัติงานอยู่ในห้องควบคุมเท่านั้น ไม่ต้องเข้าไปในไลน์การผลิตที่มีความเสี่ยงจากความร้อนและแรงดันสูง ผลจากระบบนี้ทำให้ผลผลิตต่อพนักงานหนึ่งคนเพิ่มขึ้น 3 เท่า โรงงานสงขลาจึงใช้พนักงานในหน่วยงานผลิตเพียง 26 คน ขณะที่สายการผลิตขนาดใกล้เคียงกันในรูปแบบเดิมต้องใช้พนักงานถึง 90 คน

ด้านการใช้ทรัพยากร โรงงานพัฒนาระบบควบคุมไอน้ำอัตโนมัติที่สามารถถ่ายโอนความร้อนจากเตาอบเตาหนึ่งไปยังเตาถัดไปได้ ช่วยประหยัดการใช้ไอน้ำได้สูงถึงร้อยละ 30 ซึ่งใกล้เคียงกับเพดานทางทฤษฎีที่ร้อยละ 35 หากยืดเวลาการหมุนเวียนมากกว่านี้จะเริ่มกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต ส่วนน้ำที่เหลือและควบแน่นจากกระบวนการอบก็ถูกนำกลับมาหมุนเวียนใช้ทั้งหมดในขั้นตอนการผสมและปั่นทราย ทำให้โรงงานแห่งนี้ไม่มีน้ำเสียปล่อยออกนอกพื้นที่ เศษวัสดุจากการตัดขอบและของเสียจากกระบวนการผลิตก็ถูกนำกลับมาบดใช้เป็นวัตถุดิบใหม่ทั้งหมดเช่นกัน โครงสร้างของโรงงานยังออกแบบให้พร้อมรองรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และการใช้ก๊าซชีวภาพอัดในอนาคต เมื่อซัพพลายในพื้นที่พร้อมและราคาเหมาะสม

คุณณรงค์เวทย์ กล่าวว่า Q-CON เติบโตจากความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในงานก่อสร้าง และนำความเข้าใจนั้นมาผสานกับเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าและพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น

อิฐที่ออกแบบมาเพื่อคนใต้

ความชื้นจากไอทะเล ลมทะเล และดินเค็ม คือโจทย์ที่วัสดุก่อสร้างในภาคใต้ต้องเผชิญต่างจากภาคอื่น เพราะไอเค็มสามารถกัดกร่อนเหล็กโครงสร้างจนเกิดสนิม และทำให้คอนกรีตแตกร้าวได้เร็วกว่าปกติ SCG CBM จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะพื้นที่ขึ้นสองรายการ คือปูนซีเมนต์โครงสร้าง เอสซีจีคาร์บอนต่ำ สูตรปูนคนใต้ จากโรงงานปูนซีเมนต์ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และอิฐมวลเบา Q-CON อิฐคนใต้ จากโรงงานสงขลา ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้สูงสุดประมาณร้อยละ 30 จากโครงสร้างฟองอากาศขนาดเล็กที่กระจายตัวสม่ำเสมอ ลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร

ตัวเลขการประหยัดพลังงานนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน ณรงค์เวทย์เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อกว่าสิบปีก่อน ตอนที่กำลังสร้างบ้านของตัวเอง ผู้รับเหมาแนะนำให้ใช้อิฐมวลเบา แต่ด้วยความเชื่อเดิมที่ยังฝังอยู่ในวงการก่อสร้างขณะนั้น เขาเลือกใช้อิฐแดงเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ กระทั่งภายหลังเข้ามาทำงานที่ Q-CON และเห็นผลงานวิจัยร่วมกับสถาบันการศึกษา จึงพบว่าอิฐมวลเบาสามารถช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 20-30 จากโครงสร้างฟองอากาศขนาดเล็กที่ช่วยลดการถ่ายเทความร้อน หากบ้านหลังหนึ่งเสียค่าไฟเดือนละ 3,000 บาท จะประหยัดได้เดือนละ 600 บาท หรือปีละ 7,200 บาท และเมื่อคำนวณในระยะสิบปี จะประหยัดได้ถึง 72,000 บาท

อีกความเชื่อหนึ่งที่ Q-CON ต้องใช้เวลาแก้ไขนานพอกันคือภาพจำที่ว่า “อิฐมวลเบา ก่อเช้าร้าวบ่าย” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษแรกที่อิฐมวลเบาเข้าสู่ตลาดไทย เมื่อช่างก่อสร้างยังคุ้นชินกับวิธีก่อฉาบแบบอิฐแดงมากกว่า จึงนำเทคนิคเดิมมาใช้กับวัสดุใหม่ ผลคือผนังเกิดรอยร้าวจนสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้บริโภค บริษัทจึงพัฒนาปูนก่อและปูนฉาบสำหรับอิฐมวลเบาโดยเฉพาะ พร้อมทดสอบความแข็งแรงเพื่อพิสูจน์ว่าน้ำหนักเบาไม่ได้แปลว่าไม่แข็งแรง ซึ่งตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ผนังของ Q-CON ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าใช้งานได้จริงในระยะยาว

ประเด็นเรื่องน้ำท่วมก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่คนภาคใต้กังวลไม่ต่างจากทุกภูมิภาคที่เผชิญฤดูฝนหนัก แต่อิฐมวลเบาของ Q-CON ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมเหมือนอิฐแดง ด้วยโครงสร้างผลึกทางเคมีที่เกิดจากกระบวนการอบภายใต้แรงดัน 12 บาร์ ที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส ทำให้อิฐมวลเบาแห้งตัวเร็ว ดูดซับและระบายน้ำได้โดยไม่สูญเสียความแข็งแรงของโครงสร้าง

จากอิฐแดงยุคน้ำท่วม สู่ผู้นำตลาด 30 ปี

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2535-2536 ยุคที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว วัสดุผนังหลักในเวลานั้นคืออิฐมอญหรืออิฐแดง ซึ่งผลิตกันตามภูมิภาคอย่างอยุธยา อ่างทอง และปทุมธานี แต่ทุกปีในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ปัญหาน้ำหลากมักทำให้โรงเผาอิฐแดงหยุดการผลิต วัสดุขาดตลาด และการส่งมอบบ้านล่าช้าออกไปเป็นวงจรซ้ำซาก

ปัญหานี้เองที่ผลักดันให้เกิดการค้นหาเทคโนโลยีทางเลือกจากยุโรป จนพบเทคโนโลยีคอนกรีตมวลเบาที่ผลิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศ มีขนาดสม่ำเสมอ และทำงานง่ายกว่าอิฐแดง นำมาสู่การก่อตั้งบริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) ในปี 2537 ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตจากประเทศเยอรมนี

ตลอด 30 ปีต่อมา Q-CON ขยายฐานการผลิตจากอยุธยาไปยังสระบุรีและระยอง ก่อนจะมาถึงสงขลาในปีนี้ ปัจจุบันบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดอิฐมวลเบาเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย ด้วยสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของตลาดรวมที่มีความต้องการใช้งานปีละกว่า 30 ล้านตารางเมตร

หลักการที่มองไกลกว่ายอดขาย

ปัญญา คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายโรงงาน Q-CON
ปัญญา คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายโรงงาน Q-CON

ปัญญา คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายโรงงาน Q-CON กล่าวว่า การพัฒนาโรงงานสงขลาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานควบคู่ไปกับประสิทธิภาพการผลิต ระบบ Fully Automation ช่วยให้พนักงานไม่ต้องเข้าใกล้จุดที่มีความร้อนและแรงดันสูงโดยตรง ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงหลักของอุตสาหกรรมนี้มาโดยตลอด

ในระดับองค์กร Q-CON วางกลยุทธ์ 3E เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว เริ่มจาก Education Marketing ที่ส่งทีมเทคนิคัลเข้าไปให้ความรู้กับช่างก่อสร้างที่หน้างานโดยไม่จำกัดว่าจะใช้อิฐมวลเบาแบรนด์ใด เพราะโครงสร้างผนังเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นหลังฉาบทับแล้ว หากติดตั้งผิดวิธีตั้งแต่ต้น ปัญหาที่ตามมาอย่างบ้านร้อนหรือผนังร้าวจะแก้ไขได้ยากมากในภายหลัง ถัดมาคือ Effective Organization ที่มุ่งพัฒนาองค์กรให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงผ่านระบบอัตโนมัติและการบริหารต้นทุนอย่างสมเหตุสมผล และสุดท้ายคือ ESG Integration ที่ยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์

ในประเด็นการแข่งขันกับสินค้านำเข้า ณรงค์เวทย์กล่าวว่า บริษัทยอมรับการเปิดเสรีและการลงทุนจากต่างประเทศ แต่เรียกร้องให้ภาครัฐกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการทุกรายอยู่ภายใต้มาตรฐาน ใบอนุญาต และกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมเดียวกัน เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ Q-CON ยึดถือมาตลอด นั่นคือการน้อมนำมาตรฐาน มอก. 9999 ซึ่งเป็นมาตรฐานการบริหารจัดการองค์กรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ครอบคลุมความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี ภายใต้เงื่อนไขความรู้และคุณธรรม โดยผ่านการตรวจรับรองจากคณะกรรมการโดยไม่มีข้อคิดเห็นเชิงลบ และปัจจุบันอยู่ระหว่างขยายผลไปยังกลุ่มคู่ค้าให้เข้าร่วมโครงการรับรองคาร์บอนฟุตพรินต์ร่วมกัน

คุณวิโรจน์ กล่าวปิดท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่จะเติบโตได้ในระยะยาวต้องปรับตัวให้เร็ว สร้างความสามารถใหม่ และใช้เทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อน ตั้งแต่การทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไปจนถึงการส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

จากปัญหาน้ำท่วมที่เคยทำให้อิฐแดงขาดตลาดในอยุธยาเมื่อกว่า 30 ปีก่อน มาถึงวันที่อิฐมวลเบาต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่กลัวน้ำ และจากโรงงานแรกที่ใช้เทคโนโลยีนำเข้าจากเยอรมนี มาถึงโรงงานที่ติดตั้งเทคโนโลยีแยกบล็อกที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในเอเชีย เส้นทางของ Q-CON สะท้อนให้เห็นว่าการแก้โจทย์ของอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างไทยไม่เคยหยุดอยู่ที่จุดเดิม และคำถามที่ค้างคามานานอย่างการเข้าถึงวัสดุคุณภาพในราคาที่เป็นธรรมของคนภาคใต้ ก็กำลังจะได้คำตอบจากโรงงานแห่งนี้ในไม่ช้า

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

SCGD กำไรไตรมาส 2 โต สวนตลาดไทยชะลอ ปรับฐานผลิตอาเซียน-รุกสุขภัณฑ์อัจฉริยะ

ก.พ.ร. – สวทช. – DGA ผสานพลังนำ AI ยกระดับงานบริการภาครัฐ

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar