เมื่อ “ป่า” ไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวบนแผนที่ แต่คือสินทรัพย์ที่ประเมินมูลค่าได้ และอาจซื้อขายได้ในอนาคต — นี่คือเดิมพันใหม่ที่ไทยกำลังเริ่มเดินหน้า
EARTH JUMP 2026 ปีที่ 4 งานฟอรัมใหญ่แห่งปีด้านความยั่งยืน จัดโดยธนาคารกสิกรไทยร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ภายใต้ธีม A Bridge to Empowered Actions สนับสนุนให้ธุรกิจลงมือทำได้จริง แนะแนวทางให้ธุรกิจอยู่รอด ปรับตัว และเติบโตได้ในโลกใหม่ ทั้งนี้นักธุรกิจและ SME ไทยมาร่วมงานกว่า 3,600 คน โดยงานนี้มีเนื้อหาอัดแน่นเต็ม 2 วัน 2 เวที กับ 60 Speakers ชั้นนำ และในงานยังมี K-Climate Solutions ครบวงจร ตั้งแต่การเช็กความพร้อมธุรกิจด้วย ESG Readiness Check คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก KCLIMATE 1.5 การให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ K-Climate ESG Advisory และ Net Zero CEO หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง พร้อมเปิดตัว สินเชื่อ “SME ยิ่งกรีน ยิ่งได้”และ K-Climate Shield ไฮไลต์สำคัญของ EARTH JUMP 2026 คือ World Bank Group สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และมูลนิธิกสิกรไทยร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อพัฒนาการทำบัญชีทุนธรรมชาติ (Natural Capital Accounting: NCA) ในประเทศไทย โดยใช้จังหวัดน่านเป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อประเมินมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติ นำไปใช้ในการกำหนดนโยบาย การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และการตัดสินใจลงทุน
จังหวะที่ใช่ ในวันที่ประเทศกำลังวางแผนอนาคต
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สภาพัฒน์กำลังจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ World Bank Group มองว่าเป็นจังหวะเหมาะสมในการผลักดัน NCA ในประเทศไทย เพราะผลลัพธ์จากการทำบัญชีทุนธรรมชาติมีโอกาสถูกนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและการวางแผนพัฒนาประเทศในระยะยาว ขณะที่ World Bank จะสนับสนุนองค์ความรู้ และมาตรฐานสากลจากโครงการ Global Program on Sustainability (GPS) ส่วนมูลนิธิกสิกรไทยจะสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่นำร่องร่วมกับชุมชน
ทำไมต้อง “น่าน” จุดเริ่มต้นที่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
จังหวัดน่านถูกเลือกเป็นพื้นที่นำร่อง เพราะเป็นทั้งพื้นที่ต้นน้ำสำคัญของประเทศ และเป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง
พื้นที่ต้นน้ำในจังหวัดน่านเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำประมาณ 40% ที่ไหลเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันพื้นที่ป่าบางส่วนของจังหวัดก็เสื่อมโทรมลงจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจชุมชน และระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างชัดเจน

Melinda Good, Division Director for Thailand and Myanmar, World Bank กล่าวว่า การลงพื้นที่จังหวัดน่านทำให้เห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการเชื่อมโยงระหว่างทุนธรรมชาติ วิถีชีวิตของชุมชน และเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ โดยชุมชนในพื้นที่มีความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างป่า ต้นน้ำ และการดำรงชีวิตอยู่แล้ว
พิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ในนามมูลนิธิกสิกรไทย กล่าวว่า มูลนิธิกสิกรไทยทำงานในจังหวัดน่านมาหลายปี และมองว่าน่านเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมสำหรับการเป็นพื้นที่นำร่อง เพราะมีเครือข่ายชุมชน มีข้อมูลภาคสนาม และมีโครงการที่ดำเนินงานอยู่จริง
หนึ่งในโครงการสำคัญที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่คือ “หญ้ายา (YAYA)” ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวไปสู่การปลูกพืชสมุนไพรที่มีมูลค่าสูงขึ้น ควบคู่กับการฟื้นฟูพื้นที่ป่า เพื่อให้การสร้างรายได้และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติเกิดขึ้นพร้อมกัน
เมื่อธรรมชาติต้องมี “งบดุล” ของตัวเอง
คุณ Melinda กล่าวว่า ทุนธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นรากฐานของการเติบโต ความยืดหยุ่น ผลิตภาพ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ป่าไม้ ต้นน้ำ ระบบนิเวศ และภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ ล้วนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการสนับสนุนภาคเกษตร การท่องเที่ยว การจัดการน้ำ และการดำรงชีวิตของชุมชน แต่ที่ผ่านมา คุณค่าเหล่านี้ยังไม่ถูกสะท้อนอยู่ในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยต้องการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีจุดแข็ง เช่น ธุรกิจการเกษตร การแพทย์และสุขภาพ และการท่องเที่ยว การรักษาและประเมินมูลค่าฐานทรัพยากรธรรมชาติที่อุตสาหกรรมเหล่านี้พึ่งพาอยู่ จะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโตในระยะยาว
ส่วน ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า NCA เปรียบได้กับบัญชีทุนทางสิ่งแวดล้อมของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และทำให้การกำหนดนโยบายมีข้อมูลรองรับมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
ในมุมของสภาพัฒน์ NCA ไม่ได้เป็นเพียงฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การกำหนดนโยบายของประเทศมีข้อมูลรองรับมากขึ้น ทั้งการประเมินผลกระทบด้านบวกและด้านลบจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนช่วยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
คุณดนุชามองว่า หากประเทศไทยสามารถพัฒนาการทำบัญชีทุนธรรมชาติได้สำเร็จ จะช่วยให้การวางแผนพัฒนาประเทศมีความแม่นยำมากขึ้น เพราะสามารถมองเห็นต้นทุนและคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่เคยถูกมองข้าม และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การจัดการข้อมูล เนื่องจากฐานข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติของไทยยังมีลักษณะกระจัดกระจายและไม่มีมาตรฐานเดียวกัน การพัฒนา NCA จึงต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้กำหนดนโยบายได้จริง โดย NCA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการรับมือกับความท้าทายด้าน Climate Change และ Climate Adaptation ได้ในอนาคต
แปลงป่า น้ำ ดิน น่าน แซนด์บ็อกซ์ ก่อนขยายผลสู่ข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศ
การทำบัญชีทุนธรรมชาติจะอ้างอิงมาตรฐานสากลที่พัฒนาโดยหน่วยงานด้านสถิติของ United Nations (UN) โดยประเมินข้อมูลที่มีอยู่ ข้อมูลที่จำเป็นต้องสำรวจเพิ่มเติม และกำหนดขอบเขตของทรัพยากรที่จะจัดทำบัญชี ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน น้ำ ป่าไม้ หรือทรัพยากรธรรมชาติประเภทอื่น
ในพื้นที่นำร่องจังหวัดน่าน การจัดเก็บข้อมูลจะผสมผสานทั้งเทคโนโลยีและการทำงานภาคสนาม เช่น การใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจาก World Bank Group จะเข้ามาสนับสนุนวิธีการวัดและประเมินทรัพยากรด้านต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาคำนวณและแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อประเมินว่าทรัพยากรธรรมชาติมีส่วนสร้างมูลค่าให้ประเทศอย่างไร และหากต้องการรักษาทรัพยากรเหล่านั้นไว้ จะต้องใช้ต้นทุนหรือทรัพยากรเท่าใด ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับระบบบัญชีระดับประเทศ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจด้านการลงทุนในอนาคต
เป้าหมายสูงสุด: ทุนธรรมชาติสู่สินทรัพย์เศรษฐกิจรูปแบบใหม่
คุณพิพิธระบุว่า เป้าหมายระยะยาวของความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างฐานข้อมูล แต่คือการวางรากฐานให้ทุนธรรมชาติสามารถถูกประเมินมูลค่า และพัฒนาไปสู่สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ในอนาคต หากการทำบัญชีทุนธรรมชาติในพื้นที่นำร่องได้รับการพัฒนาจนมีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทรัพยากรธรรมชาติอาจถูกประเมินมูลค่าและนำไปพัฒนาเป็นกลไกทางเศรษฐกิจในลักษณะเดียวกับคาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ในปัจจุบัน
ในระยะยาวผู้ที่มีส่วนในการฟื้นฟูและดูแลทรัพยากรธรรมชาติอาจได้รับผลตอบแทนตามมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรเหล่านั้น ขณะที่ผู้ที่ทำให้ทุนธรรมชาติเสื่อมถอยอาจถูกลดมูลค่าหรือถูกหักส่วนลดออกไป ซึ่งจะช่วยเปิดทางให้เงินทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น
ความร่วมมือระหว่าง World Bank Group สภาพัฒน์ และ มูลนิธิกสิกรไทย จึงไม่ใช่เพียงการจัดทำฐานข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีเครื่องมือใหม่ในการประเมินมูลค่าทุนธรรมชาติ และเชื่อมข้อมูลดังกล่าวเข้าสู่การกำหนดนโยบาย การวางแผนพัฒนาประเทศ การตัดสินใจลงทุน และการพัฒนาเครื่องมือทางการเงินในอนาคต ผ่านมาตรฐานที่สามารถวัดผล เปรียบเทียบ และต่อยอดได้ในระดับสากล



