บนเส้นทางแห่งความท้าทายในการนำประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการจัดการก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ดร.การดี เลียวไพโรจน์ จาก FutureTales Lab ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญจากการศึกษาเครื่องมือคาดการณ์อนาคต (Future Foresight) ที่ชี้ให้เห็นว่าเงื่อนไขเวลาของธรรมชาติกำลังบีบคั้นเรามากขึ้นทุกขณะ โดยจากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงขึ้นถึงเกณฑ์อันตรายที่ 1.5 องศาเซลเซียสในปี 2041 แต่สถิติล่าสุดกลับบ่งชี้ว่าเส้นตายดังกล่าวอาจขยับใกล้เข้ามาเหลือเพียงปี 2029 เท่านั้น
สถานการณ์นี้ส่งผลให้ภาพฉากทัศน์อนาคตของไทยมีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในเกณฑ์ไม่เพียงพอขั้นวิกฤต (Critically Insufficient) ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงไปถึง 3-4 องศาเซลเซียส หากยังไม่มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม ดร.การดี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเผชิญหน้ากับความจริงข้อนี้ว่า “การมองภาพอนาคตไม่ใช่การพยากรณ์ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น แต่เป็นการสร้างความเข้าใจถึงผลกระทบจากการเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างกัน เพื่อให้เราตัดสินใจในปัจจุบันได้อย่างถูกต้อง”
จาก “นรกบนดิน” ถึงภาวะเศรษฐกิจติดหล่ม
ดร.การดี ได้แจกแจงฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ออกเป็น 4 รูปแบบ โดยเริ่มจากฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งเรียกว่า “นรกบนดิน” (Collapse Scenario) ในภาพนี้ ประชาชนต้องเผชิญกับการขาดแคลนทรัพยากรและวิกฤตภัยธรรมชาติที่รุนแรงจนนำไปสู่การย้ายถิ่นฐาน โดยมีการประเมินว่าพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นแหล่งสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเอกชนกว่า 66% ของประเทศ จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 16 ล้านล้านบาท
ขณะที่ฉากทัศน์ถัดมาคือภาวะ “ติดหล่ม” (Stuck Scenario) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน แม้จะมีความพยายามนำเทคโนโลยีมาใช้แต่ยังขาดการบูรณาการตลอดสายพานการผลิต นโยบายรัฐยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและแยกส่วน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ดร.การดี ได้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานะนี้ว่า “หากเรายังคงติดอยู่กับบริบทเดิมที่เน้นเพียงการซ่อมแซมปัญหาที่ปลายเหตุ โดยไม่บูรณาการนโยบายให้ครอบคลุมทั้งระบบ ประเทศไทยจะตกอยู่ในภาวะติดหล่มที่ยากจะก้าวข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปได้”
ความเท่าเทียมและนิยามใหม่ของความมั่งคั่ง
สำหรับการก้าวไปสู่ภาพอนาคตที่ดีขึ้น ฉากทัศน์ที่สามคือการเปลี่ยนผ่านอย่างเท่าเทียม (Just Transition) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความเสมอภาคในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ในฉากทัศน์นี้ ประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางอาหารอย่างแท้จริง มีการปรับเปลี่ยนไปสู่พลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่มากกว่า 51% ของโครงข่ายไฟฟ้า และสามารถสร้างงานสีเขียวที่รองรับเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
ส่วนฉากทัศน์สุดท้ายคือการเปลี่ยนผ่านเชิงความคิดขั้นสูงสุดที่มองว่ามนุษย์และโลกเป็นหนึ่งเดียวกัน (Transformation) โดยมีการเสนอแนวคิดที่ลึกซึ้งถึงขั้นรับรองให้ธรรมชาติมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย มีสิทธิเท่าเทียมกับมนุษย์ ดังที่ ดร.การดี ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในจุดนี้ว่า “เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่มองเห็นลมหายใจเดียวกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลที่แม่นยำมาบริหารจัดการระบบนิเวศ เพื่อสร้างความยั่งยืนที่วัดผลได้จริงมากกว่าเพียงตัวเลขรายได้”
กลไกทางกฎหมาย และตัวชี้วัดใหม่สู่ศตวรรษที่ 3
ในบทบาทของผู้นำเสนอแนวทางเชิงนโยบาย ดร.การดี เน้นย้ำว่าภาครัฐควรแสดงบทบาทเป็นลูกค้ารายแรกเพื่อส่งเสริมกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมเชิงลึกของไทยให้เติบโตและมีความน่าเชื่อถือในระดับสากล พร้อมทั้งเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดความเจริญของประเทศจากการมองเพียงตัวเลขรายได้ ไปสู่การใช้เศรษฐกิจสีเขียว (Green GDP) การวัดมูลค่าต้นทุนทางธรรมชาติ และความสุขมวลรวมของประชาชน
ดร.การดี ได้ฝากทิ้งท้ายถึงความรับผิดชอบร่วมกันว่า “วันนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องร่วมกันส่งเสียงให้ดังถึงเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็ง เพื่อให้ลูกหลานของเราและพวกเราในอนาคต ได้อยู่ในฉากทัศน์ที่พึงประสงค์ และสามารถก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 3 ของประเทศไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ”
นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันชุดกฎหมายสำคัญ เช่น พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกฎหมายอากาศสะอาด เพื่อให้เครื่องมือเหล่านี้พาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ออมสิน-NIA เปิดหลักสูตรออนไลน์ ปั้น SME ไทยโตด้วยนวัตกรรม
‘5 สตาร์ตอัปฟินเทคดาวรุ่ง’ จากงาน Money20/20 ชูนวัตกรรม AI และ Web3 พลิกโฉมการเงิน



![หลากหลายมุมของความจริง [Book Review]](https://www.thestorythailand.com/wp-content/uploads/2023/01/Book-Review-many-angles-of-truth-1.avif)

