ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการบรรลุสถานะเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ผ่านแผนปฏิบัติการเชิงรุกที่ครอบคลุมความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้นำภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมการผลิตที่แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและสินค้ามูลค่าสูง
การเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 ที่ผ่านมา ได้รวบรวมมุมมองจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างไปสู่การลงทุน การเพิ่มศักยภาพการผลิต และการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว พร้อมเสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการมีบทบาททางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ก่อนเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571
เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และเป้าหมายด้านเศรษฐกิจมหภาค
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของ Supply Chain โลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยได้กำหนดสถานะความเป็นกลาง เพื่อสะท้อนถึงเสถียรภาพและความปลอดภัยด้านการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการลงทุนที่มีเสถียรภาพและการพัฒนาที่เท่าทันสถานการณ์ โดยคาดว่าเม็ดเงินลงทุนที่ตั้งเป้าไว้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สถาบันระดับนานาชาติเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้บรรลุสถานะประเทศรายได้สูง
คาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ธนาคารโลก กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อประชากร จากค่าเฉลี่ยหลังสถานการณ์โควิดที่ 2.2% ให้เพิ่มเป็น 5.4% ต่อปี ในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า โดยต้องมีมาตรการเชิงปฏิบัติการที่ชัดเจน จัดสรรเงินทุนผ่าน 7 อุตสาหกรรมหลักที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการทางดิจิทัล ขณะเดียวกันต้องมีมาตรการป้องกันโครงสร้างสาธารณูปโภคที่สำคัญ เช่น พื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย
จากวงการเสวนาสู่การลงมือปฏิบัติจริง: Bangkok Business Summit White Paper
ข้อเสนอจากการเสวนาในเวที The Bangkok Business Summit 2026 จะถูกต่อยอดสู่การจัดทำสมุดปกขาว (Bangkok Business Summit White Paper) ร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง PwC เพื่อเปลี่ยนผ่านเป้าหมายทางเศรษฐกิจไปสู่การลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ได้กำหนดให้ช่วงเวลา 24 เดือน (ปี 2569–2571) เป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานทิศทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรไปยังภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง เพื่อลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสร้างกลไกที่สามารถติดตามวัดผลได้จริง
แผนงานนี้จะบรรลุเป้าหมายได้ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนใน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีโครงสร้างสาธารณูปโภค เทคโนโลยีดิจิทัล AI พลังงาน และการเงิน เป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก มีเป้าหมายรวมคือการเสริมสร้างการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจรวมถึง SMEs ไทยเข้ามามีส่วนร่วมใน Supply Chain ใหม่ที่จะเกิดขึ้น
การปฏิรูปอย่างครอบคลุมและการปรับโครงสร้างระบบการเงิน
เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ผู้นำภาคธุรกิจไทยเดินหน้าร่วมกันปรับโครงสร้างกลไกทางการเงินภายในประเทศและ Supply Chain เพื่อสนับสนุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต
ผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เผยว่า ปัจจุบันความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของไทยอยู่ในระดับ 5 จาก 10 จึงจำเป็นต้องเร่งปรับทิศทางสภาพคล่องทางการเงินจากระบบธนาคารพาณิชย์ในภาคเศรษฐกิจเดิม ไปสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต
นอกจากนี้ ผยงกล่าวเสริมถึงแนวคิด “Brotherhood” ที่ยึดโยงกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยขอความร่วมมือให้องค์กรขนาดใหญ่ร่วมยกระดับและพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้แก่ SMEs ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลตลอด ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) พร้อมเชื่อมโยงโอกาสทางการลงทุนจากตลาดโลกให้ผู้ประกอบการภายในประเทศเข้าร่วมในระบบเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ
การสร้างธรรมาภิบาลและความยืดหยุ่นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐานระดับโลก
การประชุม The Bangkok Business Summit 2026 ถือเป็นเวทีปูทางสู่การประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”
หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญคือการผลักดัน “Bangkok Blueprint” เพื่อรับมือกับอาชญากรรมทางไซเบอร์และกระแสเงินผิดกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกเรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นหัวใจหลักในการสร้าง GDP ของประเทศถึง 66% พร้อมเร่งขยายกำลังการผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาด เพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล
การยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และการนำเสนอวาระสำคัญในเวที IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 จะเป็นรากฐานในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่งประธานอาเซียนของประเทศไทยในปี 2571
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
น้ำท่วม 5 วันกระทบเศรษฐกิจ 1.23 หมื่นล้าน กรุงเทพฯ หนักสุด 57% จับตาลุ่มเจ้าพระยา
ศุภจี ชี้ไทยต้องปรับเกมเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาเดิมรับโลกเปลี่ยน



