Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘ความเชื่อใจ’ ในยุค AI: 3 นักเขียนบทซีรีส์ดังถอดสูตรทำให้คนดูเชื่อ โดยไม่ยัดเยียดคำตอบ

'ความเชื่อใจ' ในยุค AI: 3 นักเขียนบทซีรีส์ดังถอดสูตรทำให้คนดูเชื่อ โดยไม่ยัดเยียดคำตอบ

เครื่องมือที่ประมวลผลข้อมูลได้เร็วและแม่นยำ อาจเรียบเรียงประโยคให้ถูกไวยากรณ์ได้ทุกคำ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏในชุดข้อมูลใดคือความรู้สึกเจ็บปวดหรือความรู้สึกอกหักที่มนุษย์เคยผ่านมา คำถามนี้ถูกหยิบยกขึ้นในวงเสวนา “disTRUSTion” เสวนาถอดบทเรียนความสำเร็จในยุควิกฤติความเชื่อใจ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน into the new TRUST: Nitade Showcase 2026 โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อผู้เขียนบทและผู้ผลิตซีรีส์ไทยชื่อดัง 3 คน มาร่วมถอดรหัสว่า แท้จริงแล้ว “ความเชื่อใจ” ที่ทำให้คนดูยอมเชื่อในเรื่องแต่งตรงหน้าถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร และเหตุใดสิ่งนี้จึงยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไล่ตามไม่ทัน

เมื่อนักเขียนบท 3 คนนิยาม “ความเชื่อใจ” ไปคนละทาง แต่มาบรรจบกัน

คำถามแรกที่วงสนทนาต้องตอบคือ ความเชื่อใจในความหมายของคนเขียนบทคืออะไรกันแน่ แซม – จักริน เทพวงค์ (นิเทศ 42) อธิบายว่า ความเชื่อใจคือการสร้างโลกขึ้นมาใบหนึ่ง แล้วทำให้คนดูเชื่อในโลกนั้น ไม่ว่าคนดูแต่ละคนจะมีประสบการณ์หรือภูมิหลังที่ต่างกันเพียงใดก็ตาม

กุ๊ก – ธนีดา หาญทวีวัฒนา (นิเทศ 38) มองเรื่องเดียวกันนี้ในอีกมุมหนึ่ง เธอนิยามความเชื่อใจว่า คือการเชื่อในความเป็นมนุษย์ ทั้งของคนเขียนบท ตัวละคร และคนดู ซึ่งเป็นจุดที่เชื่อมโยงทั้งสามฝ่ายเข้าไว้ด้วยกัน ขณะที่ อาจารย์ดิว – อาจารย์ ดร.ธนพล เชาวน์วานิชย์ (นิเทศ 39) สรุปปิดท้ายว่า ความเชื่อใจคือการทำให้คนดูรู้สึกและเชื่อว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์หรือซีรีส์ ซึ่งเป็นเรื่องแต่งนั้น คือความจริงในโลกที่ถูกสร้างขึ้นมา

สามคำตอบที่ต่างมุมนี้ นำไปสู่คำถามถัดมาว่า แล้วความเชื่อใจในระดับนิยามเช่นนี้ ถูกนำมาใช้ในกระบวนการทำงานจริงอย่างไร

เชื่อใจทีมงาน เชื่อใจข้อมูล และท้ายที่สุดคือเชื่อใจคนดู

ดร.ธนพลเริ่มต้นว่า การเขียนบทไม่ใช่งานที่ทำคนเดียว แต่เป็นกระบวนการที่ต้องทำงานร่วมกับคนหลายฝ่าย ทั้งผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ ความเชื่อใจในทีมงานจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ขาดไม่ได้

คุณธนีดาเสริมในประเด็นของการค้นคว้าข้อมูลว่า งานเขียนบทต้องอาศัยความเชื่อใจในกระบวนการรีเสิร์ชเช่นกัน โดยต้องหาจุดสมดุลระหว่างความจริงที่ได้จากการค้นคว้า กับการแต่งเติมเรื่องราวให้มีความสนุกสนานในฐานะที่งานชิ้นนี้ยังเป็นงานฟิกชัน ไม่ใช่สารคดี

คุณจักรินให้น้ำหนักกับอีกขั้นตอนหนึ่ง นั่นคือการทำงานด้วยการตั้งคำถามกับความจริงที่ได้รับมา ไม่รับข้อมูลมาใช้ทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบ และท้ายที่สุดคือการเชื่อใจคนดู ด้วยการเลือกนำเสนอเรื่องราวหลายด้านให้เห็น แล้วปล่อยให้คนดูเป็นผู้คิดวิเคราะห์และตัดสินเอง โดยไม่ยัดเยียดบทสรุปให้

จากทนายปีศาจถึง Hormones: ความเชื่อใจที่ขยับตามยุคสมัย

หลักการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่ถูกนำไปทดสอบในผลงานจริงมาแล้ว คุณจักรินเล่าถึงซีรีส์ทนายปีศาจว่า ความสำเร็จของเรื่องเกิดจากการที่เนื้อหาเข้าไปท้าทายความเชื่อเดิมของคนดูเกี่ยวกับความถูกต้องและความยุติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะที่คนในยุคปัจจุบันเกิดคำถามและไม่แน่ใจว่าจะเชื่อสิ่งใดดี

คุณธนีดา ย้อนเล่าถึงสงครามส่งด่วนว่า เรื่องนี้ถ่ายทอดผ่านพลังของคนตัวเล็ก โดยให้ตัวละครทุกตัวเป็นตัวเอกในชีวิตของตัวเอง สะท้อนความจริงที่ว่าทุกการกระทำย่อมมีผลตามมาเสมอ และตั้งใจมอบความหวังผ่านเจตนาของการเล่าเรื่องนี้

ส่วน ดร.ธนพล พาย้อนไปไกลกว่านั้น ด้วยการเปรียบเทียบ Hormones วัยว้าวุ่น ระหว่างยุคที่ออกอากาศครั้งแรกกับยุคปัจจุบัน เขาระบุว่าในอดีต ประเด็นหลักของเรื่องคือการตั้งคำถามกับระบบของผู้ใหญ่ แต่หากต้องทำซีรีส์วัยรุ่นในยุคนี้ ประเด็นความเชื่อใจจะเปลี่ยนไปสู่การตั้งคำถามกับโลกโซเชียลและการเปรียบเทียบตัวตน ว่าสิ่งที่ปรากฏในโลกออนไลน์นั้นเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด

AI ช่วยได้แค่หาข้อมูล แต่เขียนแทนไม่ได้ เพราะไม่เคยอกหัก

เมื่อบทสนทนาวนกลับมาที่คำถามใหญ่ของงานเสวนาทั้งหมด นั่นคือบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในงานเขียนบทภาพยนตร์ ทั้งสามคนเห็นตรงกันในทิศทางเดียว AI เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยหาข้อมูลหรือช่วยระดมความคิดในยามที่คิดงานไม่ออก แต่ไม่อาจใช้เขียนบทแทนมนุษย์ได้จริง

คุณธนีดา และ ดร.ธนพล ระบุตรงกันว่า AI ไม่มีประสบการณ์ชีวิต ไม่เคยเจ็บปวดหรืออกหักมาก่อน จึงไม่อาจสร้างอารมณ์ ความรู้สึก และสัมผัสของความเป็นมนุษย์ ที่จะทำให้คนดูรู้สึกร่วมและเชื่อในตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง

เมื่อความเป็นส่วนตัวกลับยิ่งเข้าถึงคนวงกว้าง

หากถามว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนดู “เชื่อ” และรู้สึกร่วมไปกับผลงานได้จริง ดร.ธนพล ตอบว่า เรื่องเล่าต้องเริ่มต้นจากความรู้สึกที่แท้จริงของผู้เขียนก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อคนเขียนเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเล่า ความรู้สึกนั้นจึงจะเชื่อมโยงไปถึงคนดูได้

คุณธนีดา เสนอมุมมองที่ต่างออกไปเล็กน้อย เธอมองว่าความแตกต่างระหว่างมนุษย์ต่างหากที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเดินเรื่อง และการเข้าใจความแตกต่างนี้เองที่จะช่วยให้เล่าเรื่องได้อย่างครบถ้วน

คุณจักริน ปิดประเด็นนี้ด้วยแนวคิดที่เขายึดถือมาตลอด “ยิ่งเรื่องที่เล่ามีความเป็นส่วนตัวมากเท่าไร เรื่องนั้นกลับยิ่งเข้าถึงคนได้ในวงกว้างมากเท่านั้น” เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า The More Personal, The More Universal และย้ำว่าสิ่งนี้ได้ผลดีกว่าการพยายามแต่งเรื่องให้ดูเป็นที่นิยมตั้งแต่ต้น

หนึ่งปี สองปี สามปี ไอเดียที่ยังอยากเล่าคือไอเดียที่ไปต่อได้

งานเขียนบทซีรีส์ไม่ใช่งานที่เสร็จในคืนเดียว หลายเรื่องใช้เวลาพัฒนานานหลักปี คำถามคือแล้วอะไรที่ทำให้คนเขียนยังรักษาความเชื่อและแรงผลักดันไว้ได้ตลอดกระบวนการอันยาวนานนี้

คุณจักริน มองว่าไอเดียที่ดีจะอยู่กับผู้เขียนได้นาน แม้เวลาจะผ่านไปเป็นปี หากกลับมาดูแล้วยังรู้สึกอยากเล่าเรื่องนั้นอยู่ นั่นคือสัญญาณว่าไอเดียนั้นมีน้ำหนักพอที่จะเดินหน้าต่อ ดร.ธนพล เลือกใช้วิธีที่ต่างออกไป เขาอาศัยความสนใจในการค่อย ๆ ค้นหาและทำความเข้าใจว่าตัวละครที่สร้างขึ้นจะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างไรเมื่อเรื่องราวดำเนินไปทีละขั้น

แต่คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดในช่วงนี้มาจากธนีดา เธอยอมรับว่า บางครั้งแรงผลักดันในการเขียนบทไม่ได้มาจากอุดมการณ์ใด ๆ เลย แต่มาจากความรู้สึกส่วนตัวในเรื่องที่อยากเล่าอย่างจริงจัง หรือบางครั้งก็มาจากเรื่องปากท้องและค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตล้วน ๆ

เมื่อคนเขียนอินกับตัวละครจนแยกไม่ออก

ผลข้างเคียงหนึ่งที่มาพร้อมกับความเชื่อใจในระดับลึกคือ การที่ผู้เขียนอาจผูกพันกับตัวละครมากเกินไปจนแยกไม่ออกว่ากำลังเล่าเรื่องของใคร คุณธนีดาเล่าว่า ในอดีตเธอเคยอินกับตัวละครถึงขั้นฝันว่าตัวเองเป็นตัวละครนั้นจริง ๆ ขณะที่ ดร.ธนพล ก็เคยนำประสบการณ์ส่วนตัวไปใส่ในตัวละครจนแยกไม่ออกในช่วงแรกของการทำงาน

จักริน มองว่าทางออกของปัญหานี้อยู่ที่การทำงานเป็นทีม เพราะเมื่อมีทีมช่วยสะท้อนมุมมองกลับมา จะช่วยให้คนเขียนบทถอยออกมามองภาพรวมได้ และไม่จมอยู่กับตัวละครมากจนเกินไป

เส้นแบ่งระหว่างสื่อกับคนดูที่เลือนลางลงทุกปี

ย้อนกลับไปที่ซีรีส์ Hormones อีกครั้ง ธนีดา ตั้งข้อสังเกตว่าในยุคที่ซีรีส์เรื่องนี้ออกอากาศ คนดูยังมีความเชื่อใจในสื่อค่อนข้างมาก บางส่วนถึงกับเชื่อว่าเนื้อหาที่ปรากฏในซีรีส์คือเรื่องจริงทั้งหมดของวัยรุ่นในยุคนั้น

แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก เส้นแบ่งระหว่างสื่อกับคนดูเริ่มไม่ชัดเจนเหมือนก่อน คนดูมีความระมัดระวังและตั้งคำถามมากขึ้นว่าสิ่งที่เห็นเป็นชีวิตจริงหรือไม่ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้สร้างสื่ออาจต้องหาวิธีการหรือเทคนิคใหม่เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวให้คนดูยุคนี้ยอมเปิดใจและเชื่อถือ

นักเขียนบทในฐานะคนนอกที่ตั้งคำถาม ไม่ใช่ผู้ตัดสิน

ประเด็นสุดท้ายของวงเสวนาย้อนกลับไปที่ซีรีส์ทนายปีศาจอีกครั้ง ซึ่งต้องหยิบยกคดีที่ซับซ้อนหรือคดีส่วนน้อยในสังคมมาเล่า จักริน  อธิบายว่า คนเขียนบทไม่ได้มีหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีคำตอบสำเร็จรูปให้สังคม แต่ทำหน้าที่เสมือนคนนอกที่ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าเหตุใดระบบหรือผู้คนจึงตัดสินใจเช่นนั้น

“ความยุติธรรมในมุมมองของการเขียนบท อาจหมายถึงการพยายามทำความเข้าใจเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างแท้จริงว่าเหตุใดจึงกระทำสิ่งเหล่านั้น มากกว่าการด่วนตัดสินความผิด” จักริน กล่าวปิดท้าย

ท่ามกลางความเชื่อใจต่อสื่อที่ลดลงและบทบาทของ AI ที่เพิ่มขึ้นในกระบวนการผลิตเนื้อหา คำถามที่วงเสวนา disTRUSTion ทิ้งไว้คือ เมื่อเครื่องมือสามารถสร้างเนื้อหาที่ถูกต้องและสม่ำเสมอได้ไม่ต่างจากมนุษย์ สิ่งที่จะทำให้คนดูยังคงเลือกเชื่อเรื่องราวหนึ่ง ๆ อาจไม่ใช่ความแม่นยำของข้อมูล แต่คือความรู้สึกร่วมที่มนุษย์เท่านั้นถ่ายทอดให้กันได้

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

AI ปลอมข้อมูลได้ แต่ปลอม ‘ความเชื่อใจ’ ไม่ได้ จุฬาฯ ชูสมการ TRUST

เมื่อ AI ปฏิวัติครีเอทีฟ: มนุษย์จาก ‘ผู้ลงมือทำ’ สู่ ‘ผู้กำกับ’ ดันมาตรฐานงานยุคใหม่ให้สูงขึ้น

×

Share

ผู้เขียน

Sona Satta Avatar