TH | EN
TH | EN
spot_imgspot_imgspot_img
หน้าแรกBusinessเครื่องมือ MarTech สำหรับธุรกิจประกันภัย

เครื่องมือ MarTech สำหรับธุรกิจประกันภัย

ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจลูกค้าและตอบสนองความต้องการของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจ MarTech ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดให้มีประสิทธิภาพและความแม่นยำมากขึ้น

“MarTech” เกิดจากการผสานคำสองคำ Marketing : การทำความเข้าใจลูกค้าและการนำเสนอสิ่งที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า และ Technology : เทคโนโลยีที่เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เมื่อรวมกัน MarTech จึงเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง และสามารถส่งมอบสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้อย่างตรงจุด จนต่อมาเกิดยุคแห่งการประยุกต์ใช้ MarTech ในการตลาดมากขึ้น

จากการเป็นแค่ “ส่วนหนึ่ง” กลายเป็นส่วนเดียวกัน

สิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์ Managing Partner & Co-founder of Magnetolabs & Content shifu. อธิบายว่า วิวัฒนาการของการใช้เทคโนโลยีในงานการตลาด ในอดีตเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตลาดเพียงเล็กน้อย โดยมักจะใช้เป็นกิมมิกเพิ่มความสนุกสนานให้กับแคมเปญการตลาดเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป บทบาทของเทคโนโลยีในงานการตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทคโนโลยีเริ่มพัฒนาและมีความหลากหลายมากขึ้น เทคโนโลยีก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำการตลาด ธุรกิจเริ่มใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น การใช้ระบบการจัดการลูกค้า (CRM) เพื่อจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า หรือการใช้แพลตฟอร์มการตลาดอัตโนมัติเพื่อจัดการแคมเปญโฆษณา เป็นต้น

จนกระทั่งปัจจุบัน เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำการตลาด ธุรกิจไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากไม่มีการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม การทำการตลาดในยุคดิจิทัลต้องอาศัยทักษะการใช้งานเทคโนโลยีที่ดี เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค การสร้างแคมเปญที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และการใช้เครื่องมือการตลาดดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน องค์กรที่ไม่มีทักษะการใช้เทคโนโลยีในการทำการตลาดก็เปรียบเสมือนการไม่มีอาวุธไปออกรบ การมีเทคโนโลยีที่ดีช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร และสามารถนำเสนอสิ่งที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ MarTech ในประเทศไทย

1) รายได้ทั้งหมดขององค์กร (ต่อปี) มีงบประมาณ ดังนี้

  • 34% ขององค์กรมีรายได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี
  • 33% ขององค์กรมีรายได้ระหว่าง 10 – 100 ล้านบาทต่อปี
  • 20% ขององค์กรมีรายได้ระหว่าง 3 – 10 ล้านบาทต่อปี
  • 13% ขององค์กรมีรายได้น้อยกว่า 3 ล้านบาทต่อปี

ดังนั้น ค่าเฉลี่ยรายได้องค์กร (ต่อปี) อยู่ที่ : 145.04 ล้านบาท

2) งบประมาณการตลาดขององค์กร (ต่อปี)

  • 33% ขององค์กรมีงบการตลาดมากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี
  • 31% ขององค์กรมีงบการตลาดระหว่าง 1 – 10 ล้านบาทต่อปี
  • 23% ขององค์กรมีงบการตลาดระหว่าง 500,000 – 1 ล้านบาทต่อปี
  • 13% ขององค์กรมีงบการตลาดน้อยกว่า 500,000 บาทต่อปี

ดังนั้น ค่าเฉลี่ยงบการตลาดทั้งหมดขององค์กร : 12.21 ล้านบาท

3) ค่าใช้จ่ายในการซื้อ/ใช้เครื่องมือ MarTech ในรอบหนึ่งปี

  • 28% ขององค์กรมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 500,000 บาทต่อปี
  • 22% ขององค์กรมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 500,000 – 1 ล้านบาทต่อปี
  • 17% ขององค์กรมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 1 – 3 ล้านบาทต่อปี
  • 15% ขององค์กรมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี
  • 13% ขององค์กรมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 3 – 10 ล้านบาทต่อปี
  • 5% ขององค์กรมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 500,000 – 1 ล้านบาทต่อปี

ดังนั้น ค่าเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในการซื้อ/ใช้เครื่องมือ MarTech : 2.46 ล้านบาท

ผลสำรวจจาก Content Shifu สะท้อนให้เห็นถึงการจัดสรรงบประมาณและรายได้ขององค์กรในด้านการตลาดและการใช้เทคโนโลยี MarTech ที่มีความหลากหลาย องค์กรที่มีรายได้สูงมักจะลงทุนมากขึ้นในด้านการตลาดและ MarTech เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์ในการดำเนินงานมากขึ้น

ตัวอย่างเครื่องมือ MarTech ที่แนะนำสำหรับธุรกิจประกันภัย

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในอุตสาหกรรมประกันภัย (Insurance) สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน การบริการลูกค้า และการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดที่ตรงจุดมากขึ้น โดย สิทธินันท์ แนะนำเครื่องมือ MarTech ที่เหมาะสมกับการใช้งานของคนไทยและตลาดไทย มีดังนี้

1. ระบบการจัดการเนื้อหา หรือ CMS (Content Management System) : เป็นการรักษาและเผยแพร่ข้อมูลที่มีคุณค่าให้คงอยู่โดยเฉพาะด้านการประกันภัย ไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา การนำระบบ CMS มาใช้ในการสร้างคอนเทนต์ที่ไม่สูญหายไปตามกาลเวลา แต่จะคงอยู่เพื่อเป็นศูนย์กลางความรู้สำหรับลูกค้าและตัวแทนประกัน เนื่องจากการเผยแพร่องค์ความรู้บนเว็บไซต์จะช่วยให้ข้อมูลที่มีคุณค่าเหล่านี้คงอยู่และสามารถเข้าถึงได้อยู่เสมอ

เครื่องมือที่แนะนำ : WordPress, Ketshopweb, MakeWebEasy

2. Email Marketing : คือการใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Email) ในการส่งข้อมูลข่าวสาร โปรโมชั่น และเนื้อหาต่างๆ ไปยังลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี กระตุ้นการขาย รวมถึงการสื่อสารกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ การใช้ Email Marketing และ Marketing Automation กลายเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำการตลาด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประกันภัยที่ต้องการการสื่อสารที่ตรงจุดและต่อเนื่อง การส่งอีเมลแบบดั้งเดิมมีข้อจำกัดหลายอย่าง จำนวนการส่งต่อวันจำกัดอยู่ที่ 200-300 ครั้งและไม่สามารถติดตามได้ว่าอีเมลใดที่ถูกเปิดอ่าน ต่อมาถูกพัฒนาให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านี้ได้ และกลายมาเป็นการต่อยอดที่ทรงพลัง อย่าการทำ “Marketing Automation” โดยการใช้เทคโนโลยีในการติดตามพฤติกรรมของผู้บริโภคและการสื่อสารแบบอัตโนมัติ เช่น หลังจากลูกค้ากด Subscribe และให้ความยินยอม แบรนด์สามารถติดตามการเยี่ยมชมเว็บไซต์ของลูกค้า และหากลูกค้าเยี่ยมชมหน้าสินค้า A เกิน 3 ครั้ง ระบบสามารถตั้งค่าให้ส่งอีเมลโปรโมชั่นของสินค้านั้นไปให้ลูกค้าโดยอัตโนมัติ เป็นต้น

เครื่องมือที่แนะนำ : Mailchimp, MailerLite, Taximail

3. การทำ SEO (Search Engine Optimization) : เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญในการทำให้เว็บไซต์ของเราถูกค้นเจอโดยผู้บริโภคผ่านเครื่องมือค้นหาอย่าง Google การทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกคลิกและเข้าถึงเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น การทำ SEO เพื่อเพิ่มการเข้าถึงต้องเริ่มจากการรีเสิร์จคีย์เวิร์ด (Keyword Research) เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เราควรทราบว่าผู้บริโภคใช้คำค้นหาอะไรเพื่อค้นหาคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของเรา ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะค้นหาจากปัญหาหรือความต้องการ เช่น คำว่า “วิธีการไหว้แม่ย่านาง” ที่มักถูกค้นหาโดยผู้ที่เพิ่งซื้อรถและต้องการทำพิธีไหว้แม่ย่านาง ซึ่งสามารถนำมาสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับประกันภัยได้ จากนั้นเราสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ เช่น การสร้างบทความเกี่ยวกับวิธีการไหว้แม่ย่านาง และแนะนำสินค้าประกันภัยอย่างแนบเนียน การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ต้องการ แต่ยังสร้างโอกาสในการแนะนำสินค้าและบริการของเราได้อย่างไม่รู้สึกว่าถูกขายตรง

เครื่องมือที่แนะนำ : Google Suggest, Ahrefs, และ SEMrush

4. การติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลจากการสนทนาและความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย หรือ Social Listening : ช่วยให้ธุรกิจสามารถรับรู้ความคิดเห็นและความรู้สึกของลูกค้าเกี่ยวกับแบรนด์ สินค้า หรือบริการของตนได้ ประยุกต์ใช้ให้ธุรกิจสามารถตอบสนองต่อปัญหาและข้อร้องเรียนของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ปรับปรุงผลิตภัณฑ์และบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น สุดท้ายคือใช้ในการปรับแผนกลยุทธ์การตลาดที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

เครื่องมือที่แนะนำ : DOM, Zocial Eye, และ Mandala Analytics

เครื่องมือ MarTech ที่ตอบโจทย์เทรนด์ของตลาด

เทรนด์ Affiliate Marketing หรือ การตลาดแบบพันธมิตร เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ด้วยความที่ธุรกิจออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็วและการทำการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลมีความหลากหลายขึ้น โดย Affiliate Marketing สามารถเพิ่มยอดขาย, ขยายการเข้าถึงตลาด, ลดค่าใช้จ่ายทางการตลาด, สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์และแบรนด์, ประเมินและปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดอื่นๆ ได้ ตัวอย่างการทำ Affiliate Marketing เช่น บล็อกเกอร์ด้านความงามรีวิวผลิตภัณฑ์สกินแคร์จากเว็บไซต์ขายสินค้าชั้นนำ และใส่ลิงก์ Affiliate ในบทความ เมื่อมีผู้อ่านคลิกและซื้อผลิตภัณฑ์ บล็อกเกอร์จะได้รับส่วนแบ่งจากการขาย หรือ ช่อง YouTube ด้านการออกกำลังกายรีวิวอุปกรณ์ฟิตเนส และใส่ลิงก์ Affiliate ของอุปกรณ์นั้นในคำอธิบาย เมื่อผู้ชมคลิกและซื้อสินค้า ช่อง YouTube จะได้รับค่าตอบแทน เป็นต้น

ดังนั้นการเลือกใช้เครื่องมือที่สามารถทำงานเชื่อมต่อกัน เพื่อใช้ Data ให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรเลือกใช้ MarTech ที่มีความสามารถหลากหลายแง่มุม “Priceza” เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับการตลาดมีบริการเครื่องมือมากมาย ตัวอย่างเช่น

  • Priceza Shopping เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นการให้บริการเปรียบเทียบราคาสินค้าและการช้อปปิ้งออนไลน์ในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในการค้นหาสินค้าที่มีราคาที่ดีที่สุดและข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนการตัดสินใจซื้อ ด้วยการรวมข้อมูลจากร้านค้าออนไลน์หลายแห่ง
  • Priceza Money เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ประกันภัย และผลิตภัณฑ์การลงทุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยผู้บริโภคในการค้นหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตรงกับความต้องการและมีเงื่อนไขที่ดีที่สุด
  • Priceza Affiliate เป็นโปรแกรมพันธมิตรที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสร้างรายได้ผ่านการแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม Priceza โดยการนำเสนอสินค้าและบริการผ่านลิงก์พันธมิตรในเว็บไซต์ บล็อก หรือโซเชียลมีเดียของตนเอง เมื่อมีผู้เข้าชมคลิกที่ลิงก์และทำการซื้อสินค้าหรือบริการ ผู้เข้าร่วมโปรแกรมจะได้รับค่าคอมมิชชั่น

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

จากผงชูรส สู่การทำเกษตรอย่างยั่งยืน อายิโนะโมะโต๊ะเดินหน้าสร้างสังคม “กินดีมีสุข”

AI ที่ใช้งานได้จริง! วิเคราะห์เส้นทาง Typhoon ผ่าวิธีคิดแบบ SCBX สู่การก่อร่าง LLM ที่เป็นได้มากกว่านวัตกรรม

“General-Purpose Technology” มองอนาคต AI ผ่านเลนส์ KBTG

STAY CONNECTED

0แฟนคลับชอบ
440ผู้ติดตามติดตาม
spot_img

Lastest News

MUST READ