Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

2569 ปีแห่งความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย

2569 ปีแห่งความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย

หลายคนคงโล่งอกที่ผ่านปี 2568 มาได้แม้จะทุลักทุเลก็ตาม สภาพก็คงไม่ต่างจากเศรษฐกิจไทยที่ถูกแรงกระแทกรอบด้านคาดกันว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะโตราว 2.0% เท่านั้น จากปัจจัยหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงจึงไปกดดันการบริโภคประกอบกับความไม่แน่นอนจากต่างประเทศ ทำให้ไปฉุดการลงทุนและความเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ยังคงเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยจะหนักหนาสาหัส ส่อเค้าว่าจะหนักกว่าปีที่ผ่านมาจากสถานการณ์การเศรษฐกิจโลกผันผวน หลายสำนักคาดการณ์ว่าในปีนี้ GDP โลกประมาณ 3.0-3.3% ชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน ต้องเข้าใจว่าโลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิมหลังจากการกลับมารอบ 2 ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่เขย่าระบบการค้าโลกสั่นสะเทือน เข้าสู่โหมด “ไม่แน่นอน” อีกครั้งจากมาตรการภาษีตอบโต้แบบครอบคลุม

มาตรการภาษีของทรัมป์ กลายเป็น “ความเสี่ยง” ไทยโดนหางเลขถูกตั้งอัตราภาษีสูงถึง 36% ยิ่งน่าห่วงเมื่อรัฐบาลอนุทินยุบสภาฯ ทำให้การเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐที่ยังคาราคาซังต้องชะงัก รัฐบาลรักษาการไม่สามารถลงนามในข้อตกลงทางการค้าที่มีผลผูกพันทางกฎหมายได้ เพราะถือเป็นการสร้างภาระผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แนวโน้มสหรัฐฯคงจะชะลอการตัดสินใจออกไปก่อน รอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยจะได้คุยกับรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจเต็ม

ดังนั้น ดีลภาษีอาจต้องถูกดองไว้จนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ ก็ราว ๆ เดือนพฤษภาคม การเจรจายิ่งล่าช้าเท่าไหร่ ก็ยิ่งมี “ความเสี่ยง” สำหรับส่งออกไทยที่เป็นรายได้หลัก เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของไทย มูลค่าการส่งออกจากไทยไปสหรัฐอเมริกาเกือบ ๆ 2 ล้านล้านบาท

ความเสี่ยงจากกรณี “พรบ.โลกร้อน” ที่เพิ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีก่อนยุบสภาฯไม่กี่วัน การต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด จะส่งผลเสียไม่เฉพาะสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะสินค้าที่ส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปหรือ EU ที่เริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM ซึ่งเป็นมาตรการภาษีทางอ้อมที่สหภาพยุโรปใช้เป็นมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมของตน และบีบบังคับให้คู่ค้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569

หากประเทศต้นทางไม่มีระบบกฏหมายคาร์บอนที่ชัดเจน ไม่มีกลไกการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ สินค้าจะถูกประเมินความเสี่ยงสูงและต้องแบกภาระต้นทุนคาร์บอนจนเต็มเพดานที่กำหนด การที่พ.ร.บ.โลกร้อนล่าช้าทำให้ไทยขาดโอกาส ผลกระทบจะตกอยู่กับอุตสาหกรรมเหล็ก ปูนซีเมนต์ อลูมิเนียม ปุ๋ยและไฟฟ้าที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้นศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า CBAM จะส่งผลกระทบ 3.8% ของสินค้าส่งออกของไทยไป EU ในปี 2569 คิดเป็นมูลค่า 28,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ “ความเสี่ยงจากสินค้าจีนทะลักเข้าไทย” จะเป็นความเสี่ยงในปี 2569 ผลจากการลดการนำเข้าสินค้าจีนของสหรัฐมูลค่า 301.7 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า จากตลาดสหรัฐไปสู่ตลาดอื่น ๆ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 3 ในอาเซียนที่สินค้าจีนจะทะลักเข้ามาขาย รองจากเวียดนาม และมาเลเซีย โดยเข้ามาในประเทศไทยคิดเป็นสัดส่วน 2.4% ของสินค้าจีนที่ขายไปสหรัฐไม่ได้ คิดเป็นมูลค่า 69,781 – 88,298 ล้านบาท

 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องใช้สำหรับโทรคมนาคม และอุปกรณ์เครือข่ายรถยนต์ (สำเร็จรูป/ชิ้นส่วน) และคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เป็นต้น นอกจากผู้ประกอบการไทยต้องเดือดร้อนจากการทุ่มตลาดของสินค้าจากจีนที่ต้นทุนต่ำกว่าและยังจะทำให้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนตามมาอีกด้วย

ในขณะที่ “ความเสี่ยงด้านการคลัง” ก็น่าห่วง ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ฐานะการคลังของไทยอ่อนแอกว่าประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ซึ่งเป็นระดับน่าลงทุน หรือ Investment Grade (BBB+/Baa1) จากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และการคลังขาดดุลต่อเนื่อง ทั้งนี้ หาก Nominal GDP (มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศที่คำนณวนจากราคาปัจจุบันในปีนั้นจริง ๆ โดยยังไม่หักผลของเงินเฟ้อหรือเงินฝืด)โตเพียง 3% ต่อปี การขาดดุลอาจเกิน 4% ของ GDP และหนี้สาธารณะอาจแตะ 70% ภายในปี 2570 จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

ความเสี่ยงจาก “ภาวะเงินฝืด” คือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวมเพิ่มช้ากว่าปกติหรือบางช่วงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้บริโภคจะรู้สึกว่าของราคาไม่แพงแต่ในมุมเศรษฐกิจสะท้อนว่า “กำลังซื้ออ่อนแรง” เป็นเรื่องที่น่ากังวลเพราะคนระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ธุรกิจขายของยากและไม่กล้าลงทุน

สาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งในเรื่อง “หนี้ครัวเรือน” ที่เพิ่มสูงขึ้น รายได้ที่แท้จริงของคนส่วนใหญ่โตช้า โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ และ SME การส่งออก และภาคอุตสาหกรรมฟื้นไม่เต็มที่จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และสังคมไทยเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายระมัดระวังมากขึ้น และการแข่งขันด้านราคาสูง ทำให้ธุรกิจต้องลดราคาหรือจัดโปโมชั่นตลอด หากสถานการเงินฝืดรุนแรงขึ้นจะเป็นอันตรายกับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

ในปี 2569 “ภัยสแกมเมอร์” ยังจะเป็น “ความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจ” ชัดเจน ผลกระทบคือเงินรั่วไหลออกจากระบบ เงินของประชาชนถูกหลอกโอน สูญหายโดยไม่ก่อให้เกิดการบริโภคหรือการลงทุน ทำให้กำลังซื้อหดตัว โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำที่เปราะบางอยู่แล้วปีที่ผ่านมาความเสียหายราว 1.1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินและดิจิทัลลดลง ผู้คนระแวงการใช้แอปของธนาคาร หรือการค้าขายออนไลน์ ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลโตช้ากว่าศักยภาพทั้งที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญในอนาคต

สุดท้ายกระทบภาพลักษณ์ประเทศ หากไทยถูกมองว่าเป็นทางผ่านของเครือข่ายสแกมเมอร์ จะกระทบถึงการท่องเที่ยว การลงทุนและความร่วมมือระหว่างประเทศ หากรัฐบาลไม่จริงจังในการปราบปราม จะกลายเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปี 2569 ได้

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

รายได้ไม่พอรายจ่าย… ระเบิดเวลาลูกใหม่

รัฐบาลชั่วคราว ‘4+4 เดือน’ ต้องทำอะไร?

เศรษฐกิจไทย ในอุ้งมือ ‘ขบวนการสแกมเมอร์’

×

Share

ผู้เขียน

ทวี มีเงิน Avatar