Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

รถ EV จีน VS สันดาปญี่ปุ่น… เกมที่ไทยต้องเล่น

รถ EV จีน VS สันดาปญี่ปุ่น... เกมที่ไทยต้องเล่น

อุตสาหกรรมรถยนต์ที่อยู่คู่กับเศรษฐกิจไทยมากว่า 60 ปีจนได้ฉายาว่า ”ดีทรอยต์เอเซีย” กำลังถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ จากประเทศที่เคยสร้างชื่อด้วยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาปของค่ายรถญี่ปุ่นส่งออกขายไปทั่วโลก แต่วันนี้คลื่นลูกใหม่รถยนต์ EV ของจีนกำลังจะเข้ามายึดเป็นฐานผลิตแทน นั่นหมายความว่า จะต้องเปิดศึกกับ “ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น” ที่ยึดฐานที่มั่นอย่างเหนียวแน่นมาเกือบ 50 ปี

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ค่ายรถจีนจะชนะค่ายรถญี่ปุ่นหรือไม่” แต่คำถามใหญ่กว่าคือ การแข่งขันกันครั้งนี้จะสร้างอุตสาหกรรมไทยขึ้นมาใหม่ หรือจะทำให้ไทยเหลือแค่โรงงานประกอบรถของคนอื่น นี่คือโจทก์ที่ไทยต้องตอบให้ได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ เป็นผลพวงจากค่ายรถญี่ปุ่นใช้เวลาหลายสิบปีสร้างขึ้นมา ตั้งแต่โรงงานประกอบ เครื่องยนต์ เกียร์ ระบบการผลิต ผู้ผลิตชิ้นส่วน วิศวกร ช่างเทคนิค ไปจนถึงระบบส่งออกจนไทยกลายเป็นฐานผลิตรถยนต์สำคัญของโลก พูดง่าย ๆ ญี่ปุ่นไม่ได้แค่เอารถยนต์มาขายในเมืองไทย แต่เอาอุตสาหกรรมมาสร้างในเมืองไทย

วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป จีนเข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีรถ EV ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีข้อได้เปรียบ ทั้งแบตเตอรี่ อิเลคทรอนิกส์ การผลิตขนาดใหญ่และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงในประเทศจีน จึงสามารถทำรถ EV ราคาที่แข่งขันได้อย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของจีนก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก หากไม่มีจีนไทยอาจไม่มีแรงผลักดันให้เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมเครื่องยนต์ไปสู่ EV ได้เร็วเท่านี้ ข้อมูลของ BOI สะท้อนชัดเจนว่า ปัจจุบันไทยลงทุนในห่วงโซ่ EV ตั้งแต่รถยนต์ แบตเตอรี่ ไปจนถึงมอเตอร์ ระบบจัดการแบตเตอรี่ และ Power Control รวมถึงการลงทุนจากผู้ผลิตรถยนต์ของจีนหลายราย ที่เริ่มผลิตในเมืองไทยเกิดการจ้างงานแล้ว 16,000 ตำแหน่ง

ผู้ผลิตจีนโชคดีตรงที่เข้ามาในช่วงรัฐบาลเร่งส่งเสริม EV ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยประเคนแรงจูงใจมากมายทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นต้องออกมาโวยเพราะรู้สึกว่า “กติกาไม่เหมือนเดิม”เป็นเกมที่ไม่แฟร์ ทั้งที่ลงทุนในไทยมานานหลายสิบปี แบกรับต้นทุนสร้างโรงงาน และสร้าง Supplier ไทยขึ้นมา แต่นั่นก็ไม่ใช่ความผิดของจีน และไม่ใช่เรื่องที่ญี่ปุ่นควรได้รับการปกป้องตลอดไป

แต่ไทยก็ไม่ควรลอยแพผู้ผลิตรายเก่าอย่างญี่ปุ่น จนรู้สึกว่าไม่แฟร์ อย่างน้อย ๆ คุณูปการของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปต้องใช้เครื่องยนต์ เกียร์ ระบบไอสีย ถังน้ำมัน และชิ้นส่วน กลไกจำนวนมาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ Supplier ไทยสร้างความเชี่ยวชาญมานาน ขณะที่ EV ได้เปลี่ยนโครงสร้างไปสู่แบตเตอรี่ มอเตอร์ Power Electronic ระบบควบคุมและซอฟแวร์เพิ่งเข้ามาแทบยังไม่ได้สร้าง Suppler ของไทยเลย

คำถามสำคัญ เมื่อประเทศเปลี่ยนกติกาเพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ควรดูแลผู้สร้างอุตสาหกรรมเดิมอย่างไร ขณะเดียวกันจีนก็มีสิทธิ์แข่งขัน เพราะจีนไม่ได้เข้ามาฟรี ๆ หากแต่เข้ามาลงทุนสร้างโรงงาน รับความเสี่ยงทางธุรกิจเช่นเดียวกัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วง ทุกวันนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยกำลังถูกบีบจากสองด้าน ด้านหนึ่งคือ ตลาดรถยนต์สันดาปค่อย ๆ ลดลง อีกด้านหนึ่ง Supply Chain ของ EV กำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ บริษัทแม่จากต่างประเทศอาจนำ Supplier ของตัวเองเข้ามาด้วย ล่าสุดธนาคารโลกประเมินว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจำนวนมากมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและสามารถปรับตัวเข้าสู่ Supply Chain ใหม่ได้  แต่กลุ่ม Tier 2และTier3 จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน เพราะชิ้นส่วนบางประเภทของระบบ EV เช่น ระบบไฟฟ้า แรงดันสูงและอุปกรณ์ชาร์จ ยังผลิตในประเทศไม่มาก

นี่คือรอยต่อที่อันตราย ธุรกิจเก่ากำลังหายไป ธุรกิจใหม่ยังเข้าไม่ถึงและถ้าปล่อยให้ช่วงเวลานี้ผ่านไป ผู้ผลิตไทยอาจเสียโอกาสครั้งใหญ่ ซึ่งก็ทราบมาว่ารัฐบาลเองก็ไม่นิ่งนอนใจ เริ่มขยับนโยบายจากส่งเสริมเพียงให้รถ EV ผลิตในไทย ไปสู่การสร้าง Local Content มากขึ้น โดย BOI กำหนดเงื่อนไขให้โครงการ EV บางประเภทต้องมีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และกำลังพยามเชื่อมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้ากับผู้ผลิต EV รายใหม่

นับเป็นแนวทางที่ถูกต้อง รัฐบาลต้องตั้งเป้าหมายประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียง “ผู้ผลิตรถให้มากที่สุด” แต่ควรเป็น “ผลิตมูลค่าเพิ่มให้มากที่สุด” เวลาบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน หลายหมื่นล้านบาทเราไม่ควรดูแค่ตัวเลขเงินลงทุน แต่ต้องถามต่อว่า แบตเตอรี่ และมอเตอร์ผลิตที่ไหน ชิ้นส่วนไทยได้งานเท่าไหร่ คนไทยเรียนรู้เทคโนโลยีอะไรบ้าง R&D อยู่ที่ไหน บริษัทไทยได้เข้าไปเป็น Supplier กี่ราย แต่ถ้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์อื่น ๆผลิตจากต่างประเทศ งานวิจัยและพัฒนาหลักอยู่ต่างประเทศ ส่วนไทยทำหน้าที่แค่ประกอบรถยนต์และส่งออก ตัวเลขการผลิตรถเพิ่มขึ้น แต่ความสามารถทางอุตสาหกรรมของไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ตรงนี้ต้องระวังมากที่สุด

จะว่าไปแล้ว ทั้งญี่ปุ่นและจีนต่างก็มีจุดแข็ง ค่ายรถญี่ปุ่นได้เปรียบจีนตรงที่มี ฐานการผลิตที่อยู่ไทยมานาน ความรู้ด้านการผลิต คุณภาพ ระบบ Supplier และความเชี่ยวชาญด้าน Hybrid ซึ่งยังมีความสำคัญช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วนจีนก็มีสิ่งที่ญี่ปุ่นไม่มี นั่นคือ ความแข็งแรงของ Supply Chain EV แบตเตอรี่ ต้นทุนการผลิต  ความเร็วในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

ไทยต้องแปรการแข่งขันทั้งสองค่ายให้เป็นประโยชน์ ต้องผลักดันให้ญี่ปุ่นเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับโรงงานในไทย ถ้าไม่ต้องการเสียตลาดให้จีนและ ต้องให้จีนเพิ่มการใช้ Supplier ในไทยเพราะต้องการสร้างฐานการผลิตที่แข่งได้ในระยะยาววันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนจากยุคที่เครื่องยนต์เป็นหัวใจ ไปสู่ยุคที่แบตเตอรี่ ซอฟแวร์อิเลคทรอนิกส์ และข้อมูลกลายเป็นหัวใจใหม่ ถ้าไทยยังยึดติดญี่ปุ่นอย่างเดียวก็จะตกขบวน แต่ถ้าต้อนรับจีน สนใจเพียงจำนวนโรงงานเข้ามาตั้ง ก็อาจจะกลายเป็นแค่ฐานการผลิตของต่างชาติ

ทางเลือกที่ดีที่สุดต้องเป็นกลางใช้ประโยชน์จากทั้งคู่ คือรักษาความแข็งแรงของฐานการผลิตญี่ปุ่น แต่ก็พร้อมใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยีEVจากจีน สร้าง Supply Chain EV ของไทยขึ้นมา ไทยไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายญี่ปุ่นหรือฝ่ายจีน การมาของจีนต้องไม่ใช่ภัยต่ออุตสาหกรรมญี่ปุ่น และการอยู่ของญี่ปุ่นก็ไม่ใช่อุปสรรคต่อ EV จีน ทั้งสองค่ายควรจะเป็น เครื่องยนต์สองตัวที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคต

นี่คือ ต่างหากคือเกมที่ประเทศไทยควรเล่น

บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน

ดาต้าเซ็นเตอร์ 8 แสนล้าน… คนไทยได้อะไร

จุดเสี่ยงที่ซ่อนในงบประมาณปี 70

ทำไม 5 ล้านคนต้องแบกประเทศ

×

Share

ผู้เขียน

ทวี มีเงิน Avatar