กองทุนประกันสังคมกลายเป็นประเด็นในการหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างมิอาจปฏิเสธได้ พรรคประชาชนเป็นพรรคแรกๆที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลของกองทุนนี้ ดูจะได้รับการตอบรับเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวบ้านพอสมควร ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ภูมิใจไทยกลัวตกขบวนรีบออกมาเสนอแนวทางปฏิรูปกันยกใหญ่
ย้อนเส้นทางกองทุนประกันสังคมไทยจัดตั้งขึ้นและมีผลบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2533 เริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบจากนายจ้างและลูกจ้างอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พ.ศ. 2534 เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่แรงงาน ตลอดเวลากว่า30ปีที่มีกองทุนประกันสังคมเริ่มจากมีเม็ดเงินระดับพันล้านมาเป็นหลักหมื่นล้านทุกวันนี้ขยับมาเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศมีเม็ดเงินมากถึง 2.8 ล้านล้านบาท มีผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคน
น่าสนใจทำไมนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้กองทุนนี้มีเรื่องอื้อฉาวตลอด มีปัญหาในเรื่องความไม่โปร่งใส การเมืองแทรกแซงหาผลประโยชน์ การจัดซื้อจัดจ้างไม่ชอบมาพากล สมัยก่อนเคยมีเรื่องอื้อฉาว กรณีการจัดซื้อระบบคอมพิวเตอร์ 2.8 พันล้านบาท ซื้อตึกสำนักข่าวแห่งหนึ่งที่ล้มละลายในปี 40 อย่างมีเงื่อนงำ กรณีเดินทางดูงานต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนไม่เหมาะสม เคยมีการเสนอให้ปฏิรูปหลายครั้ง แต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเพราะกองทุนประกันสังคมคือ ขุมทรัพย์ของนักการเมือง กรรมการ ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงแรงงานที่แย่งเก้าอี้เลขาธิการเพื่อหาประโยชน์ เป็นขุมทรัพย์ที่ใครแตะไม่ได้
ในช่วงปลายปี 2568 จนถึงวันนี้เรื่องราวเหล่านี้ถูกขุดคุ้ยจนกลายเป็นกระแสอีกครั้ง ข้อมูลการใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไม่เป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนที่เป็นเจ้าของเงิน แต่กลายเป็นถูกนักการเมือง ข้าราชการและกรรมการบางคนนำไปถลุง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปดูงานต่างประเทศต้องนั่งชั้น First Class มูลค่าหลายล้านบาท งบประมาณประชาสัมพันธ์ที่ใช้ต่อเนื่องปีละหลายสิบล้านบาท หรือการพัฒนาแอปพลิเคชั่น SSO+ที่ใช้งบกว่า270ล้านบาททั้งที่ “เว็บแอป” ดังกล่าวใช้วงเงินไปแล้วกว่า 848 ล้านบาทในการจัดซื้อจัดจ้างมา มีข้อมูลว่าอดีตกรรมการบริษัทนี้ปัจจุบันเป็นกรรมการกองทุนประกันสังคม ซึ่งเจ้าตัวออกมาบอกว่าลาออกจากกรรมการบริษัทตั้งแต่ปี 53 จึงไม่เกี่ยวกัน มิหนำซ้ำมีการเปิดเผยว่าเงินจากองทุนประกันสังคมถูกใช้เป็นค่าใช้จ่ายตัดสูทให้เจ้าหน้าที่7พันคนอีก 35ล้านบาท และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกทำมาหลายครั้งแล้ว
แม้ข้าราชการสำนักงานประกันสังคมจะชี้แจงว่าการใช้เงินเป็นไปตามกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติก็ตาม แต่คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้กำหนดว่าการใช้จ่ายเหล่านี้มีความจำเป็นและคุ้มค่าแค่ไหน ขณะเดียวกันเจ้าของเงินอย่างผู้ประกันตนไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบแม้แต่น้อย
อย่างกรณี การนำเงินไปลงทุนในหุ้นบางตัวโดยกรรมการไม่มีความเชี่ยวชาญในที่สุดก็ขาดทุนเละเทะ เช่น หุ้นSTARK ทุกวันนี้กองทุนประกันสังคมแบกรับความเสี่ยงจากการตกแต่งบัญชีและการล่มสลายของบริษัทเอกชนรายนั้น จนมูลค่าแทบไม่เหลือ หรือหุ้นพลังงานบางตัวมูลค่า 800 ล้านเหลือแค่ 14 ล้านบาทเรียกว่าหายเกือบหมดเกลี้ยง
ดร.ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านการลงทุนได้เขียนเฟส. อรรถาธิบายว่า สำนักงานประกันสังคมถือหุ้น STARK เท่าไหร่ คำตอบคือ 14.4 ล้านหุ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับที่ 39 ตอนที่ราคาหุ้นเคยขึ้นไปสูงสุดแถว5บาท มีมูลค่าประมาณ 70ล้านบาท วันสุดท้ายก่อนเพิกถอนลงมาที่ 2 สตางค์ ก็เหลือแค่ 2.8 แสนบาทเท่านั้น ตอนนี้บริษัทก็ล้มละลายไปแล้ว
กรณีการซื้ออาคารสำนักงาน SKYY9 ด้วยมูลค่ารวมกว่า 7พันล้านบาทเป็นกรณีศึกษาคลาสสิคในการตัดสินนโยบายที่ผสานเศรษฐกิจกับการเมือง ฝ่ายบริหารชี้แจงว่าเป็นการลงทุนเพื่อผลตอบแทนระยะยาวและดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่ได้รับอนุมัติแล้ว แต่คำถามของสังคมคือทำไมส่วนต่างราคาซื้อกับราคาประเมินในตลาดที่ต่างกันอย่างมากยังมีอีกมากมายนับไม่ถ้วน เช่น กรณีโรงอาหารกระทรวงแรงงาน 12 ล้านบาท ปฏิทินล่องหน 70 ล้านบาท หอพักTU Dom มูลค่า 800ล้านบาทตอนนี้มูลค่าเหลือไม่ถึง100ล้านบาท
มีเรื่องเล่าว่า หลายปีก่อนกองทุนประกันสังคมมีนโยบายยกเครื่องระบบไอที. ปรากฏว่ามีรายใหม่เข้าไปเสนองานแต่ต้องเด้งกลับเพราะผู้ใหญ่ในกระทรวงกำหนดว่าต้องให้รายเก่าเข้ามาเอี่ยวในโปรต์เจกต์นี้ด้วยไม่เช่นนั้นไม่ให้เข้าประมูล พอเข้าไปดูไส้ในลึกๆพบว่ารายเก่ายังแอบวางยาไว้ในระบบเพื่อกีดกันรายใหม่ๆไม่ให้เข้ามาทำต่อได้ง่ายๆหากใครได้ไปต้องหันใช้บริการเจ้าเก่าเหมือนเดิม ในที่สุดก็ต้องถอยออกมายอมทิ้งโครงการหลายร้อยล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ครั้งหนึ่งมีรัฐมนตรีแรงงานที่เป็นความหวังเพราะมีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องการเงิน การลงทุน แต่ในการทำงานจริงๆรัฐมนตรีคนนั้นไม่ได้มีบทบาทอะไรทุกอย่างผ่านเจ้าพ่อที่เป็นเจ้าของพรรคตัวจริงมีห้องทำงานใกล้ๆใครมาพบต้องผ่านด่านเจ้าพ่อก่อน เมื่อรัฐมนตรีก้าวลงจากตำแหน่ง มีรัฐมนตรีใหม่เข้ามาก็ยังไม่กล้าทำอะไร การประมูลโครงการต้องผ่านเจ้าพ่อคนนั้นเหมือนเดิมแม้อยู่คนละพรรคก็ตาม
ขณะที่ผู้ประกันตนในฐานะเจ้าของเงินตัวจริง ผลประโยชน์ที่ได้รับกลับตรงกันข้ามแบบหน้ามือกับหลังมือ เพดานเงินเดือนที่ใช้คำณวนอยู่ที่ระดับ 15,000บาทมาเป็นเวลานานกว่า 30ปี ส่งผลโดยตรงต่อระดับบำนาญชราภาพในอนาคต ซึ่งหลายๆฝ่ายประเมินว่าอาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในสังคมที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ
หากเปรียบกองทุนประกันสังคมเป็นประเทศไทย ก็คงต้องบอกว่าเป็นรัฐที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง มีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี นักการเมืองรวมหัวข้าราชการทุจริต ข้าราชการเกียร์ว่าง การเมืองแทรกแซง การบริหารขาดความโปร่งใสตรวจสอบไม่ได้ กองทุนประกันสังคมตอนนี้จึงไม่ต่างจากประเทศไทยเวลานี้เช่นกัน คือเป็นรัฐล้มเหลว เละเทะทั้งคู่เละพอ ๆ กัน
บทความอื่น ๆ ของผู้เขียน
ระวัง! ไทยจะเป็น ‘อาเจนตินาแห่งอาเซียน’
2569 ปีแห่งความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย
ระบบอุปถัมภ์… กับรัฐที่พังซ้ำซาก



