เวลาพูดถึงเศรษฐกิจไทย เรามักจะจะมองตัวเลข GDP ว่าโตเท่าไหร่ แล้วมักจจะจบด้วยคำว่า “โตต่ำ” แต่จากรายงาน Form Tailwinds To Trade-Off: Southeast Asia Outlook 2026 -2035 ซึ่งเป็นรายงานชุดวิเคราะห์ระยะ 10ปี ของภูมิภาค จัดทำร่วมกันโดยบริษัทที่ปรึกษา Brain & company และ ธนาคาร DBS Group Holding และที่ปรึกษาด้านนโยบายสาธารณะ Vriens & Partners สิ่งที่น่ากังวลกว่าอัตราการเติบโต 10 ปีข้างหน้า คือ คำถามว่า “ประเทศไทยกำลังสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ ได้เร็วพอหรือไม่” ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังเร่งสร้างเครื่องยนต์ของตัวเองอย่างจริงจัง
รายงานประเมินเศรษฐกิจ 6 ประเทศใหญ่ของอาเซียนหรือ SEA-6 จะเติบโตเฉลี่ย 4.8% ต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2026 -2035 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า แต่เมื่อแยกเป็นรายประเทศ ตัวเลขกลับแตกต่างกันอย่างมาก เวียดนามยังคงถูกคาดการณ์ว่าเป็นผู้นำการเติบโตในภูมิภาคอาเซียน คาดว่าจะโตเฉลี่ย 6.2% ฟิลิปปินส์ 5.8% อินโดนีเซีย 5.4% มาเลเซีย 4.3% แต่มาเลย์ก็ถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีพัฒนาการดีขึ้นมากที่สุด สิงคโปร์ 2.7% แต่ก็อยู่บนฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่และแข็งแกร่ง ส่วนไทยรั้งท้ายอยู่ที่ 2.2% เป็นประเทศที่เติบโตช้าที่สุด
ตัวเลขนี้ไม่ได้บ่งบอกแค่ว่า ”ไทยโตช้า” แต่บอกว่าไทยกำลังอยู่ในกลุ่มขยายตัวต่ำที่สุดในภูมิภาค ทั้งที่เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีฐานการผลิตและความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่นที่สุดในอาเซียน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า เศรษฐกิจไทยจะโตเท่าไหร่ในปีหน้า แต่คือ เหตุใดประเทศอื่นจึงสามารถสร้างเครื่องยนต์ใหม่ขึ้นมาได้ ขณะที่เครื่องยนต์เดิมของไทยเดินช้าลง
เวียดนามเป็นประเทศที่น่าสนใจ เพราะกำลังใช้จังหวะการเปลี่ยนแปลงของอุปทานโลก ดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ขณะเดียวยังสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตทั้งฝั่งสหรัฐและจีนได้ด้วย ในรายงานมองว่า ปัจจัยสำคัญไม่ได้มีเพียงค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน แต่เป็นความสามารถในการแก้ “ข้อจำกัด” ที่ขวางการเติบโต ส่วนไทยยังจัดอยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่ฟิลิปปินส์ ก็มีความได้เปรียบด้านโครงสร้างประชากรและตลาดผู้บริโภคภายในประเทศ อินโดนีเซียมีตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ และพยายามยกระดับการส่งออกวัตถุดิบ ไปสู่วัตถุดิบที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ส่วนมาเลเซียกำลังได้แรงส่งจากเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ พูดง่าย ๆ ประเทศเหล่านี้กำลังหาวิธี ”สร้างรายได้ใหม่” ให้กับระบบเศรษฐกิจของตัวเองในอีก10ปีข้างหน้า
แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เรามีอุตสาหกรรมเดิมที่ยังแข็งแรง มีการท่องเที่ยวมีภาคบริการ มีโครงสร้างพื้นฐาน มีผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ มีทำเลที่ตั้งที่ดี แต่ปัญหาคือ สิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ใหม่ได้ ประเทศไทยไม่ได้ไม่มีทรัพยากร ไม่ได้ไม่มีคนเก่ง และไม่ได้ไม่มีโอกาส แต่มีปัญหาเรื่อง ”ความเร็ว” ในการเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นการลงทุน การผลิต เทคโนโลยี และรายได้ใหม่ ขณะที่ประเทศคู่แข่งกำลังวิ่งเข้าหาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไทยยังต้องเสียเวลามากกับการประคองโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม
กรณีของไทย รายงานนำเสนออย่างตรงไปตรงมาว่า ไทยเกิดปัญหาด้านประชากรและตลาดแรงงาน ที่สังคมสูงวัยเข้ามาซ้อนทับกับทักษะแรงงานที่ไม่ตอบโจทก์สังคมใหม่ และปัญหาด้านธรรมาภิบาลและความต่อเนื่องของนโยบาย ซี่งเป็นประเด็นถูกหยิบยกซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันมาหลายปี นี่จึงเป็นความแตกต่างที่สำคัญ ระหว่างประเทศที่มีของดีแต่จัดการไม่เป็น กับประเทศที่สามารถสร้างมูลค่าใหม่จากของดีที่มีอยู่
ถ้าเรามองแค่ตัวเลขการเติบโต 2.2% ต่อปีตลอด 10 ปีข้างหน้า น่าเป็นห่วงอย่างมากเพราะการเติบโตต่ำเป็นเวลานานไม่ได้กระทบแค่ขนาดของ GDP แต่ยังกระทบความสามารถในการสร้างงานใหม่ เพิ่มค่าจ้าง เพิ่มการลงทุนและเพิ่มรายได้ให้คนในระบบเศรษฐกิจ ตรงนี้ที่จะทำให้เกิดปัญหา ”หนี้ครัวเรือน” ที่กลายเป็นดินพอหางหมูในปัจจุบันที่ยังแก้ไม่ตก กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต และอยู่ตามหลังประเทศอาเซียนตลอดระยะเวลา10ปี
ข้อมูลสำรวจหนี้ครัวเรือนปี 2569 ล่าสุดของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สะท้อนภาพนี้อย่างชัดเจน แม้สัดส่วนผู้ตอบแบบสำรวจที่ มีหนี้ลดลงจาก 95.1 เหลือ 91.8 แต่หนี้เฉลี่ยกลับเพิ่มขึ้นจาก 740,945 บาทเป็น 794, 945 บาท ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 7.3% เป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี ขณะที่ภาระผ่อนชำระอยู่ที่ 21,935 บาทต่อเดือน สิ่งที่น่าคิดมากกว่าตัวเลขเกือบ 8 แสนบาทคือ หนี้เหล่านี้ถูกนำไปทำอะไร
หนี้ที่พบมากที่สุด คือบัตรเครดิต 55.1% สินเชื่อส่วนบุคคล 45.8% หนี้สินเชื่อรถยนต์ 41.9% สินเชื่อธุรกิจ 33.6% ที่น่าจับตาคือ Buy Now Pay Later หรือ BNPL เพิ่มขึ้นจาก 6.2% เป็น 14.2% ในเวลาเพียงปีเดียว เมื่อเศรษฐกิจสร้างรายได้ใหม่ได้ช้า คนก็ต้องใช้เครดิตมากขึ้นเพื่อรักษาระดับการบริโภค เมื่อใช้เครดิตมากขึ้น รายได้ในอนาคตส่วนหนึ่งก็ถูกเก็บไว้สำหรับการผ่อนหนี้ เมื่อเงินที่จะนำไปใช้จ่ายในอนาคตลดลง กำลังซื้อก็อ่อนแอ เมื่อกำลังซื้ออ่อนแอ ธุรกิจก็ขายของยากขึ้น ธุรกิจก็ไม่อยากลงทุนใหม่ เมื่อไม่มีการลงทุนผลิตภาพการผลิตของงประเทศก็ไม่เพิ่ม และสุดท้ายเศรษฐกิจโตต่ำวนลูปอย่างนี้ไม่รู้จบ
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม เราไม่ควรมองปัญหาหนี้ครัวเรือนแค่เรื่องของ “วินัยทางการเงินของประชาชน” แต่ถ้าคนจำนวนมากกำลังมีปัญหาเหมือนกัน ฉะนั้นต้องมองให้กว้างกว่าพฤติกรรมของแต่ละคน ข้อมูลสำรวจพบว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่า สถานนะทางการเงินของตนแย่ลงหรือแย่ลงมาก ขณะที่รายได้และสภาพคล่องของครัวเรือน ยังถูกกดดันจากค่าครองชีพ หนี้จึงเป็น ”ตัวถ่วงเศรษฐกิจ”
นั่นหมายความว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเจอปัญหา 2 ชั้น เมื่อเอา 2 ภาพมาวางซ้อนกัน ภาพแรก คือประเทศไทยกำลังอยู่ในอาเซียนที่มีค่าเฉลี่ยการเติบโต 4.8% แต่ถูกคาดการณ์ว่าโต 2.2% และภาพที่ 2 ครัวเรือนมีหนี้เฉลี่ย เกือบ 8 แสนบาท และภาระผ่อนกว่า 2.1 หมื่นบาต่อเดือน สองเรื่องนี้ไม่ได้แยกจากกันการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ต้องย้อนกลับไปที่รายงานอาเซียนพูดถึงนั่นคือ ผลิตภาพ การลงทุน เทคโนลียี ทักษะแรงงานอุตสาหกรรมใหม่ และความสามารถดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพราะถ้าเรายังใช้เครื่องยนต์เดิมที่ให้การเติบโต 2% ต่อปี เราไม่ได้แค่ช้ากว่าคนอื่น แต่เราจะเสียโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ
นี่คือโจทก์ใหญ่คือ ในการสร้างเครื่องยนต์ตัวใหม่ของไทยและจะสร้างรายได้ใหม่อย่างไร
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
รถ EV จีน VS สันดาปญี่ปุ่น… เกมที่ไทยต้องเล่น



