ไม่อาจปฏิเสธว่า ทุกวันนี้กรุงเทพฯ และปริมณฑลแบกรับภาระเศรษฐกิจของประเทศจนถึงขีดจำกัด และเดินมาถึงทางตัน
ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะวิกฤติจากกับดัก “เมืองโตเดี่ยว” ในเมื่อกรุงเทพฯ มีความเจริญอยู่เมืองเดียวทิ้งห่างเมืองใหญ่อื่น ๆ อย่างมาก หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามไปสู่ประเทศรายได้สูง จำเป็นต้องเร่งกระจายความเจริญและพัฒนาเมืองรอง รวมถึงปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน
รายงานล่าสุดของธนาคารโลก เรื่อง “Thailand Cities of the Future” บอกว่า ปัญหาของประเทศไทยทุกวันนี้พึ่งกรุงเทพฯ มากเกินไป กรุงเทพฯ สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ และเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินมาได้ไกลถึงวันนี้ ทั้งเป็นศูนย์กลางการเงิน การค้า บริการ ท่องเที่ยวและการศึกษา และสำนักงานใหญ่ของธุรกิจจำนวนมาก
ปัญหาจึงไม่ใช่คำถามว่า “จะลดความสำคัญของกรุงเทพฯหรือไม่” แต่เราจะทำอย่างไร ให้กรุงเทพฯ แข็งแรงขึ้น และให้เมืองอื่นแข็งแรงไปด้วย
ธนาคารโลกเสนอแนวคิด ”เครือข่ายเมือง” ต้องทำให้แต่ละเมือง มีบทบาททางเศรษฐกิจและเกื้อหนุนกัน เมืองหนึ่งอาจจะเด่นเรื่องการท่องเที่ยว อีกเมืองหนี่งด้านเกษตร และอาหาร อีกเมืองด้านอุตสาหกรรม อีกเมืองด้านดิจิทัลสุขภาพ หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์
เมื่อเมืองต่าง ๆ มีความเชี่ยวชาญของตัวเองและเชื่อมโยงได้ดี เศรษฐกิจของประเทศก็จะไม่พึ่งพาเครื่องยนต์เพียงตัวเดียว เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่การเติบโตทางเศรษฐกิจยากขึ้นเรื่อย ๆ การกระจายความเจริญไม่ได้หมายความว่า เอาเงินไปสร้างถนน สร้างอาคาร หรือสร้างศูนย์ข้าราชการในทุกจังหวัดแล้วเรียกว่าพัฒนาเมือง การลงทุนเหล่านั้นอาจกลายเป็นสิ่งปลูกสร้าง ที่ใช้งานไม่เต็มศักยภาพถ้าหากแต่ละเมืองยังไม่มีงาน ไม่มีธุรกิจ ไม่มีคนที่มีทักษะ และไม่มีระบบเชื่อมโยงกับตลาด
ธนาคารโลกระบุว่า ในช่วงปี 2010-2020 ประมาณ 89% ของการเติบโต GDP มาจากเขตเมือง หากไทยต้องการเข้าสู่ประเทศมีรายได้สูงภายในปี 2037 จะต้องทำให้ GDP ต่อหัวเติบโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปีในทศวรรษหน้า
ขณะที่ในช่วงปี 2021 -2024 เติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2.2% ต่อปีนั้น แปลว่าโมเดลการพัฒนาแบบเดิม ๆ อาจไม่พอ เราจะหวังให้กรุงเทพฯ เป็นเครื่องยนต์หลักเพียงเครื่องเดียว แล้วเร่งเครื่องให้แรงขึ้น คงทำได้ยาก เพราะเมื่อเมืองใหญ่เกินไปต้นทุนก็เพิ่มตามมา ทั้งรถติด ราคาที่ดิน ค่าเดินทาง มลพิษ ความแออัด และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น
ปัญหาใหญ่สุดของคนกรุงเทพฯ คือการจราจรติดขัด ทุกนาทีที่คนสูญเสียกับการเดินทาง คือเวลาที่หายไปจากการทำงาน การค้าขาย การพักผ่อนและการใช้ชีวิต
ธนาคารโลกประเมินว่า รถติดสร้างต้นทุนถึงประมาณ 7-10% ของ GDP ต่อปี นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาจราจร แต่เป็นต้นทุน ที่คนกรุงเทพฯและเศรษฐกิจไทยต้องจ่ายทุกวัน นอกจากนี้กรุงเทพฯยังมีความเสี่ยงจากน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
คงจำได้มหาอุทกภัยปี 2554 เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 12.6% ของ GDP ภาคการผลิตได้รับผลกระทบอย่างหนักห่วงโซ่ อุตสาหกรรมหยุดผลิต ห่วงโซ่อุปทานก็หยุดตาม บริษัทที่อยู่ไกลออกไป แม้ไม่ถูกน้ำท่วมก็ได้รับผลกระทบไปด้วย นี่คือความเสี่ยงจากการที่เศรษฐกิจของประเทศกระจุกตัว
ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ สะท้อนถึงภาวะ “กรุงเทพฯ โตเดี่ยว” ชัดเจนที่สุด ทั้งในมิติของการกระจุกตัวทางประชากร เศรษฐกิจ และการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางความเจริญเพียงหนึ่งเดียว ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานอย่างหนาแน่น แต่ก่อนทุ่งนา หรือหนองบึงที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำทางธรรมชาติ กลายเป็นอาคารคอนกรีต หมู่บ้านจัดสรร และถนนหนทาง เมื่อฝนตกหนัก เมืองจึงไม่มีพื้นที่รับน้ำ และไม่มีพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติหลงเหลือเพียงพอ น้ำจึงท่วมขังอย่างรวดเร็ว
โครงสร้างพื้นฐานโตไม่ทันจำนวนประชากรแฝงแม้ระบบท่อระบายน้ำและอุโมงค์ยักษ์ของกรุงเทพฯ จะมีการลงทุนมหาศาล แต่ถูกออกแบบมารองรับเมืองในอดีต ปัจจุบันแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจทำให้มีประชากรทั้งตามทะเบียนราษฎร์และประชากรแฝงเข้ามาอยู่รวมกันนับ 10 ล้านคน ขยะชุมชนที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรและการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ที่ไปอุดตันทางไหลของน้ำ ยิ่งตอกย้ำว่าโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหลวงโตเดี่ยวแห่งนี้กำลัง “แบกรับน้ำหนัก” เกินขีดจำกัดไปมากแล้ว
ในรายงานของธนาคารโลกประเมินว่า ภายใต้ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ น้ำท่วมอาจสร้างความสูญเสียเฉลี่ยประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราว 0.5% ของ GDP ภายในปี 2030 และหากเกิดน้ำท่วมรุนแรงระดับ 1 ครั้งใน 50 ปี ความเสียหายต่อผลผลิตอาจเกิน 10% ของ GDP การกระจายเศรษฐกิจจึงเป็นยุทธศาสตร์ลดความเสี่ยงของประเทศ
ลองนึกภาพง่าย ๆ ถ้าประเทศมีโรงงานสำคัญกระจายหลายพื้นที่ มีศูนย์โลจิสติกส์หลายแห่ง มีเมืองที่มีทักษะและมีธุรกิจของตัวเองและมีระบบรถไฟ ถนน ดิจิทัล และพลังงานเชื่อมโยงกัน เมื่อพื้นที่หนึ่งประสบปัญหา ระบบเศรษฐกิจส่วนอื่นยังสามารถเดินต่อได้ ซึ่งเป็นความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ
แต่โจทก์ใหญ่ของไทยอยู่ตรงที่ ”เมืองรอง” ยังขาดเงื่อนไขหลายอย่างที่ทำให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ บางเมืองมีสนามบิน แต่ไม่มีเที่ยวบินเพียงพอ บางเมืองมีมหาวิทยาลัย แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจท้องถิ่นได้ บางเมืองมีแหล่งท่องเที่ยว แต่ไม่มีระบบขนส่งและบริการรองรับ บางเมืองมีสินค้าเกษตรที่ดี แต่ไม่สามาถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากพอ
ธนาคารโลกจึงเสนอองค์ประกอบสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละเมือง ความหนาแน่นทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพ โครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น และสถาบันที่เข้มแข็ง รัฐต้องเลิกความคิดที่คิดว่า สร้างอะไรให้เมืองดี แต่ต้องคิดใหม่ ว่าเมืองนี้ควรโตจากอะไร รัฐต้องลงทุนอะไรเพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง เลือกเมืองมีศักยภาพแล้วอัดโครงสร้างพื้นฐานการศึกษา ระบบขนส่งเทคโนโลยีและเงินทุนเข้าไปพร้อม ๆ กัน เมืองเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของภูมิภาค
เศรษฐกิจที่ดีไม่ใช่เศรษฐกิจที่มีเมืองหนึ่งเมืองใดโตที่สุด ดังนั้น เมืองรองควรถูกมองว่าเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ที่ผ่านมาประเทศไทยขาดระบบเมืองที่ทำงานร่วมกัน หากมองให้ไกลกว่าปัญหารถติด น้ำท่วมหรือความแออัด สิ่งที่กำลังพูดถึง คือ การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ จาก ”กรุงเทพฯ กับพื้นที่อื่น ๆ” ไปสู่ประเทศที่มีกรุงเทพฯ และเครือข่ายเมืองเศรษฐกิจหลาย ๆ แห่ง ถึงตอนนั้นการพัฒนาเมืองรองจะไม่ใช่นโยบายเพื่อความเท่าเทียมเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นนโยบายเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มการลงทุน สร้างงานและกระจายความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘เครื่องยนต์ใหม่-รายได้ใหม่’ โจทย์ใหญ่ของไทย
รถ EV จีน VS สันดาปญี่ปุ่น… เกมที่ไทยต้องเล่น



