Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

‘สุขภาพ ตัวตน ความตาย’ 3 ความท้าทายของชีวิตในโลกอายุยืน

'สุขภาพ ตัวตน และความตาย' 3 ความท้าทายของชีวิตในโลกอายุยืน

ในยุคที่มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นจากความก้าวหน้าทางการแพทย์ ความท้าทายสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการมีชีวิตให้นานที่สุด แต่คือการรักษาคุณภาพชีวิตให้ดีไปจนถึงช่วงท้ายของชีวิต เพราะแม้โรคหลายชนิดที่เคยคร่าชีวิตผู้คนจะรักษาได้ดีขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง ช่วงเวลาแห่งความเจ็บป่วยในบั้นปลายชีวิตก็อาจยาวนานขึ้นตามไปด้วย

นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์และผู้ก่อตั้งเพจ “หมอประเวช ตันติพิวัฒนสกุล” รวมถึงช่อง YouTube “ปลดล็อกกับหมอเวช” ชวนมองโจทย์ของโลกอายุยืนผ่าน 3 ความท้าทายสำคัญ ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การค้นหาตัวเองในครึ่งหลังของชีวิต ไปจนถึงการเตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับความตาย บนเวทีเสวนาในงาน ในงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลอง GEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ ภายใต้หัวข้อ “3 ความท้าทายในชีวิต” อยู่อย่างไรให้จอยในโลกอายุยืน

ดูแลสุขภาพให้ถูกทาง ในวันที่ข้อมูลมีมากกว่าความจริง

ความท้าทายแรกคือ จะดูแลร่างกายอย่างไรให้แข็งแรงและขับเคลื่อนต่อไปได้จนสุดทางของชีวิต ท่ามกลางยุคที่ข้อมูลสุขภาพมีอยู่รอบตัว ทั้งข้อมูลหลอกเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาด ข้อมูลจากความเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ และข้อมูลทางการแพทย์ที่เปลี่ยนไปมาจนทำให้หลายคนสับสน

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเชื่อทุกอย่างที่ได้ยินหรือเห็น แต่คือความสามารถในการแยกแยะข้อมูล แล้วนำมากลั่นกรองเป็นจิ๊กซอว์สุขภาพที่เหมาะกับวัย สภาพร่างกาย และกำลังทรัพย์ของตนเองในแต่ละช่วงเวลา

นพ.ประเวช ยกตัวอย่างกรณีผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับที่มักตั้งคำถามว่าจะกินยา อาหารเสริม ขมิ้นชัน หรือ Fish Oil อะไรดี แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ควรถามไม่ใช่เพียงต้องกินอะไร หากควรถามด้วยว่าต้องปรับชีวิตอย่างไร เพราะการใช้ยาหรืออาหารเสริมมักเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทาง ขณะที่การรักษาที่ต้นทางคือการปรับพฤติกรรม เช่น การเน้นบริโภคอาหารแนวพืชผัก หรือ Plant-based และควบคุมแป้ง น้ำตาล รวมไปถึงไขมัน

เมื่อแยกแยะข้อมูลได้แล้ว ความท้าทายต่อมาคือการแปลงความรู้ให้เป็นการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน เพราะหลายคนมีความรู้มาก แต่ยังไม่สามารถนำความรู้นั้นมาวางเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้ การต่อจิ๊กซอว์สุขภาพ จึงหมายถึงการค่อย ๆ เลือกชิ้นส่วนที่เหมาะกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การออกกำลังกาย กิจวัตร หรืออาหารเสริม โดยต้องปรับไปตามวัย สภาพร่างกาย และสภาพการเงินที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพไม่ควรกลายเป็นความเคร่งเครียด กดดัน หรือการทำตาม Checklist จนชีวิตไม่มีความสุข เพราะหลายครั้งการทำเพื่อสุขภาพอาจมีความกลัวตายซ่อนอยู่ลึก ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่เริ่มเห็นความเสื่อมของร่างกายและกังวลกับช่วงท้ายของชีวิต

นพ.ประเวช แนะนำให้สังเกตสภาวะจิตใจระหว่างการทำสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ผ่านแนวคิด “ล้างจานเพื่อล้างจาน” จากหนังสือที่กล่าวถึงการล้างจานว่า หากล้างจานเพียงเพื่อให้จานสะอาด ใจก็จะไปอยู่กับผลลัพธ์และอยากรีบทำให้เสร็จ แต่หากล้างจานด้วยใจที่อยู่กับการล้างจานจริง ๆ การกระทำนั้นจะมีความเพลิดเพลิน ไม่เร่งรีบ และผลลัพธ์ก็ไม่ได้แย่กว่าเดิม

ปลดล็อกตัวตน ค้นหาเป้าหมายใหม่ในครึ่งหลังของชีวิต

ความท้าทายที่ 2 คือการค้นหาตัวเองในครึ่งหลังของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อก้าวสู่วัยเกษียณ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนมีอิสรภาพมากขึ้น และไม่มีใครมากำหนดว่าควรใช้ชีวิตอย่างไรเหมือนช่วงวัยเรียนหรือวัยทำงาน

นพ.ประเวช อธิบายว่า ตั้งแต่วัยเด็ก มนุษย์เรียนรู้ว่ามีบางอย่างที่ควรทำ บางอย่างที่ไม่ควรทำ บางอย่างที่ควรเป็น และบางอย่างที่ไม่ควรเป็น สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นความคาดหวังต่อตัวเอง และกลายเป็นกฎของการเป็นคนดี เช่น ต้องเป็นเด็กดี เชื่อฟังผู้ใหญ่ ตั้งใจเรียน ขยันทำงาน มีความรับผิดชอบ หรือดูแลความรู้สึกของผู้อื่น

คำสอนเหล่านี้อาจมีเจตนาดี และช่วยให้คนคนหนึ่งอยู่ร่วมกับครอบครัวหรือสังคมได้ แต่ในหลายกรณี กฎเหล่านี้ก็กลายเป็นกรอบที่ทำให้เราไม่ได้เจอตัวเองอย่างอิสระ บางคนเติบโตมาเป็นคนที่ดูแลความรู้สึกของผู้อื่นได้ดีมาก แต่กลับไม่เคยรู้จักความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริง

เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ จึงเป็นช่วงเวลาที่เราจะกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง รื้อความเป็นตัวเราบางส่วนใหม่ และค่อย ๆ ทิ้งกฎบางข้อที่ฝังอยู่ในตัวออกไป เพื่อเข้าถึงศักยภาพที่ยังไม่เคยถูกหยิบมาใช้

แนวทางที่ นพ.ประเวช แนะนำมี 2 ข้อ คือ เลือกสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นผู้คน ธรรมชาติ การเรียนรู้ หรือชุมชน และหมั่นสังเกตตัวเอง เพื่อดูว่าเรามีหน่ออ่อน หรือเมล็ดพันธุ์ของศักยภาพใดที่ยังไม่เคยได้รับการดูแล สิ่งเหล่านี้อาจสะท้อนผ่านความฝันในวัยเด็ก งานอดิเรกในปัจจุบัน หรือคุณสมบัติบางอย่างที่เคยมีคนทักไว้

เมื่อมีเป้าหมายใหม่ คนเราจะรู้ว่ากำลังฝึกอะไร อยากพัฒนาอะไร และอยากใช้ชีวิตแต่ละวันให้ดีขึ้นอย่างไร ซึ่งช่วยให้ตื่นขึ้นมาในแต่ละเช้าด้วยความมีชีวิตชีวา และส่งผลดีต่อทั้งสมอง สุขภาพ อายุขัย และความสุข

เมื่อทั้ง 3 ความท้าทายมาพร้อมกัน

เพื่ออธิบายให้เห็นว่าความท้าทายทั้ง 3 เรื่องเชื่อมโยงกันอย่างไร นพ.ประเวช เล่ากรณีของผู้หญิงวัย 60 กว่าปีคนหนึ่งที่อยู่กับแม่วัย 90 กว่าปี เธอเคยทำงานได้ดี ลูกน้องรัก และเป็นคนมีน้ำใจ แต่เมื่อเธอหกล้มจนเคลื่อนไหวลำบากและมีอาการปวด ขณะเดียวกันแม่ก็ล้มป่วยตามมา เธอจึงตกอยู่ในภาวะทุกข์หนัก เพราะทั้งกลัวว่าแม่จะเป็นอะไร กลัวว่าตัวเองจะอยู่ไม่ได้หากแม่จากไป และกลัวว่าตัวเองจะทุกข์ทรมานเหมือนแม่

กรณีนี้สะท้อน 3 ความท้าทายที่มาปะทะกันอย่างชัดเจน เธอไม่ได้เตรียมร่างกายให้แข็งแรงพอ จึงเสี่ยงต่อการหกล้ม ไม่ได้ค้นหาตัวเองในฐานะมนุษย์หลังออกจากงาน จึงเกิดความเคว้ง และไม่ได้เตรียมใจเรื่องความพลัดพรากหรือความตาย เมื่อทั้งสามเรื่องมารวมกันในช่วงปลายทางของชีวิต ความทุกข์จึงหนักขึ้นจนกลายเป็นปัญหาทางใจ

นพ.ประเวช อธิบายว่า ความทุกข์ลักษณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ด้วยยาเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นความทุกข์ของการเป็นมนุษย์ ยาอาจช่วยบรรเทาอาการบางส่วน แต่โจทย์สำคัญคือการกลับมาเตรียมร่างกาย ค้นหาตัวเอง และเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับความตายอย่างมีสติ

เผชิญหน้าความตาย เตรียมพร้อมก่อนวาระสุดท้าย

ความท้าทายข้อสุดท้ายคือการเผชิญหน้ากับความตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนไม่อยากคิดหรือไม่อยากพูดถึง เพราะความตายเกี่ยวข้องกับความไม่รู้ ความเสื่อม การช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง และคำถามที่ตอบไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น

นพ.ประเวช เล่าว่า หลายคนหลีกเลี่ยงเรื่องความตาย เพราะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ และคิดว่าแม้ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ แต่ยังไม่ใช่เวลาของตัวเอง จนกว่าจะมีสัญญาณบางอย่างมาทำให้ปฏิเสธไม่ได้

การเตรียมตัวตายจึงต้องเริ่มจากการเปิดรับความจริงของความตายจากความรู้สึก ไม่ใช่เพียงเข้าใจด้วยความคิด เพราะความตระหนักว่าเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร จะช่วยให้จัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้ดีขึ้น รู้ว่าอะไรควรปล่อย และอะไรควรจริงจัง

แนวทางหนึ่งที่จับต้องได้คือการทำ “สมุดเบาใจ” เพื่อทบทวนและสื่อสารความต้องการล่วงหน้ากับลูกหลานและทีมแพทย์ว่า หากเจ็บป่วยในช่วงท้าย ต้องการให้ดูแลรักษาอย่างไร ไม่ต้องการการรักษาแบบใด เพื่อป้องกันไม่ให้ความรักและความกลัวของลูกหลานนำไปสู่การตัดสินใจเกินความจำเป็น จนสร้างความทุกข์ทรมานโดยไม่ตั้งใจ

อีกเรื่องสำคัญคือการจัดการ “เรื่องค้างคาใจ” โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว เพื่อน คนรัก หรือแม้แต่ศัตรู เรื่องที่นึกออกยังพอวางแผนจัดการได้ก่อน ส่วนเรื่องที่นึกไม่ออกอาจต้องอาศัยการฝึกอยู่นิ่ง ๆ เพื่อให้ความทรงจำเก่า ๆ ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมา

ขณะเดียวกัน ยังควรจัดการเรื่องมรดกและคำสั่งเสีย รวมถึงความต้องการเกี่ยวกับการจัดการร่างและพิธีกรรมหลังจากระบบร่างกายหยุดทำงาน ตามความเชื่อของแต่ละคน

ท้ายที่สุดคือการฝึกฝนตัวเองเพื่อเผชิญวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะเมื่อถึงเวลานั้น การเดินทางนี้อาจไม่โดดเดี่ยวในระหว่างการเรียนรู้ แต่ในวินาทีสุดท้าย แต่ละคนยังต้องไปด้วยตัวเอง ทรัพย์สินช่วยไม่ได้ เพื่อนฝูงช่วยไม่ได้ และแม้แต่ร่างกายของตนเองก็ช่วยไม่ได้ สิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมจึงคือจิตใจของเราเอง

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เปลี่ยนมุมมอง ‘การุณยฆาต’ สู่สวัสดิการผู้ป่วยระยะท้ายอย่างเท่าเทียม

วิชาข่าวร้าย: เมื่อความไม่รู้น่ากลัวกว่าความตาย ให้ ‘ความจริง’ นำทาง

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar