Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เด็กไทยหัวใจ Global: ก้าวข้ามขีดจำกัดยุค AI ด้วยวิธีคิดแบบ ‘ทำทันที’

ในโลกที่เทคโนโลยีหมุนเร็วจนแทบตามไม่ทัน เวทีงาน AI Innovation Summit 2025 หัวข้อ “Endless Possibilities: AI Education and Preparing Thai Students for the World Stage” ได้กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ เมื่อตัวแทนจากสองเจเนอเรชันโคจรมาพบกัน เพื่อสะท้อนช่องว่างและโอกาสระหว่างห้องเรียนในประเทศไทยกับโลกการทำงานจริงในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก

การเสวนาครั้งนี้นำโดย “9arm” ธนานนท์ ปฏิญญาศักดิกุล Member of Technical Staff จาก AMD และครีเอเตอร์สายเทคโนโลยีชื่อดัง ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับตัวแทนคนรุ่นใหม่อย่าง “มินนี่” ภัคศรัณย์ คงแก้ว นักศึกษาปริญญาโท M.S. in AiCE จากมหาวิทยาลัยซีเอ็มเคแอล (CMKL University) บทสนทนาของทั้งคู่เปิดเผยให้เห็นว่า ระยะห่างระหว่าง “เด็กไทย” กับ “เวทีโลก” นั้นอาจใกล้กว่าที่เราคิด หากเรามีทัศนคติและพื้นฐานที่ถูกต้อง

จากเด็กโคราชสู่ซิลิคอนวัลเลย์: 3 ปีแห่งความสงสัย สู่การทลายกำแพงความเชื่อ

สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้มากที่สุดในการเสวนาครั้งนี้ เริ่มต้นที่เรื่องราวของ “ความเชื่อมั่น” หรือ Self-Confidence ซึ่งเป็นด่านแรกที่เด็กไทยต้องก้าวข้าม ธนานนท์ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาคือเด็กต่างจังหวัดที่เติบโตในโคราช และมีความคิดฝังหัวอยู่เสมอว่า “เราเป็นแค่เด็กไทย เราสู้เขาไม่ได้” แม้กระทั่งเมื่อได้รับทุนจากมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ (NSF Scholarship) ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวสำรอง หรือ Imposter Syndrome ก็ยังคงติดตามตัวเขาไปตลอดระยะเวลา 3 ปีแรกในต่างแดน

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาได้เข้าฝึกงานครั้งแรกที่ซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) กับบริษัทระดับโลกอย่าง Cisco ความกังวลว่าจะตามคนอื่นไม่ทันมลายหายไปเมื่อได้ลงมือทำจริง และพบว่างานวิศวกรรมระดับโลกที่ได้รับมอบหมายนั้น “ง่าย” กว่าที่จินตนาการไว้มาก วินาทีนั้นเองที่เกิดคำถามขึ้นในใจว่า “มันมีแค่นี้เองเหรอ?” (Is this all it is?) การได้สัมผัสเนื้องานจริงทำให้เขาตระหนักว่าพื้นฐานที่เตรียมมานั้นเพียงพอ และเขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญในทีม (Expert in the team) ได้ในเวลาอันรวดเร็ว เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของเด็กไทยอาจไม่ใช่เรื่องของ “ทักษะ” (Skill) แต่เป็นเรื่องของ “กรอบความคิด” (Mindset) ที่มักประเมินศักยภาพตนเองต่ำเกินไปเมื่อต้องเทียบชั้นกับเวทีโลก

กับดักของเครื่องมือ: ทำไม “พื้นฐาน” ยังเป็นเรื่องคอขาดบาดตายในยุค AI

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเครื่องมืออัตโนมัติต่าง ๆ เก่งกาจจนสามารถเขียนโค้ดแทนมนุษย์ได้ ภัคศรัณย์ ตัวแทนนักศึกษา ได้ตั้งคำถามสำคัญแทนใจคนรุ่นใหม่ว่า ในเมื่อเรามี AI Tools ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ เรายังจำเป็นต้องเรียนรู้การเขียนโค้ดจากจุดเริ่มต้น (From Scratch) อยู่หรือไม่? และเราจะรักษาสมดุลระหว่างทางลัดกับความเข้าใจได้อย่างไร

คำตอบจากธนานนท์คือการดึงสติกลับมาสู่ความจริงที่ว่า ยิ่งเครื่องมือฉลาดขึ้น มนุษย์ยิ่งต้องแม่นยำในหลักการพื้นฐาน (Fundamentals) หากเราไม่มีความเข้าใจในรากฐานของสิ่งที่ทำ เราจะไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของสิ่งที่ AI สร้างขึ้นได้เลย ธนานนท์ยกตัวอย่างทางเทคนิคที่เห็นภาพชัดเจนว่า หากเราต้องการสร้างโปรแกรมสุ่มตัวเลข แต่เราไม่รู้วิธีการหรือตรรกะเบื้องหลังการสุ่มตัวเลขที่ถูกต้อง (Random Number Generation Tricks) เราก็จะไม่รู้เลยว่าคำตอบที่ AI มอบให้นั้นเป็นขยะหรือเป็นทองคำ เราจะไม่สามารถสั่งงานหรือแก้ไขโค้ดที่ AI เขียนมาให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น แม้จะมีเครื่องมือที่ช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่ “ความรู้พื้นฐาน” ยังคงเป็นเข็มทิศสำคัญที่จะบอกว่าผลลัพธ์นั้นใช้งานได้จริงหรือไม่

บทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัย: จาก “ผู้ป้อนความรู้” สู่ “โค้ชชีวิต”

เมื่อความรู้ (Knowledge) กลายเป็นสิ่งที่หาได้ฟรีทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่จากช่อง YouTube ของธนานนท์เอง บทบาทของสถาบันการศึกษาก็ถูกท้าทายอย่างหนัก วงเสวนาขยายความประเด็นนี้ว่า การเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์มักเป็นการสื่อสารทางเดียว (One-way communication) แต่สิ่งที่มหาวิทยาลัยมอบให้ได้คือ “การสัมผัสระหว่างมนุษย์” (Personal Touch) และการสื่อสารสองทาง (Two-way communication)

อาจารย์ในยุคปัจจุบันต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้สอนมาเป็น “โค้ช” ที่คอยชี้แนะแนวทาง (Guidance) ช่วยให้นักศึกษานั่งลงและค้นหาคำตอบว่า “ตนเองต้องการทำอะไร” ที่สำคัญที่สุดคือ อาจารย์และระบบการศึกษามีหน้าที่ “ผลักดัน” (Push) ให้นักศึกษาก้าวข้ามขีดจำกัดของความสบายใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่การเรียนรู้ด้วยตัวเองหรือ AI ยังไม่สามารถทำแทนได้ การเรียนรู้ในระบบจึงเป็นการฝึกฝนวินัยและการค้นหาตัวตน มากกว่าแค่การท่องจำทฤษฎีที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในโลกออนไลน์

ความแข็งแกร่งทางใจ (Toughness): ทักษะที่มองไม่เห็นแต่จำเป็นที่สุด

อีกหนึ่งสาระสำคัญคือเรื่องของ “ความอึด” หรือความแข็งแกร่งทางจิตใจ (Mental Toughness) ในโลกของการทำงานจริง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีการแข่งขันสูง ความเก่งทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ธนานนท์ย้อนเล่าถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากตอนทำปริญญาเอกว่า แรงขับเคลื่อนของเขาในช่วงนั้นไม่ใช่แค่ความอยากรู้ทางวิชาการ แต่คือ “ความกลัวที่จะล้มเหลว” และกลัวโดนไล่ออก ซึ่งความกดดันเหล่านั้นได้กลายมาเป็นแบบฝึกหัดความอดทนชั้นดี

เมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง ความท้าทายเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการรับมือกับ “คน” และ “ความคาดหวัง” ธนานนท์เน้นย้ำว่า ในบริษัทเทคโนโลยี การถกเถียงทางเทคนิคที่ดุเดือด (Heated Discussion) หน้ากระดานไวท์บอร์ดเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญคือทักษะในการจัดการอารมณ์ การแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว และการหาทางออกร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ทักษะเหล่านี้คือ Soft Skills ที่ระบบการศึกษาต้องหล่อหลอมให้นักศึกษามีความพร้อมก่อนออกไปเผชิญโลกความเป็นจริง

การทดลองที่ไร้กรอบและการข้ามสายงาน: เสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่

ในช่วงท้ายของการเสวนา มีการเปิดโอกาสให้ผู้ฟังถามคำถาม ซึ่งสะท้อนความกังวลและความสนใจของยุคสมัยได้อย่างดี คำถามแรกเกี่ยวกับ AI Open Source ว่าควรมีขอบเขตแค่ไหน ธนานนท์ให้มุมมองที่เปิดกว้างว่า สำหรับเยาวชนหรือผู้เริ่มต้น ควรปล่อยให้พวกเขาได้ “เล่น” และ “ปรับแต่ง” (Tweak) โมเดลต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ตราบใดที่ยังอยู่ในขอบเขตที่ไม่สร้างความเสียหายร้ายแรง (เปรียบเปรยว่าตราบใดที่ไม่ไป “ปรุงยาพิษ”) เพราะการได้ลงมือรื้อและประกอบใหม่คือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด

อีกหนึ่งคำถามจากบัณฑิตสาย วิศวกรรมไฟฟ้ากำลัง (Power Electrical Engineering) ที่สนใจย้ายสายมาด้านคอมพิวเตอร์ ธนานนท์ให้กำลังใจพร้อมชี้จุดเด่นว่า พื้นฐานด้านไฟฟ้าทำให้มีความเข้าใจเรื่อง “สัญญาณ” (Signals) และฮาร์ดแวร์ที่ดีกว่าเด็กคอมพิวเตอร์แท้ ๆ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบมหาศาลหากทำงานในระดับลึก (Low-level) แม้จะต้องเติมเต็มพื้นฐานด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์บางอย่าง แต่การข้ามสายงานไม่ใช่เรื่องผิด และอาจเป็นจุดแข็งที่หาตัวจับยากด้วยซ้ำ

แค่ลงมือทำ ประตูแห่งโอกาสก็เปิดออก

บทสรุปที่เรียบง่ายและมีความหมายลึกซึ้งที่สุดจากการเสวนานี้ คือวลี “การลงมือทำ” (Just Do It) ธนานนท์ทิ้งท้ายว่า หลายคนมักติดกับดักของการ “คิดว่าจะทำ” แต่ไม่เริ่มสักที เพราะกลัวว่าจะเดินผิดทาง หรือกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีพอ เขาเปรียบเทียบกับชีวิตส่วนตัวของเขาเองที่มีทั้งงานประจำ งาน YouTuber และหน้าที่พ่อลูกอ่อนที่ต้องซักผ้าเลี้ยงลูก แต่เขาก็ยังหาเวลาทำสิ่งที่อยากทำได้ เพราะเขาเริ่มทำทันทีโดยไม่รอความสมบูรณ์แบบ

การอนุญาตให้ตัวเองได้ทดลอง ได้เล่นกับเทคโนโลยี และเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง เป็นวิธีเดียวที่จะสร้างความเชี่ยวชาญที่แท้จริง เวทีเสวนานี้จึงไม่ได้จบลงแค่การพูดคุยเรื่องเทรนด์เทคโนโลยี แต่เป็นการส่งต่อพลังใจให้คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กไทยจากจังหวัดไหน หรือเรียนอยู่ในสาขาใด หากมีพื้นฐานที่แน่น มีจิตใจที่เข้มแข็ง และกล้าที่จะลงมือทำ โอกาสและความเป็นไปได้บนเวทีโลกนั้น… ไร้ขีดจำกัดเสมอ

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Physical AI: เมื่อสมองกล ‘มีร่างกาย’ ทางรอดใหม่ที่จับต้องได้ของอุตสาหกรรมไทย

Golden Chariot: เปิดประสบการณ์ล่อง ‘ราชวังเดินได้’ สู่มรดกพันปีแห่งรัฐกรณาฏกะ

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar