ในวันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ก้าวเข้ามามีบทบาทเสมือนเป็นกองบรรณาธิการคนที่สองของวงการสื่อสารมวลชนไทย คำถามที่สำคัญ ไม่ได้อยู่ที่ว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่อยู่ที่ว่า “เมื่อ AI สื่อสารผิดพลาด ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ในเมื่อจำเลยรายนี้ไม่มีตัวตน ไม่มีแขนขาให้เอาผิด?”
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ถูกโยนลงกลางวงเสวนาทางวิชาการ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ระดมความคิดเพื่อหาทางรอดให้กับคนทำงานสื่อ โดยมี 2 นักวิชาการด้านสื่อชั้นนำอย่าง อาจารย์ต่อสกุล ถิระพัฒน์ จากคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และ ผศ.ดร.พิทักษ์ศักดิ์ ทิศาภาคย์ จาก School of Global Studies (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาร่วมถอดรหัสความท้าทายนี้ ผ่านแว่นขยายของการ “รู้เท่าทัน” และ “การกำกับดูแล” เพื่อค้นหาคำตอบว่า สื่อไทยจะยืนหยัดอยู่อย่างไรในวันที่ความจริงและความลวงถูกคั่นด้วยอัลกอริทึม
สัญญาณเตือนภัย: เมื่อ AI ปลุกชีพคนตายและคดีลิขสิทธิ์โลก

การตื่นตัวเรื่อง AI ในแวดวงสื่อไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา อาจารย์ต่อสกุลชี้ให้เห็นถึงชนวนเหตุสำคัญ 3 ประการที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นวาระเร่งด่วน เริ่มต้นจากคดีความระดับโลกที่ศิลปินลุกขึ้นฟ้องร้อง AI ฐานละเมิดลิขสิทธิ์จากการนำผลงานไปใช้เป็นฐานข้อมูลเรียนรู้ ตามมาด้วยความโกลาหลของข้อมูลข่าวสารที่เกิดจากเทคโนโลยี Deepfake การสร้าง MV ปลอม หรือแม้แต่เรื่องใกล้ตัวอย่างการรีทัชภาพอาหารจนเกินจริง แต่สิ่งที่สั่นคลอนความรู้สึกที่สุดคือการใช้ AI “ปลุกชีพ” สร้างตัวตนและเสียงของบุคคลที่เสียชีวิตไปแล้วขึ้นมาใหม่ ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตะลึง แต่กำลังตั้งคำถามถึงจริยธรรมและการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี
เกราะป้องกัน 5 ชั้น: ถอดรหัสทักษะความอยู่รอด
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว อาจารย์ต่อสกุล ได้นำเสนอผลการสังเคราะห์เอกสารทางวิชาการ 38 รายการ จนตกผลึกออกมาเป็นองค์ความรู้เรื่อง “การรู้เท่าทัน AI” (AI Literacy) ที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกัน 5 ชั้นสำหรับคนทำงานสื่อ
ชั้นแรกคือ ความเข้าใจพื้นฐาน ที่ต้องรู้เท่าทันกลไกการทำงานและตระหนักเสมอว่า AI ไม่ใช่ผู้วิเศษแต่สามารถทำงานผิดพลาดได้ ชั้นที่สองซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดคือ กระบวนการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) หรือความสามารถในการแยกแยะความถูกต้องและจริยธรรมของข้อมูล ชั้นที่สาม คือ จริยธรรมและความรับผิดชอบที่ต้องครอบคลุมตั้งแต่มารยาทไปจนถึงจรรยาบรรณวิชาชีพ ชั้นที่สี่คือ ทักษะการใช้งาน ภายใต้แนวคิด Human in the Loop ที่มนุษย์ต้องเป็นนายของเทคโนโลยี และชั้นสุดท้ายคือ ความโปร่งใสที่ผู้ใช้ต้องสามารถอธิบายที่มาที่ไป และพร้อมแสดงความรับผิดชอบ (Take Action) หากเกิดความผิดพลาด เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้กับสังคม
เสียงสะท้อนจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การรู้เท่าทัน AI คือทักษะพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในวิชาชีพสื่อที่ควรมี “ข้อปฏิบัติเฉพาะ” ที่เข้มข้นกว่าอาชีพอื่น พร้อมเสนอให้มีการสร้าง “AI Filter” หรือระบบกรองมาตรฐานก่อนนำข้อมูลไปใช้ และต้องไม่ลืมว่า AI ฉลาดขึ้นทุกวินาที ทักษะการรู้เท่าทันจึงเป็นสิ่งที่ต้องอัปเดตตลอดเวลา
บทเรียนจากต่างแดน: วิกฤติศรัทธาเมื่อผู้คน ‘ไม่เชื่อ’ AI
ในขณะที่ฝั่งบุคลากรกำลังเร่งเติมทักษะ ในฝั่งของโครงสร้างและการกำกับดูแลก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ ผศ.ดร.พิทักษ์ศักดิ์ ได้พาผู้ฟังข้ามพรมแดนไปสำรวจบทเรียนจากต่างประเทศ โดยเปรียบเทียบโมเดลของสิงคโปร์ที่เน้นนวัตกรรมและการกำกับดูแลตนเอง กับสหภาพยุโรปที่มีกฎหมาย AI Act อันเข้มงวด และแคนาดาที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางกฎหมาย
สิ่งที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสื่อไทย คือ “ความย้อนแย้ง” ที่เกิดขึ้นในแคนาดา ผลวิจัยพบว่าในขณะที่องค์กรสื่อพยายามนำ AI มาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ประชาชนผู้รับสารกลับ “ไม่เชื่อมั่น” และ “ไม่ต้องการ” ข่าวที่ผลิตโดย AI เพราะมองว่าจะทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง
ประเด็นนี้สะท้อนช่องว่างขนาดใหญ่ที่สื่อไทยต้องระวัง เพราะปัจจุบันเรายังขาดงานวิจัยที่สำรวจความต้องการแท้จริงของผู้บริโภคไทยว่าพร้อมรับมือกับสื่อ AI มากน้อยเพียงใด
ทางออกสื่อไทย: ยกระดับสู่ ‘Best Practices’ และฉลาก ‘Non-AI’

เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย แนวทาง “ความสมัครใจ” ของสภาวิชาชีพในปัจจุบันอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ผศ.ดร.พิทักษ์ศักดิ์ ได้ถ่ายทอดข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญระดับนโยบาย 12 ท่าน ที่แนะให้องค์กรสื่อยกระดับสู่แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ โดยเริ่มจากการประกาศนโยบายองค์กรที่ผ่านการประเมินความเสี่ยง 3 ด้านหลัก คือ อคติ ความเป็นส่วนตัว และความมั่นคงปลอดภัย พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะพนักงาน “ทุกระดับ” ไม่ใช่แค่ฝ่ายไอที แต่รวมถึงผู้บริหารและฝ่ายจัดซื้อ เพื่อให้รู้เท่าทันความคุ้มค่าของการลงทุน
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอที่น่าสนใจในการกู้คืนความเชื่อมั่น นั่นคือ แนวคิดการ”ติดป้ายกำกับ” (Labeling) คล้ายกับการรับรองมาตรฐานสินค้า โดยเสนอให้มีการระบุชัดเจน เช่น การขึ้นข้อความว่า “รายการนี้ไม่มีการใช้ AI” หรือเป็นรายการที่ผลิตโดยมนุษย์จริง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและความไว้วางใจให้กับผู้รับสาร โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบทั้งจากภายในและหน่วยงานภายนอก (Third Party) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และยึดถือหลักจริยธรรม 4 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความยุติธรรม ความรับผิดชอบต่อการกระทำ และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้
‘จริยธรรม‘ คือลมหายใจที่ AI สร้างแทนไม่ได้
ช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทั้งสองท่านได้ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดที่ชวนตระหนักถึงความแตกต่างระหว่าง “ผู้ใช้สื่อ” กับ “ผู้ทำสื่อ” โดยอาจารย์ต่อสกุลย้ำว่า หากประชาชนทั่วไปต้องมีทักษะการคิดวิเคราะห์ คนทำสื่อก็ต้องมี “จริยธรรมวิชาชีพ” ที่เข้มข้นยิ่งกว่า ต้องกล้าเปิดเผยความจริงเรื่องการใช้เครื่องมือ และพร้อมรับผิดชอบอย่างไม่มีข้อแม้หากเกิดความผิดพลาด
สถานการณ์นี้เปรียบเสมือน “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ไม่ว่าแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนโฉมไปอย่างไร หรือเครื่องมือจะล้ำหน้าแค่ไหน แก่นแท้ของสื่อสารมวลชนยังคงเป็นเรื่องของ “ความรับผิดชอบ” ผู้ผลิตสื่อต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะโดยไม่สร้างภัยต่อสังคม ในขณะที่ผู้เสพสื่อก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้ AI จะทำงานได้รวดเร็วเพียงใด แต่ “จิตสำนึก” และ “จริยธรรม” ยังคงเป็นสมบัติของมนุษย์ที่เทคโนโลยีไม่อาจลอกเลียนแบบได้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ





