ในโลกยุคที่เทคโนโลยีแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของการใช้ชีวิต ตั้งแต่การค้นหาข้อมูลด้วยเสียง (Voice Search) ที่มีผู้ใช้งานกว่า 30% ไปจนถึงอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ (Wearable Devices) อย่าง Apple Watch หรือ Ultrahuman Ring ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าการยอมรับเทคโนโลยี (Technology Adoption) เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อมีปัจจัยพร้อม 3 ด้าน คือ ผู้สร้างนวัตกรรม (Device Makers), โครงข่ายที่เข้าถึงได้ (Connectivity Network) และราคาที่จับต้องได้ (Affordability) อย่างไรก็ตาม ในภาคการแพทย์ การเปลี่ยนแปลงอาจยังไม่รวดเร็วเท่าภาคผู้บริโภค เห็นได้จากการที่แพทย์จำนวนมากยังคงเขียนใบสั่งยาด้วยกระดาษในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา
ภายในงานสัมมนา “Patient Centric: Care at SCALE” จัดโดย ทรู บิสิเนส (True Business) และ เอ้ก ดิจิทัล (EGG Digital) เพื่อยกระดับวงการสาธารณสุขไทย อาชิช ยาดาว (Ashish Yadav) Partner จาก Kearney บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกที่มีอายุกว่า 100 ปี ได้ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “Future of Care Delivery: Digital at the Core” โดยเจาะลึกถึงวิกฤติสุขภาพโลก บทบาทของเทคโนโลยี และกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ พร้อมย้ำว่า “เทคโนโลยีเพียงลำพังไม่อาจช่วยอะไรได้ หากปราศจากความร่วมมือของคนและระบบนิเวศ”
5 มรสุมลูกใหญ่ สั่นคลอนระบบสาธารณสุขโลก
คุณอาชิช ยาดาว Partner จาก Kearney กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ที่เกิดจากความท้าทาย 5 ประการโถมเข้ามาพร้อมกัน สถานการณ์นี้บีบบังคับให้ระบบสาธารณสุขต้องเร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่กำลังก่อตัวขึ้น

ความท้าทายแรก คือ คลื่นสึนามิของสังคมสูงวัย ที่โลกไม่ได้เพียงแค่แก่ลงแต่กำลังดำเนินไปในอัตราเร่ง โดยมีการคาดการณ์ว่าสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นถึง 25% ในเร็ว ๆ นี้ และสถิติที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีถึง 20 ประเทศทั่วโลกที่มีอายุเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 50 ปี ซึ่งภาวะสังคมสูงวัยนี้ส่งผลให้ความต้องการการดูแลรักษายาวนานและเข้มข้นขึ้น สร้างภาระอย่างหนักให้กับโครงสร้างพื้นฐานและเวลาของบุคลากรทางการแพทย์ จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยปลดล็อกเวลาและลดภาระดังกล่าว
ปัญหาดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อผนวกเข้ากับวิกฤติโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นฆาตกรเงียบอันดับหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปถึง 75% หรือราว 40 ล้านคน โดยมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การไม่ออกกำลังกายและการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยกลุ่มนี้หมายถึงความต้องการยาที่มากขึ้น การรักษาที่ซับซ้อนและมีราคาสูง รวมถึงระยะเวลาการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลที่นานขึ้นตามไปด้วย
ในขณะที่ความต้องการรักษามีมากขึ้น แต่ปัจจัยทางเศรษฐกิจกลับสวนทางด้วยภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่พุ่งสูงถึงเฉลี่ย 10% ต่อปี ซึ่งเมื่อเทียบกับการปรับขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยทั่วโลกที่ 2-3% หรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ 4-5% จะเห็นได้ชัดว่ารายได้ส่วนใหญ่ของผู้คนถูกใช้ไปกับสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน ในขณะที่ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นจนแซงหน้ารายรับ ทำให้ความสามารถในการเข้าถึงการรักษาลดต่ำลง สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน
สถานการณ์ยิ่งวิกฤติเมื่อมองไปที่ทรัพยากรบุคคลและโครงสร้างพื้นฐาน โดยปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งกลายเป็นกลุ่มคนที่หาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ส่งผลให้โจทย์ของเทคโนโลยีไม่ใช่แค่ความทันสมัย แต่คือการทำให้เวลาหนึ่งวันของแพทย์มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรองรับผู้ป่วยที่ล้นมือ ประกอบกับปัญหาสุดท้ายคือ ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐาน ที่ประชากรโลกกว่า 50% ยังเข้าไม่ถึงความต้องการพื้นฐานทางสาธารณสุขหรือเตียงผู้ป่วยที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้จึงต้องไม่สร้างความเหลื่อมล้ำเพิ่ม แต่ต้องเข้ามาช่วยอุดช่องว่างเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง
บริบทประเทศไทย: ศักยภาพระดับโลกบนความท้าทายที่รอวันปะทุ
หลังจากมองภาพรวมวิกฤติสาธารณสุขในระดับโลกแล้ว อาชิช ได้เจาะจงมาที่บริบทของประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นและมีต้นทุนทางสาธารณสุขที่แข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็กำลังเผชิญกับระเบิดเวลาที่น่าวิตกไม่แพ้กัน
ในมุมมองของ Kearney ประเทศไทยมีรากฐานทางสาธารณสุขที่น่าชื่นชม โดยจุดแข็งที่สุด คือ ระบบหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้ประชาชนมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงการรักษา ควบคู่ไปกับโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงได้ ซึ่งไทยทำได้ดีมากในแง่ของการกระจายตัวของหน่วยบริการ มีจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วยที่ค่อนข้างเพียงพอ และมีศูนย์บริการสาธารณสุขมูลฐานกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ทำให้จุดสัมผัสระหว่างผู้ป่วยกับระบบสาธารณสุขเกิดขึ้นได้จริง อีกทั้งยังมีคุณภาพระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนและการยอมรับจากสายตาชาวโลกที่จัดอันดับให้ไทยอยู่ใน Top 5 ของโลก สะท้อนถึงความเป็นเลิศทางการแพทย์ที่สั่งสมมา
อย่างไรก็ตาม แม้พื้นฐานจะดีแต่ไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ยากและซับซ้อนกว่าค่าเฉลี่ยของโลกในบางมิติ เริ่มจากภาวะสังคมสูงวัยระดับสุดยอดที่สถิติน่ากังวลกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยคาดการณ์ว่าประชากรสูงวัยของไทยจะพุ่งสูงถึงเกือบ 30% ของประชากรทั้งหมดในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่
นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับเงินเฟ้อทางการแพทย์ที่พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 10% หมายความว่าคนไทยต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าคนส่วนใหญ่ในโลก รวมถึงปัญหาคลาสสิกที่ยังแก้ไม่ตกอย่างการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ และช่องว่างระหว่างสังคมเมืองกับชนบท ซึ่งแม้จะมีศูนย์บริการกระจายตัว แต่คุณภาพและความพร้อมของเทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกลยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องใช้ Digital Health เข้ามาถมช่องว่างนี้
ถอดรหัส 4 ต้นแบบความสำเร็จระดับโลก: จากวิสัยทัศน์สู่การลงมือทำจริง
คุณอาชิช ยาดาว ได้หยิบยกกรณีศึกษาจาก 4 องค์กรชั้นนำทั่วโลก ที่พิสูจน์แล้วว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบสาธารณสุขไม่ใช่แค่เรื่องของความทันสมัย แต่คือการแก้ปัญหาที่วัดผลได้จริง
เริ่มจาก Cleveland Clinic สหรัฐอเมริกาที่แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการลงมือทำอย่างจริงจัง (Rigorous Digital Execution) จนได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในแง่การปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี หัวใจความสำเร็จเกิดจากการสร้างนวัตกรรมที่จับต้องได้ ผ่านการก่อตั้งสถาบันนวัตกรรม (Cleveland Clinical Innovation Institute) ที่ร่วมมือกับพันธมิตรหลากหลาย จนถือครองสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้ากว่า 70-80 รายการ รวมถึงการใช้ศูนย์สั่งการที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI Command Center) ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรเตียงให้หมุนเวียนได้ดีขึ้น 15-20%
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ Ambient AI ที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรอย่าง Oracle, IBM และ Palantir เพื่อช่วยฟังและถอดความบทสนทนาระหว่างแพทย์กับคนไข้ลงในบันทึกทางการแพทย์ได้ทันที ซึ่งช่วยลดความเหนื่อยล้าของบุคลากร ผลลัพธ์จากโครงการนำร่อง (Pilot) พบว่าสามารถลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลจาก 7 วัน เหลือเพียง 4 วัน หรือลดลง 40% และลดอัตราการกลับมาแอดมิทซ้ำ (Readmission Rate) จากภาวะแทรกซ้อนได้ถึง 50%
ในส่วนของ NHS สหราชอาณาจักร แม้จะเป็นระบบขนาดใหญ่แต่ก็สามารถใช้พลังแห่งข้อมูลมหาศาล (Power of Data at Scale) มาเป็นกลไกป้องกันระบบล่มสลาย โดยสร้างแหล่งข้อมูลความจริงเพียงหนึ่งเดียว (Single Source of Truth) เพื่อรวมข้อมูลผู้ป่วยจากทั่วประเทศเข้าด้วยกันเป็นกระดูกสันหลังทางดิจิทัล (Digital Backbone) ทำให้แพทย์มองเห็นข้อมูลผู้ป่วยแบบองค์รวม (Holistic View) ได้ไม่ว่าจะรักษาที่ใด อีกทั้งยังมีแอปพลิเคชันแห่งชาติที่มีผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านคน
สำหรับจัดเก็บข้อมูลการรักษาทั้งหมดไว้ในที่เดียว ช่วยแก้ปัญหาประวัติการรักษาไม่ต่อเนื่อง ที่สำคัญคือการนำข้อมูลแบบนิรนาม (Anonymized Data) มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดนโยบายสาธารณสุข (National Health Policy) ให้สอดคล้องกับกลุ่มโรคในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ
สำหรับ Telstra จากออสเตรเลีย ได้พลิกโฉมจากบริษัทโทรคมนาคมสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) ด้วยพลังแห่งการเชื่อมโยงระบบนิเวศ (Connected Ecosystem) โดยเน้นการสร้างระบบที่ไร้รอยต่อ เชื่อมโยงผู้เล่นทุกคนในระบบสาธารณสุขเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ร้านขายยา (Pharmacy) แพทย์ปฐมภูมิ (Primary Care) ไปจนถึงแพทย์เฉพาะทางและกระทรวงสาธารณสุข ผ่านโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่ม เพื่อให้ข้อมูลไหลเวียนได้จริงและไม่เกิดภาวะกระจุกตัว
ปิดท้ายด้วย Sheba Medical Center จากอิสราเอล ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณสตาร์ตอัป (Startup Spirit) ภายใต้เป้าหมายการเป็นเมืองแห่งสุขภาพ (City of Health) โดยใช้กลยุทธ์การลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรม (Invest to Innovate) จัดตั้งกองทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันสตาร์ตอัปด้านสุขภาพให้เกิดขึ้นจริง และเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม ซึ่งการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สามารถเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ได้ถึง 40% และลดระยะเวลาพำนักของผู้ป่วยลงได้ 10% สะท้อนแนวคิดใหม่ที่เปลี่ยนจากการรักษาเมื่อป่วย เป็นการดูแลครบวงจรเพื่อให้ผู้ป่วยหายขาดโดยเร็วที่สุด
Ecosystem in Action: ความสำเร็จเกิดจาก “จิ๊กซอว์” ทุกชิ้นที่ลงตัว
คุณอาชิช กล่าวว่า การพลิกโฉมระบบสาธารณสุขนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยการประสานพลังของ 5 ผู้เล่นหลักในระบบนิเวศที่จะต้องทำหน้าที่ของตนเองอย่างสอดประสานกัน
เริ่มจากกลุ่มผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี (The Tech Backbone) ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานที่ต้องแข็งแกร่งก่อนจะไปถึงการรักษาที่ล้ำสมัย โดยประกอบไปด้วยระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (Core HIS & Clinical Systems) ที่ถือเป็นกระดูกสันหลังสำคัญ ข้อมูลในส่วนนี้จะต้องมีความถูกต้องแม่นยำ 100% เพราะหากข้อมูลผิดพลาด (Wrong Data) จะนำไปสู่การวินิจฉัยที่ผิดพลาด (Wrong Diagnosis) และทำลายความเชื่อมั่นจนส่งผลเสียต่อระบบทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังต้องมีผู้รวบรวมระบบ (System Integrators) เข้ามาแก้ปัญหาคลาสสิกของโรงพยาบาลที่มีหลายระบบ (System A, B, C) ให้สามารถเชื่อมโยงและสื่อสารกันได้ (Interoperability) รวมถึงเรื่องระบบคลาวด์และการเชื่อมต่อ (Cloud & Connectivity) ที่ต้องมีความเสถียร การดึงข้อมูลต้องลื่นไหล เพราะในวิกฤตการณ์หรือห้องผ่าตัด ทุกวินาทีคือชีวิต ไม่สามารถยอมรับการหมุนติ้ว (Buffering) แบบเวลาดู YouTube ได้ และส่วนสุดท้ายของโครงสร้างพื้นฐานคือนวัตกร (Innovators) หรือเหล่าสตาร์ตอัปที่จะเข้ามาสร้างโซลูชันเฉพาะทาง เช่น การใช้ AI คิดค้นยาใหม่ หรือการอ่านผลเอ็กซเรย์เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ระบบหลักทำไม่ได้
ในส่วนของสถานพยาบาล (Care Facilities) นั้น ต้องมีความกล้าที่จะลงทุน (Invest to Innovate) โดยเปลี่ยนกรอบความคิดจากการมองไอทีเป็นค่าใช้จ่าย ให้เป็นการลงทุนเพื่อสร้างนวัตกรรม และต้องยึดหลัก Digital First คือการออกแบบกระบวนการทำงานโดยคิดถึงดิจิทัลเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การนำระบบดิจิทัลมาครอบทับกระบวนการทำงานแบบเดิม ทางด้านภาครัฐ (Government) เองก็มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้กำกับดูแลและสนับสนุน โดยต้องเร่งผลักดันนโยบาย (Accelerate Policy) ที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรมได้รวดเร็ว ควบคู่ไปกับการดูแลเรื่อง Data Privacy & Security เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน (Privacy Comfort) ว่าข้อมูลสุขภาพของพวกเขาจะปลอดภัย ซึ่งหากขาดความเชื่อมั่นตรงนี้ ระบบ Big Data ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
สำหรับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี (Tech Partners) คุณอาชิชฝากข้อคิดว่าต้องทำงานด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ โดยมีความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ไม่สร้างเทคโนโลยีที่ดูหนักหรือซับซ้อนเกินความจำเป็น แต่ต้องเน้นการออกแบบที่ใช้งานง่าย (Intuitive Design) เพื่อลดภาระการเรียนรู้และลดแรงต่อต้านจากผู้ใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล เจ้าหน้าที่ธุรการ หรือหมอ ทางฝั่งบุคลากรทางการแพทย์ (Healthcare Professionals) เองก็ต้องเป็นผู้เปิดรับและเรียนรู้ ต้องมีความกล้าที่จะทดลอง (Trial) แม้แพทย์มักต้องการความสมบูรณ์แบบ แต่ควรเปิดใจทดลองใช้เทคโนโลยีที่อาจยังไม่สมบูรณ์ที่สุดแล้วให้คำแนะนำ (Feedback) เพื่อพัฒนาร่วมกัน รวมถึงต้องมีการปรับหลักสูตรการศึกษา (Education) ให้ทันต่อโลกเทคโนโลยี
ท้ายที่สุด หากทั้ง 5 ภาคส่วนข้างต้นสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างสมบูรณ์ ผลลัพธ์ที่ได้จะตกอยู่ที่ผู้ป่วย (Patients) ซึ่งถือเป็นปลายทางแห่งความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ (Trust) ของผู้ป่วยนี้เองจะเป็นกุญแจดอกสุดท้ายที่ทำให้การยอมรับเทคโนโลยี (Adoption) เกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง
เจาะลึกโอกาส “Health Tech Startup” รายเล็กจะยืนอยู่อย่างไรในดงยักษ์ใหญ่
ในช่วงท้ายของการสัมมนา มีประเด็นคำถามที่น่าสนใจจากเภสัชกรผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งสะท้อนความกังวลของผู้ประกอบการรายย่อยในวงการ โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่าในปัจจุบันเทรนด์ของ Health Tech ดูเหมือนจะถูกขับเคลื่อนและครอบงำโดยองค์กรขนาดใหญ่ (Big Corporates) เป็นหลัก จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากสตาร์ตอัปรายเล็กต้องการกระโดดเข้ามาในธุรกิจนี้ ยังพอมีช่องว่างหรือพื้นที่ให้ยืนอยู่หรือไม่
อาชิช ได้ให้คำตอบที่เปรียบเสมือนแนวทางสำคัญสำหรับสตาร์ตอัป โดยยืนยันว่าขนาดขององค์กรไม่ใช่ปัจจัยชี้วัดความสำเร็จ หากโจทย์ที่ต้องการแก้ไขนั้นมีความสำคัญเพียงพอ พร้อมแนะแนวทางว่าสิ่งแรกที่สตาร์ตอัปต้องดำเนินการไม่ใช่การมุ่งสร้างเทคโนโลยี แต่คือการระบุ “กรณีการใช้งาน” (Use Case) และปัญหาที่ต้องการแก้ไขให้มีความคมชัดที่สุด โดยต้องเฟ้นหาช่องว่างที่เป็นปัญหาที่แท้จริง (Pain Point) ซึ่งยังไม่มีผู้ใดเข้าไปจัดการ และต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าโซลูชันที่มีสามารถเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนั้นได้อย่างตรงจุด
นอกจากความชัดเจนของปัญหาแล้ว ความน่าเชื่อถือถือเป็นหัวใจสำคัญในวงการแพทย์ โซลูชันที่นำเสนอจะต้องมีความแข็งแกร่ง (Robust) เพียงพอสำหรับการใช้งานจริง โดยอาชิชแนะนำว่าสตาร์ตอัปจำเป็นต้องผ่านกระบวนการทดสอบ (Trials) จนได้ผลลัพธ์ที่เป็นที่ประจักษ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อองค์กรขนาดใหญ่ โดยอาชิชชี้ให้เห็นถึงเทรนด์ระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ที่ในอดีตบริษัทยายักษ์ใหญ่มักจะทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อทำวิจัยและพัฒนา (R&D) ภายในองค์กรเองทั้งหมด แต่ในปัจจุบันโมเดลธุรกิจได้เปลี่ยนไปสู่การลงทุนในสตาร์ตอัปที่ทำวิจัยสำเร็จ แล้วนำโซลูชันนั้นมาขยายผลต่อ ดังนั้น หากสตาร์ตอัปสามารถแก้ปัญหาที่ถูกต้องด้วยวิธีการที่เหมาะสม บริษัทใหญ่เหล่านี้จะกลายเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน (Funding) เพื่อนำนวัตกรรมไปต่อยอด แทนที่จะเป็นเพียงคู่แข่งทางการค้า
คุณอาชิช กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อผู้ประกอบการมีโซลูชันที่ใช่ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องขนาดของบริษัท เพราะความสำเร็จของสตาร์ตอัปทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มักมีจุดเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ เสมอ
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ทางรอดแรงงานไทยยุค AI: พลิกวิกฤติด้วย ‘คุณภาพ-ผลิตภาพ’
Food Innopolis ชู Deep Tech ปั้นอาหารไทยสู่ Hard Power



