งานสัมมนาประจำปีครบรอบ 6 ปี The Story Thailand Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “The Future of AI: When Intelligence Meets Reality” ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมสร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญให้กับวงการเทคโนโลยีไทย โดยระดมสมอง 12 ผู้นำนวัตกรรมและผู้บริหารระดับแนวหน้าของประเทศ มาร่วมเปิดเผยความจริงในยุค “AI Realism” ซึ่งเป็นยุคที่กระแสความตื่นเต้นและการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์สิ้นสุดลง และก้าวเข้าสู่สมรภูมิของการพิสูจน์มูลค่าทางธุรกิจ ผลสัมฤทธิ์ทางการเงิน รวมถึงความมั่นคงปลอดภัย ภายใต้ข้อจำกัดเชิงงบประมาณ ข้อมูล และบุคลากรอย่างแท้จริง
ภายในงาน วิทยากรได้ร่วมปลดล็อกมุมมองและนำเสนอกรณีศึกษาเชิงลึก โดยสามารถสรุปเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ 6 ประเด็นหลัก แบ่งเป็น 3 กลยุทธ์ “เกมรุก” (Offensive Strategies) เพื่อกุมความได้เปรียบทางธุรกิจ และ 3 กลยุทธ์ “เกมรับ” (Defensive Strategies) เพื่อปกป้องความมั่นคงขององค์กร ดังนี้
3 กลยุทธ์ “เกมรุก” (Offensive Strategies): ขยายขีดความสามารถและสร้างความต่าง
สำหรับประเด็นที่ 1 เป็นการพลิกบทบาทประเทศไทยสู่ “AI Chef” และเดินหน้ายุทธศาสตร์ “Open Weight” เพื่ออธิปไตย AI ที่แท้จริง ซึ่งเวทีสัมมนาครั้งนี้ชี้ชัดว่า การพยายามพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่แห่งชาติ (National Bigger Model) ตั้งแต่เริ่มต้นไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย เนื่องจากเป็นการแข่งขันระดับมหาอำนาจโลกที่ต้องลงทุนด้วยงบประมาณมหาศาลกว่าพันล้านบาท แต่ทางรอดที่แท้จริงคือการผสมผสานกลยุทธ์เชิงลึกระหว่างแนวคิดผู้ปรุงและอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ ผ่านมุมมองของสองผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ

ในส่วนของการเปลี่ยนต้นทุนเป็นสูตรสำเร็จแบบ “AI Chef” นั้น ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ได้เสนอยุทธศาสตร์พลิกบทบาทประเทศไทยจากการเป็นเพียงผู้บริโภคหรือผู้ใช้ ไปสู่การเป็นผู้ปรุงปัญญาประดิษฐ์ โดยมองเทคโนโลยี AI หรือโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป เป็นเพียงวัตถุดิบแล้วนำมาปรุงแต่งด้วยเมนูเฉพาะ พร้อมสอดแทรกความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวของมนุษย์ เพื่อส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้จริง
ดร.พิพัฒน์ยังแจ้งเตือนถึงข้อจำกัดทางกายภาพของดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน ที่ปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์และใช้น้ำหล่อเย็นมหาศาล โดยทำนายว่า ในยุค AI 3.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผลในหน่วยความจำ ที่รวมหน่วยความจำและหน่วยประมวลผลเข้าด้วยกัน ดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิมในวันนี้ อาจแปรสภาพเป็นสุสานข้อมูลหากผู้ประกอบการไม่วางแผนกลยุทธ์ให้รอบคอบ

ขณะที่การสร้างอธิปไตย AI ด้วยยุทธศาสตร์ “Open Weight” ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี ตอกย้ำว่า ประเทศไทยควรหลีกเลี่ยงการแข่งขันใน 3 เลเยอร์ตรงกลางของโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้แก่ ชิป, ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป, และการสร้างโมเดลขนาดใหญ่ แล้วหันมาสร้างอธิปไตยปัญญาประดิษฐ์ด้วยการหยิบยกโมเดลประเภทเปิดเผยค่าน้ำหนัก ซึ่งมีความฉลาดไม่แพ้โมเดลปิดยอดนิยม
โมเดลประเภทเปิดนี้ มีระยะเวลาตามหลังโมเดลเชิงพาณิชย์เพียง 4 ถึง 12 เดือนเท่านั้น การนำโมเดลเหล่านี้มาปรับแต่งบนโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ด้วยภาษาและบริบทข้อมูลเฉพาะทางของไทย จะช่วยลดงบประมาณในการพัฒนาลงเหลือเพียงระดับหลักร้อยล้านบาท ทั้งยังรับประกันความมั่นคงว่า ธุรกิจไทยจะดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและเป็นอิสระ แม้เกิดวิกฤติความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่อาจถูกปิดกั้นการเข้าใช้งานเทคโนโลยีต่างชาติเหมือนกรณีที่สหรัฐฯ เคยสั่งจำกัดการใช้งานในบางโมเดล
ถัดมาในประเด็นที่ 2 ดาต้าเฉพาะทางและระบบควบคุมคือคูเมืองที่ไม่มีวันเลียนแบบได้ ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กลายสภาพเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูกที่ทุกคนเข้าถึงได้ การมีโมเดลสมองกลเพียงอย่างเดียวไม่ได้สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอีกต่อไป

ชมปกรณ์ จักรแสงชัยโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสัย เอไอ ได้พิสูจน์แนวคิดนี้ผ่านแพลตฟอร์มถามตอบกฎหมายไทย FourCorners ที่ใช้โมเดล T-Lex 1 Pro, T-Lex 1 และ T-Lex 1 Lite ซึ่งพัฒนาบนฐานข้อมูลกฎหมายกราฟความรู้เชิงเวลา (Temporal Knowledge Graph) และคำพิพากษาศาลฎีกาที่อัปเดตทุกวัน โดยสามารถวินิจฉัยข้อกฎหมายและอ้างอิงตัวบทได้แม่นยำสูงถึงร้อยละ 75 เอาชนะโมเดลต่างประเทศราคาแพงได้อย่างเด็ดขาด ย้ำชัดว่าคูเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดคือ การรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลอย่างถูกต้อง มีวิธีประมวลผลกฎหมายที่เหมาะสมกับข้อมูล และการมีความรู้เฉพาะด้านในบริบทกฎหมายไทย

ทางด้าน ดร.ทุตานนท์ สินธุประสิทธิ์ Head of R&D บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX กล่าวว่า หัวใจสำคัญในการเอาชนะข้อจำกัดคือระบบที่สร้างขึ้นมาเพื่อควบคุม ตรวจสอบ และสั่งการให้โมเดลประมวลผลงานได้แม่นยำ คุ้มทุน และมีความเป็นธรรมชาติ เพื่อปิดช่องว่างสำคัญด้านค่าบริการโทเคนและเวลาในการประมวลผล โดยการนำเสนอโมเดลขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพเฉพาะด้าน เช่น โมเดลไต้ฝุ่นขนาดเล็กที่สามารถใช้งานบน Edge Device ได้ โมเดลภาษาถิ่นอีสาน เพื่อยกระดับประสบการณ์ใช้งานกับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

สอดรับกับวิสัยทัศน์ของ โจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จุดสร้างความแตกต่างที่แท้จริงของทรู คือ การประมวลผลจาก Trusted Data เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจเป็นรายบุคคล ควบคู่กับหัวใจหลักในการกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) และการพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อเร่งการประยุกต์ใช้ AI ในทุกภาคส่วน ภายใต้ยุทธศาสตร์การก้าวสู่การเป็น AI-First Organization
ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ ‘AI for Thailand’ ของทรู คือการผสานพลังของ Connectivity, Cloud, Compute และ Trusted Data เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ชุมชน และสังคมไทยโดยรวม พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าถึงโมเดลและเอเยนต์ที่เหมาะสม ผ่านศูนย์รวมปัญญาประดิษฐ์ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ต่อเนื่องด้วยประเด็นที่ 3 การปฏิวัติระบบงานสู่ยุคกลุ่มตัวแทนอัจฉริยะและการเชื่อมต่ออัจฉริยะแบบเรียลไทม์

ดร.วินน์ วรวุฒิคุณชัย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทบอทน้อย เปิดเผยว่า แวดวงธุรกิจกำลังเดินหน้าข้ามพ้นแชตบอททั่วไป สู่การนำเอเยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่ประกอบด้วยชุดคำสั่ง ความจำ คลังความรู้ และเครื่องมือมาทำหน้าที่เป็นทีมงานดิจิทัล โดยย้ำว่า เทรนด์ใหญ่หลังจากนี้คือการนำระบบทำงานร่วมกันของกลุ่มตัวแทนอัจฉริยะเข้ามาแก้ปัญหากลุ่มงานที่มีความซับซ้อน โดยการแบ่งหน้าที่เฉพาะเจาะจงให้แต่ละเอเยนต์ เช่น แผนกขาย แผนกจัดจ้าง แผนกการเงิน แผนกทรัพยากรบุคคล หรือแผนกกฎหมาย
ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะเพิ่มความแม่นยำ ป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อนแล้ว ดร.ทุตานนท์ จาก SCBX ยังได้เสริมในมุมของนักพัฒนาว่า การใช้กลุ่มตัวแทนอัจฉริยะแม้จะรองรับงานได้กว้างขึ้น แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นกว่าระดับพื้นฐานถึง 15 เท่า
ขณะที่ ดร.วินน์ ได้ชี้มุมมองเชิงเทคนิคว่า การออกแบบให้เกิดการคุยและส่งต่องานกันระหว่างเอเยนต์ย่อย ๆ จะช่วยจำกัดขอบเขตชุดคำสั่งไม่ให้สับสน และช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่ายโทเค็นในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในขณะเดียวกัน วีระ เกษตรสิน รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี LINE ประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นถึงอินเตอร์เฟซแห่งอนาคต ว่าจะต้องทำหน้าที่ทลายปัญหาช่องว่างในการสื่อสารของคนทำงาน โดยเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่สามารถส่งต่อข้อมูลบริบทได้แบบเรียลไทม์ โดยยกตัวอย่างภาพแห่งอนาคตที่ระบบสามารถจับสัญญาณในห้องประชุม ทั้งเสียงพูดคุย ภาพวาดบนไวท์บอร์ด และเอกสารต่าง ๆ ป้อนเข้าสู่ระบบประมวลผลของเอเยนต์ปัญญาประดิษฐ์ได้ทันทีแบบเรียลไทม์ โดยพนักงานไม่ต้องเสียเวลามาพิมพ์คำสั่งป้อนระบบภายหลัง เพื่อรักษารอบความเร็วการทำงานของระบบและคนให้สอดประสานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
3 กลยุทธ์ “เกมรับ” (Defensive Strategies): ป้องกันความเสี่ยงและสร้างความยั่งยืน
ในส่วนของกลยุทธ์เกมรับ ประเด็นที่ 4 เผยสูตรการวัดผลความคุ้มค่าของการลงทุนปัญญาประดิษฐ์ยกระดับมูลค่าองค์กร พร้อมดันพนักงานสู่ฐานะผู้กำกับและผู้ตรวจงาน

ดร.ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล Managing Director ของ กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ได้ชี้ประเด็นสำคัญว่า ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ระยะการวัดผลความคุ้มค่าของการลงทุนปัญญาประดิษฐ์อย่างเข้มข้นหลังจากหลายองค์กรได้ผ่านการทดลองและลงทุนด้านนี้ตลอดสองปีที่ผ่านมา โดยความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการเลือกใช้แพลตฟอร์มที่แพงที่สุด แต่ต้องใช้สมการสร้างมูลค่า นั่นคือมูลค่าเท่ากับกระบวนการบวกบุคลากรบวกแพลตฟอร์ม ทั้งหมดยกกำลังด้วยวัฒนธรรมแห่งการลองผิดลองถูกและปรับตัวอย่างรวดเร็ว
ทาง KBTG ได้นำแนวคิดให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นอันดับแรกควบคู่กับปัญญาประดิษฐ์มาใช้ขับเคลื่อน พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ใหม่ด้วยการนำเอเยนต์ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานร่วมกับคน จนสามารถยกระดับประสิทธิภาพการส่งมอบซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้นได้แล้วร้อยละ 8 ในปัจจุบัน และตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ในอีกสองถึงสามปีข้างหน้า

ขณะที่ ดร.ธีรวัฒน์ อัศวโภคี รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมแสดงทัศนะและผลสัมฤทธิ์จากการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้าไปฝังตัวใช้งานจริงอย่างกว้างขวางใน 22 สายงานธุรกิจของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งสามารถลดภาระงานและประหยัดจำนวนพนักงานเทียบเท่าได้ถึง 200 คนในปี 2025 และมีเป้าหมายที่จะขยายตัวเพิ่มเป็น 600 ถึง 700 คนในปี 2026 พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังว่า พนักงานในองค์กรไทยต้องเร่งปรับตัวและยกระดับทักษะของตนเองจากผู้ปฏิบัติงานไปสู่การเป็นผู้กำกับดูแลและตรวจสอบจับผิดปัญญาประดิษฐ์ โดยคนทำงานจำเป็นต้องพัฒนาความรู้เชิงลึกในสายงานของตนเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเพื่อความแม่นยำในการตรวจสอบ เนื่องจากในท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์จะต้องเป็นเจ้าของผลงานหรือหัวหน้างานที่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์และความผิดพลาดของสมองกลที่ตนเองใช้งานอย่างไม่มีข้ออ้าง
เช่นเดียวกับมุมมองของ คุณโจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า จาก ทรู ที่เผยว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรปัญญาประดิษฐ์ให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนคือ ระบบปฏิบัติการและการบริหารการเปลี่ยนแปลงโดยทรูได้สร้างกรณีศึกษาด้วยการบ่มเพาะกลุ่มผู้นำการเปลี่ยนแปลงกว่า 200 คนทั่วองค์กร เพื่อทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดคอยช่วยเหลือพนักงานในการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการทำงานจริง ช่วยปลดล็อกความกลัวที่จะถูกแทนที่ และกระตุ้นการเปลี่ยนผ่านทักษะของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเด็นที่ 5 เป็นสัญญาณเตือนภัย 5 อุตสาหกรรมเสี่ยงสูง พร้อมตอกย้ำแนวคิดธรรมาภิบาลข้อมูลต้องมาก่อนธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์

ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Coraline จำกัด ปลุกกระแสเตือนภัยองค์กรธุรกิจไทยอย่างตรงจุดว่า การปล่อยปัญญาประดิษฐ์ทำงานแบบอัตโนมัติปราศจากการควบคุมและไม่มีผู้ดูแลตรวจสอบถือเป็นความเสี่ยงอย่างรุนแรงด้านข้อกฎหมาย ภาพลักษณ์ และความรับผิดชอบ โดยมี 5 อุตสาหกรรมเสี่ยงสูง ได้แก่ 1) การเงิน 2) พลังงาน 3) ความมั่นคง 4) สาธารณสุข และ 5) คมนาคม ที่ข้อกฎหมายระดับโลกกำลังมีผลบังคับใช้ครอบคลุมและมีบทลงโทษปรับเงินอย่างรุนแรง ซึ่งแนวคิดนี้จะแปรสภาพเป็นร่างกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ของไทยในอนาคตอันใกล้
ดร.อสมา เน้นย้ำข้อคิดสำคัญว่า องค์กรไม่สามารถสร้างธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัยได้เลย หากละเลยการทำธรรมาภิบาลข้อมูลเพื่อตรวจสอบคุณภาพและจัดระเบียบข้อมูลต้นน้ำตั้งแต่จุดเริ่มต้นผ่านการสร้างคลังและการจัดหมวดหมู่ข้อมูล
ปิดท้ายด้วยประเด็นที่ 6 ความน่าเชื่อถือคือใบอนุญาตทำธุรกิจ รวมถึงรสนิยมและหลักการที่จะการันตีคุณค่าในระยะยาว

อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด มอบแง่คิดการทำธุรกิจภายใต้ปรัชญาสำคัญว่า ความน่าเชื่อถือคือใบอนุญาตเดียวในการทำธุรกิจ องค์กรที่ได้รับชัยชนะที่แท้จริงในสนามการแข่งขันระยะยาว จะไม่ใช่องค์กรที่กุมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยหรือครอบครองโมเดลขนาดใหญ่ที่สุด แต่คือองค์กรที่สามารถส่งมอบปัญญาประดิษฐ์ที่ปลอดภัย ยุติธรรม ตรวจสอบได้ ปราศจากอคติ และสร้างความไว้วางใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าและพนักงานได้อย่างยั่งยืน

แนวคิดนี้ได้รับการสรุปทิ้งท้ายอย่างทรงคุณค่า ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน ที่ชี้ถึงบทบาทของมนุษย์ในสมรภูมิยุคใหม่ว่า แม้ปัญญาประดิษฐ์จะลดทอนมูลค่าของความพยายามเชิงเทคนิค เช่น การวาด เขียน หรือถอดรหัสพื้นฐานไปอย่างราบคาบ แต่คุณค่าความเป็นมนุษย์ที่จะทวีความโดดเด่นและสร้างความแตกต่างทางธุรกิจคือ รสนิยม, ความสามารถในการเลือกไอเดียที่เหมาะสม และความเป็นตัวตนเฉพาะตัว เพื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องทุ่นแรง และใช้วิจารณญาณความเป็นมนุษย์เป็นเครื่องนำทางในการส่งมอบผลงานที่แท้จริงสู่สังคม
The Story Thailand Forum 2026 งานสัมมนาประจําปีในวาระครบรอบ 6 ปีของสื่อออนไลน์ The Story Thailand จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ ความเข้าใจ และแบ่งปันแนวคิดการทํางานจากหน้างานจริงของผู้เชี่ยวชาญระดับสูง มุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และนวัตกรรมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของจริยธรรม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคม
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
True ID ปรับบทบาทสู่ Digital Ecosystem Hub เปิดตัว ‘ตาตั้ง’ จับมือ DramaBox บุกตลาดซีรีส์แนวตั้ง
AWS ชู Agentic AI ปลดล็อกธุรกิจไทยพ้นกับดัก AI พื้นฐาน ลดความเสี่ยงผูกขาดเทคโนโลยี



