บรรจุภัณฑ์กำลังเปลี่ยนสถานะจากสิ่งที่ใช้บรรจุ ปกป้อง และสร้างความโดดเด่นให้สินค้า ไปเป็นส่วนหนึ่งของกติกาการค้าโลก เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาด โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่กำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์และการจัดการขยะเข้มข้นขึ้น การออกแบบบรรจุภัณฑ์จึงไม่ได้จบอยู่ที่ความสวยงาม ต้นทุน หรือการรักษาคุณภาพสินค้าอีกต่อไป แต่ต้องคิดต่อไปถึงการใช้วัสดุ การรีไซเคิล การใช้ซ้ำ ปริมาณขยะ ตลอดจนข้อมูลและเอกสารที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME กติกาใหม่อาจดูเหมือนต้นทุนและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งกำลังเปิดโอกาสให้ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วกว่าสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะเมื่อกติกาเปลี่ยน ผู้เล่นในตลาดต่างต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานเดียวกัน ขณะที่ประเทศไทยมีฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ มีวัสดุให้เลือกหลากหลาย และมีความสามารถในการผลิตบรรจุภัณฑ์ตามความต้องการของลูกค้า แตกต่างจากตลาดขนาดใหญ่อย่างจีนที่มีจุดแข็งด้านการผลิตจำนวนมากและการประหยัดต่อขนาด
ปฐมพงศ์ ดีปัญญา CEO และ Co-founder ของ DEZPAX กล่าวในหัวข้อ “Beyond Packaging: พลิกบรรจุภัณฑ์สู่เครื่องยนต์การเติบโตของธุรกิจยั่งยืน” ภายในงานสัมมนา Circular Economy Forum 2026: Sustainability in Action ซึ่ง The Story Thailand จัดร่วมกับหอการค้าไทย และสถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค หรือ CE Academy by UTCC ว่า การเปลี่ยนแปลงของกติกาด้านบรรจุภัณฑ์กำลังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยใช้ความพร้อมของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในประเทศเป็นข้อได้เปรียบ โดยเฉพาะ SME ที่ต้องการยกระดับสินค้าและขยายตลาดไปต่างประเทศ
DEZPAX ซึ่งเป็น Packaging Solution Platform ที่มี SCG Packaging และ OR ร่วมลงทุน ทำงานกับ SME ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อช่วยให้สินค้าไทยสามารถสร้างแบรนด์และขยายตลาดได้มากขึ้น ปฐมพงศ์มองว่า ไทยมีสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพอยู่แล้ว แต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้สินค้าเหล่านั้นก้าวพ้นข้อจำกัดของการเป็นสินค้าในพื้นที่หรือ OTOP ไปสู่ช่องทางจำหน่ายระดับประเทศและตลาดส่งออก ซึ่งบรรจุภัณฑ์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจไปถึงเป้าหมายนั้นได้
เมื่อบรรจุภัณฑ์กำหนดโอกาสทางการค้า
ในอดีต หน้าที่หลักของบรรจุภัณฑ์คือการบรรจุและปกป้องสินค้า ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบให้สวยงามเพื่อดึงดูดผู้บริโภคบนชั้นวางสินค้า และทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ แต่วันนี้ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญ ผู้ประกอบการที่สามารถทำให้บรรจุภัณฑ์สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจึงมีโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น
โจทย์นี้เห็นชัดในตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าไทย โดยเฉพาะอาหาร ขนมขบเคี้ยว ผลไม้อบแห้ง และอาหารแปรรูป ปฐมพงศ์ระบุว่า ไทยส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวไปยังสหภาพยุโรปมากกว่าแสนล้านบาทต่อปี และในช่วงสามปีที่ผ่านมามีการเติบโตมากกว่า 7% ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการกำลังต้องปรับตัวตามกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation หรือ PPWR ซึ่งเข้ามากำหนดแนวทางใหม่ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งาน
แทนที่จะมองกฎใหม่เป็นเพียงอุปสรรคทางการค้า ปฐมพงศ์มองว่า การเปลี่ยนกติกาครั้งนี้ทำให้ผู้ประกอบการต้องเริ่มปรับตัวพร้อมกัน และอาจเป็นโอกาสของไทย เพราะประเทศมีฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่แข็งแรง มีทางเลือกด้านวัสดุจำนวนมาก และมีความสามารถในการผลิตแบบ Customize หากผู้ประกอบการเรียนรู้กติกาและปรับตัวได้เร็ว บรรจุภัณฑ์จึงอาจกลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น
รีไซเคิลได้ต้องเกิดขึ้นจริง
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือแนวคิด Recyclable Reality หรือการรีไซเคิลได้จริง การระบุเพียงว่าบรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิลได้ไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องพิจารณาว่าเมื่อเข้าสู่ระบบจัดการขยะปลายทางแล้ว บรรจุภัณฑ์นั้นสามารถถูกคัดแยกและนำไปรีไซเคิลได้จริงหรือไม่
ระบบคัดแยกขยะในยุโรปมีการใช้เครื่องสแกน NIR เพื่อตรวจสอบและแยกประเภทวัสดุ ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล หากออกแบบบรรจุภัณฑ์ด้วยวัสดุที่เครื่องไม่สามารถตรวจจับหรือแยกประเภทได้ แม้ว่าวัสดุนั้นจะสามารถรีไซเคิลได้ในทางเทคนิค แต่ก็อาจไม่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลจริง
ตัวอย่างสำคัญคือ ซองอะลูมิเนียมฟอยล์หรือบรรจุภัณฑ์แบบหลายชั้น ซึ่งนิยมใช้กับอาหารเพราะช่วยป้องกันออกซิเจนและความชื้น ยืดอายุสินค้าได้ดี บรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ไม่ได้ผิดกฎ แต่มีความเสี่ยงที่เครื่อง NIR จะอ่านไม่ได้ เนื่องจากประกอบด้วยวัสดุหลายชนิด ทางเลือกจึงอาจเป็น Mono Material เช่น Mono PE ที่พัฒนาให้มีคุณสมบัติป้องกันความชื้นและออกซิเจน ขณะเดียวกันสามารถเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่ายกว่า
สีและฉลากก็มีผลต่อการคัดแยกเช่นกัน พลาสติกสีดำหรือสีเมทัลลิกมีความเสี่ยงที่เครื่องสแกนจะตรวจจับไม่ได้ ขณะที่ฉลากขนาดใหญ่ซึ่งติดแน่นกับขวดอาจสร้างปัญหาในการแยกวัสดุ แนวทางหนึ่งจึงเป็นการใช้ขวด PET ใส ลดการใช้ฉลาก หรือออกแบบฉลากให้ลอกออกได้ง่าย เพื่อให้บรรจุภัณฑ์สามารถเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้จริง
จากใช้แล้วทิ้ง สู่ใช้ซ้ำ
อีกด้านหนึ่งของ PPWR คือการผลักดัน Reuse และ Refill ซึ่งจะทำให้ธุรกิจต้องคิดต่อจากการขายสินค้าไปถึงระบบนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ โดยปฐมพงศ์ยกตัวเลขเป้าหมายว่า บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มต้องมีสัดส่วนที่สามารถใช้ซ้ำได้ 10% ในปี 2030 และเพิ่มเป็น 25% ในปี 2040 ส่วนอาหาร Takeaway เพิ่มจาก 10% เป็น 40% และบรรจุภัณฑ์สำหรับ E-commerce เพิ่มจาก 10% เป็น 50%
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บรรจุภัณฑ์ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อใช้แล้วทิ้งเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเชื่อมกับระบบใหม่ เช่น Deposit Return System ซึ่งผู้บริโภคจ่ายเงินมัดจำบรรจุภัณฑ์เมื่อสั่งอาหาร และได้รับเงินคืนเมื่อนำบรรจุภัณฑ์กลับมาคืน รวมถึง Refill Station สำหรับสินค้าประเภทสบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และการออกแบบกล่อง E-commerce ให้แข็งแรงพอที่จะหมุนเวียนกลับมาใช้จัดส่งสินค้าได้หลายครั้ง
สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ใช่แค่ตัววัสดุ แต่รวมถึงรูปแบบธุรกิจ เพราะเมื่อบรรจุภัณฑ์ต้องกลับเข้าสู่ระบบ ธุรกิจจำเป็นต้องคิดถึงการรับคืน การทำความสะอาด การเติม และการนำกลับมาใช้ใหม่ตั้งแต่ต้น
ลดบรรจุภัณฑ์ลดทั้งขยะและต้นทุน
อีกโจทย์ใหญ่คือ Minimization หรือการใช้บรรจุภัณฑ์เท่าที่จำเป็น ซึ่งตรงข้ามกับความคุ้นเคยของตลาดไทยที่มักเชื่อมโยงบรรจุภัณฑ์หลายชั้นกับความสวยงาม ความพรีเมียม และความใส่ใจ ตั้งแต่กล่อง กระดาษห่อ วัสดุกันกระแทก ไปจนถึงซองหรือถุงด้านใน
ภายใต้กติกาใหม่ พื้นที่และวัสดุที่ไม่ได้ทำหน้าที่จำเป็นจะถูกมองว่าเป็นขยะ ตัวอย่างเช่น ซองขนมที่มีสินค้าเพียงประมาณ 60% และเหลือพื้นที่ว่างเกือบ 40% ในอนาคตจะต้องลดพื้นที่ว่างลงเหลือประมาณ 15-20% ขณะที่การใช้ซอง ถาด และวัสดุห่อซ้อนกันหลายชั้นก็ต้องพิจารณาว่าส่วนใดจำเป็นจริงต่อการปกป้องสินค้า
ในมุมธุรกิจ ข้อกำหนดนี้ไม่ได้มีแต่ต้นทุน เพราะการลดขนาดและลดวัสดุที่ไม่จำเป็นหมายถึงต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ลดลงด้วย ความยั่งยืนจึงสามารถเดินไปพร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนได้ หากผู้ประกอบการเริ่มออกแบบโดยตั้งคำถามตั้งแต่แรกว่า บรรจุภัณฑ์ใหญ่เกินไปหรือไม่ ใช้วัสดุมากเกินความจำเป็นหรือไม่ และมีส่วนใดสามารถตัดออกได้โดยไม่กระทบต่อสินค้า
บรรจุภัณฑ์ต้องเพิ่มพลาสติกรีไซเคิล
PPWR ยังผลักดันการใช้ Recycled Content โดยกำหนดสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลหลังการบริโภค หรือ Post-consumer Recycled Plastic (PCR) ในบรรจุภัณฑ์ สำหรับขวดเครื่องดื่ม PET ปฐมพงศ์ระบุว่า ในปี 2030 ต้องมี PCR อย่างน้อย 30% และเพิ่มเป็นอย่างน้อย 50% ในปี 2040 ส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทอื่นมีสัดส่วนตั้งแต่ 10-35% ตามประเภทที่กำหนด
นั่นหมายความว่าแนวทางการผลิตโดยใช้ Virgin Plastic เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิม อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์จึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำ PCR กลับมาใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ได้ตามข้อกำหนด โดยต้องสามารถระบุสัดส่วนและตรวจสอบที่มาของวัสดุได้ด้วย
คำว่า “รักษ์โลก” ต้องพิสูจน์ได้
กติกาเรื่อง Clear Labeling ทำให้ข้อมูลบนบรรจุภัณฑ์ต้องชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ชนิดวัสดุ Polymer Code ความสามารถในการรีไซเคิล ไปจนถึงคำแนะนำว่าผู้บริโภคควรแยกและทิ้งส่วนประกอบแต่ละชิ้นอย่างไร เช่น ฝา ฉลาก และขวด
ขณะเดียวกัน การกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมแบบกว้าง ๆ จะทำได้ยากขึ้น คำอย่าง Eco Packaging หรือ Eco Product ไม่เพียงพอ หากไม่สามารถอธิบายหรือตรวจสอบได้ว่าความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นมาจากอะไร ผู้ประกอบการจึงต้องเปลี่ยนจากข้อความเชิงการตลาดไปสู่ข้อมูลที่พิสูจน์ได้ เช่น ระบุสัดส่วน Recycled Content เป็นตัวเลขอย่างชัดเจน
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บรรจุภัณฑ์กลายเป็นพื้นที่ของข้อมูลมากขึ้น และทำให้ความยั่งยืนต้องมีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่เพียงคำกล่าวอ้างบนฉลาก
ส่งออก EU ต้องมีเอกสารรองรับ

อีกเรื่องที่ SME ต้องเข้าใจคือ Declaration of Conformity หรือ DOC เพราะความรับผิดชอบไม่ได้อยู่กับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เพียงฝ่ายเดียว แต่เจ้าของแบรนด์ที่ส่งสินค้าเข้าสหภาพยุโรปต้องสามารถยืนยันได้ว่าบรรจุภัณฑ์ของตนสอดคล้องกับข้อกำหนด
ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องขออนุญาตบรรจุภัณฑ์ก่อนส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย แต่หากถูกตรวจสอบ หรือ Distributor ในยุโรปร้องขอ จะต้องมีเอกสารแสดงข้อมูลบริษัท รายละเอียดบรรจุภัณฑ์ ชนิดวัสดุ สัดส่วน Recycled Content ความสามารถในการรีไซเคิล ตลอดจนเอกสารประกอบ เช่น Material Certification, Supplier Declaration และ Recyclability Assessment
ที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ของสินค้าแต่ละ SKU อาจแตกต่างกัน จึงควรมีเอกสารรองรับแยกตามสินค้า การทำงานระหว่างเจ้าของแบรนด์กับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์จึงต้องใกล้ชิดกว่าเดิม ตั้งแต่การเลือกวัสดุ ตรวจสอบความสามารถในการรีไซเคิล ลดขนาดและวัสดุที่ไม่จำเป็น ไปจนถึงเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนอนุมัติการผลิตจริง
เปลี่ยนกติกาใหม่เป็นแต้มต่อธุรกิจ
เมื่อมองทั้งหมดเข้าด้วยกัน PPWR ไม่ได้เปลี่ยนเพียงมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์ แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของธุรกิจ จากเดิมที่เลือกบรรจุภัณฑ์โดยดูเรื่องราคา ความสวยงาม และความสามารถในการปกป้องสินค้า เป็นการมองตลอดวงจรชีวิต ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ ปริมาณที่จำเป็น การใช้ซ้ำ การคัดแยก การรีไซเคิล ไปจนถึงข้อมูลและหลักฐานที่ตรวจสอบได้
สำหรับ SME ไทย ความซับซ้อนของกฎระเบียบอาจเป็นโจทย์ใหม่ แต่ปฐมพงศ์มองว่าไทยมีข้อได้เปรียบจากฐานการผลิตบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนที่แข่งขันได้ ทางเลือกด้านวัสดุ และผู้ผลิตจำนวนมาก สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการต้องเข้าใจหลักการเหล่านี้มากพอที่จะสื่อสารและทำงานร่วมกับ Supplier ได้อย่างถูกต้อง
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านของบรรจุภัณฑ์จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องของการทำตามกฎหมาย หากผู้ประกอบการเริ่มปรับตั้งแต่วันนี้ กติกาที่ดูเหมือนเพิ่มภาระอาจกลับกลายเป็นโอกาสในการลดต้นทุน ยกระดับมาตรฐานสินค้า และเปิดประตูสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น จากบรรจุภัณฑ์ที่เคยเป็นเพียงต้นทุนประกอบสินค้า จึงสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจไทยในตลาดโลกได้
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Nature Positive เมื่อธรรมชาติกลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจ
Circular Economy กติกาธุรกิจใหม่เมื่อความยั่งยืนกำหนดการแข่งขัน
Circular Economy จากเรื่องสิ่งแวดล้อม สู่มูลค่าธุรกิจที่วัดได้



