ความยั่งยืนกำลังเปลี่ยนจากเรื่องที่ธุรกิจเลือกทำ มาเป็นเงื่อนไขที่กำหนดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อกติกาการค้าโลกนำเรื่องคาร์บอน การใช้ทรัพยากร การออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และข้อมูลตลอดวงจรชีวิตสินค้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดทางการค้า การทำธุรกิจแบบเดิมที่นำทรัพยากรมาใช้ ผลิต บริโภค และจัดการของเสียเมื่อถึงปลายทาง จึงไม่เพียงสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นต้นทุนและความเสี่ยงทางธุรกิจโดยตรง
ยุทธนา เจียมตระการ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย กล่าวบนเวทีสัมมนา Circular Economy Forum 2026: Sustainability in Action ที่ The Story Thailand จัดร่วมกับหอการค้าไทย และ สถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค (CE Academy by UTCC) ว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของ CSR ที่องค์กรให้เงินแก่ชุมชนหรือทำกิจกรรมแล้วจบ แต่ต้องเข้าไปอยู่ในการดำเนินกิจการ โดยมองทั้งระบบนิเวศและวงจรของกิจกรรมทั้งหมด เพราะไม่ว่าจะผลิตสินค้าอะไรย่อมต้องใช้ทรัพยากร หากยังผลิตและบริโภคด้วยรูปแบบเดิม ทรัพยากรก็จะถูกใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจุบันโลกใช้ทรัพยากรในระดับที่เทียบเท่ากับประมาณสามเท่าของทรัพยากรที่มีอยู่
ภาพที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจนคือ ในด้านหนึ่งมี Food Waste จำนวนมาก แต่อีกด้านยังมีคนที่ไม่มีอาหารเพียงพอ การใช้ทรัพยากรจึงไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่ผู้ผลิตไม่สามารถมองว่าหน้าที่ของตัวเองสิ้นสุดลงเมื่อขายสินค้า เพราะเมื่อเป็นผู้ผลิตก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อผลที่เกิดจากสินค้าและทรัพยากรที่นำมาใช้
การแก้ปัญหาจึงต้องมองเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน คุณยุทธนายกกรณีการบุกรุกป่าและการปลูกพืชเชิงเดี่ยวว่า หากต้องการแก้ปัญหาด้วยการประกาศห้ามเพียงอย่างเดียว คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ หากไม่ให้เกษตรกรปลูกข้าวโพด แล้วจะให้ปลูกอะไร การดูแลสิ่งแวดล้อมจึงต้องสร้างทางเลือกที่ทำให้คนสามารถดำรงชีวิตและสร้างรายได้ได้ด้วย ไม่เช่นนั้นการแก้ปัญหาด้านหนึ่งอาจกลายเป็นการผลักภาระไปสู่อีกด้านหนึ่ง
นี่เป็นเหตุผลที่ Circular Economy ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงนโยบายภาครัฐ และไม่ใช่ภาระของคนเก็บขยะหรือผู้จัดการของเสียปลายทาง แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วม เพราะหากต้องการสร้างผลกระทบในระดับระบบ การเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง
คาร์บอนกำลังเปลี่ยนต้นทุนการแข่งขัน
แรงผลักดันที่ทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถมองข้าม Circular Economy ได้อีกต่อไป มาจากทั้งข้อจำกัดของทรัพยากร ปัญหาสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมผู้บริโภค และกฎหมายที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะกติกาการค้าจากต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้กระทบเฉพาะบริษัทที่ส่งออกโดยตรง แต่รวมถึงธุรกิจที่อยู่ใน Supply Chain ทั้ง Supplier และลูกค้าของบริษัทเหล่านั้นด้วย
คุณยุทธนายกกรณีผู้ส่งออกเหล็กไปสหภาพยุโรปเพื่อแสดงให้เห็นว่าเรื่องคาร์บอนสามารถเปลี่ยนต้นทุนการแข่งขันได้อย่างไร ผู้ผลิตรายแรกไม่ได้ทำกิจกรรมลดคาร์บอนหรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เมื่อส่งสินค้าเข้าสู่ยุโรปและเผชิญต้นทุนคาร์บอนที่ประมาณ 75 ยูโรต่อตัน จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 9,000 บาทต่อตัน ส่งผลให้ราคาเหล็กปลายทางขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 34,000 บาทต่อตัน
ในทางกลับกัน ผู้ผลิตอีกรายลงทุนเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน แม้ต้นทุนการผลิตเพิ่มจาก 24,000 บาทเป็น 28,000 บาทต่อตัน แต่เมื่อสินค้ามีการปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า ภาระด้านคาร์บอนจึงน้อยลง ทำให้ราคาสินค้าปลายทางสามารถแข่งขันได้ดีกว่า และยังเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตบริหารราคา หรือใช้การปล่อยคาร์บอนที่ต่ำกว่าเป็นจุดขายทางธุรกิจ
ตัวอย่างนี้ทำให้เห็นว่า การลงทุนด้านความยั่งยืนไม่ควรถูกมองเป็นต้นทุนเพียงด้านเดียว เพราะภายใต้กติกาใหม่ การไม่ลงทุนอาจทำให้ธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนสูงกว่าในภายหลัง และเมื่อกฎระเบียบเข้มข้นขึ้น ความแตกต่างด้านการจัดการคาร์บอนจะยิ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน
กติกาใหม่ไม่ได้มีแค่เรื่องคาร์บอน

ข้อกำหนดที่ธุรกิจต้องรับมือไม่ได้มีเฉพาะเรื่องคาร์บอน กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเข้มข้นขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ในไทยเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงใกล้ตัวจากการจัดการขยะ โดยบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ เริ่มนำร่องแนวทางที่ผู้ไม่แยกขยะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขณะเดียวกันยังมีร่างกฎหมายด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่ในกระบวนการเตรียมการ ซึ่งสะท้อนว่า Circular Economy กำลังขยับจากแนวคิดไปสู่ข้อกำหนดที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจมากขึ้น
สำหรับตลาดต่างประเทศ กฎระเบียบอย่าง Packaging and Packaging Waste Regulation รวมถึงข้อกำหนดด้าน Ecodesign กำลังทำให้ผู้ผลิตต้องคิดถึงสินค้าตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ทั้งการทำให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานยาวขึ้นและการรับผิดชอบต่อสินค้าที่ขายไม่ออก ตัวอย่างที่ยุทธนายกขึ้นมาคือ Fast Fashion ซึ่งสินค้าเหลือขายไม่สามารถนำไปทิ้งหรือทำลายได้อย่างง่ายดายเหมือนที่ผ่านมา
กฎเหล่านี้อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นการกีดกันทางการค้าหรือไม่ แต่ในมุมของยุทธนา นี่คือกติกาใหม่ของการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว หากผู้ประกอบการไทยทำธุรกิจกับเขตเศรษฐกิจที่เดินหน้าเรื่องนี้ไปไกลแล้ว ก็ต้องปรับวิธีคิดและวิธีทำงานให้สอดคล้องกับกติกาของตลาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออกโดยตรงหรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน
แค่บอกว่า “รักษ์โลก” ไม่พอ
อีกด้านของกติกาที่กำลังเข้มข้นขึ้นคือเรื่องข้อมูล เมื่อผู้บริโภคตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมและเกิดตลาดสำหรับสินค้ารักษ์โลกมากขึ้น ธุรกิจจำนวนมากจึงเริ่มสื่อสารเรื่อง Green Claim และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ แต่การกล่าวอ้างเหล่านี้กำลังถูกตรวจสอบมากขึ้นเพื่อป้องกันปัญหา Greenwashing
คุณยุทธนาอ้างถึงการศึกษาในสหภาพยุโรปที่พบว่า การกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมของสินค้าและแบรนด์ในตลาดประมาณครึ่งหนึ่ง เมื่อนำกลับมาทวนสอบพบว่าข้อมูลขาดความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าธุรกิจเหล่านั้นสร้างตัวเลขหรือให้ข้อมูลเท็จ แต่อาจเกิดจากการใช้มาตรฐานของตัวเอง ซึ่งเมื่อเทียบกับมาตรฐานกลางแล้วให้ผลแตกต่างกัน
โจทย์ของธุรกิจจึงไม่ได้อยู่เพียงการทำให้สินค้าหรือกระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องสามารถเปิดเผยข้อมูลที่น่าเชื่อถือและทวนสอบได้ด้วย โดยแนวทางอย่าง Digital Product Passport ภายใต้ข้อกำหนดของยุโรป จะทำให้ผู้ผลิตต้องติดตามว่าสินค้าตลอดวงจรชีวิตมีการจัดการอย่างไร การมีข้อมูลที่สามารถติดตามและตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่จึงกำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำ Circular Economy
จาก Linear สู่ Circular ต้องเปลี่ยนทั้งห่วงโซ่
ความยากของการเปลี่ยนผ่านอยู่ที่โครงสร้างการผลิตและบริโภคของโลกตั้งอยู่บน Linear Economy มาตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระบบถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่ม Productivity ลดต้นทุนต่อหน่วย และรองรับการบริโภคจำนวนมาก โครงสร้างพื้นฐานและวิธีคิดทางธุรกิจจึงอยู่บนเส้นทางของการนำทรัพยากรมาใช้ ผลิต บริโภค และทิ้ง
การเริ่มจาก Waste Management เป็นสิ่งที่เข้าใจและลงมือทำได้ง่ายที่สุด แต่ยังไม่ใช่ปลายทางของ Circular Economy สิ่งที่ต้องทำมากกว่าคือมองตลอดทั้งห่วงโซ่ว่าแต่ละจุดสามารถลดการใช้ทรัพยากร ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าขึ้น และลดการดึงทรัพยากรใหม่เข้ามาในระบบได้อย่างไร
มาตรฐาน Circular Economy ทั้งในต่างประเทศและประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการคิดเชิงระบบ ไม่มองเฉพาะของเสียปลายทาง แต่รวมถึงการสร้างและแบ่งปันคุณค่า การจัดการทรัพยากร การติดตามข้อมูล และการทำให้ระบบนิเวศของสินค้าและบริการมีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงได้
แนวคิดเหล่านี้เกิดขึ้นในธุรกิจจริงแล้วหลายรูปแบบ ตั้งแต่การนำเศษวัสดุและของเสียกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งยุทธนายก SCG Packaging เป็นตัวอย่าง ไปจนถึง Sharing Economy โดยยกบริการอย่าง Grab เป็นตัวอย่างใกล้ตัวของการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อรถเป็นของตัวเอง รวมถึงการใช้ขนส่งสาธารณะที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น
อีกตัวอย่างคือ Product as a Service ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งบางธุรกิจเปลี่ยนจากการขายเครื่องปั๊มลมให้โรงงาน มาเป็นการนำเครื่องไปติดตั้งแล้วขายแรงดันลมตามปริมาณที่ลูกค้าใช้ โรงงานจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรเอง ขณะเดียวกันยังมีธุรกิจ Waste Management ที่นำกากอุตสาหกรรมกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตไฟฟ้า ทำให้ของเสียกลับเข้าสู่ระบบและสร้างมูลค่าได้อีกครั้ง
เริ่มจากใช้ทรัพยากรให้คุ้มลดต้นทุนให้ได้
แม้ Circular Economy จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับระบบ แต่การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่ ยุทธนาเสนอให้เริ่มจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร เพราะเป็นจุดที่ผู้ประกอบการสามารถเห็นผลทางธุรกิจได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้ไฟฟ้า ปิดไฟในพื้นที่ที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน หรือเปลี่ยนจากวัสดุแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งไปสู่วัสดุที่สามารถใช้ซ้ำได้เมื่อมีทางเลือกที่เหมาะสม
หัวใจของขั้นแรกคือการลดต้นทุน เพราะการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพหมายถึงต้นทุนที่ลดลง เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับการประหยัดทรัพยากรแล้ว จึงค่อยขยับไปสู่การพัฒนารูปแบบการใช้ทรัพยากรให้หมุนเวียนมากขึ้น แม้แต่เรื่องใกล้ตัวอย่างอาหารก็สามารถนำแนวคิดนี้มาใช้ได้ ยุทธนายกตัวอย่างโรงอาหารที่เปิดให้ผู้บริโภคเลือกปริมาณข้าวตามความต้องการ แทนการตักในปริมาณมาตรฐานเท่ากันทั้งหมด เพราะแต่ละคนรับประทานไม่เท่ากัน วิธีง่าย ๆ เช่นนี้ช่วยลด Food Waste และลดต้นทุนไปพร้อมกัน
จากการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน ขั้นต่อไปที่ท้าทายกว่าคือการสร้างความร่วมมือในระบบนิเวศ เพราะการทำ Circular Economy ภายในองค์กรเดียวสามารถทำได้ แต่หากต้องการให้เกิดผลกระทบในระดับที่ใหญ่ขึ้น ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายฝ่าย ซึ่งต้องพูดคุย มีแนวคิดร่วมกัน และบางครั้งต้องยอมเสียบางอย่างเพื่อให้ผลประโยชน์โดยรวมเพิ่มขึ้น หากทำได้ การบริหารจัดการทรัพยากรและ Circular Economy ก็จะสร้างผลกระทบได้มากกว่าเดิม
ปลายทางของการเปลี่ยนผ่านคือการปรับกติกาทั้งระบบ ซึ่งยุทธนามองว่ายุโรปเดินหน้าไปใกล้จุดนี้มากที่สุด หลังจากมีพัฒนาการเรื่อง Circular Economy มาเป็นเวลานานจนเกิดกฎหมายและข้อกำหนดที่ก้าวหน้าขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจกับตลาดซึ่งเดินไปถึงขั้นนั้นแล้ว การรอให้กติกาภายในประเทศเปลี่ยนก่อนอาจไม่ทันต่อการแข่งขัน
SME อยากเปลี่ยนแต่ยังขาดเครื่องมือ
โจทย์สำคัญของประเทศไทยอยู่ที่ SME ซึ่งเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของหอการค้าไทย ผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการที่ยุทธนานำมาเปิดเผยสะท้อนว่า ในด้านความตระหนักต่อปัญหา สถานการณ์ถือว่า “สุกงอมในระดับหนึ่ง” เพราะผู้ประกอบการจำนวนมากเห็นปัญหาและต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ไขแล้ว แต่ช่องว่างสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการลงมือทำ
สิ่งที่ SME ต้องการมีสามด้าน ด้านแรกคือโค้ชหรือพี่เลี้ยงที่ช่วยจับมือทำและประคองในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยหอการค้าไทยมีโครงการ Big Brother ที่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นพี่เลี้ยงแก่รายเล็กอยู่แล้ว ด้านต่อมาคือเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถลงมือปฏิบัติได้จริง และสุดท้ายคือเงินทุนสำหรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจ
โจทย์ของ SME มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านของประเทศ เพราะยุทธนาระบุว่า ประชากรที่อยู่ในภาค SME คิดเป็นประมาณ 40% ของประชากรทั้งประเทศ และคนกลุ่มนี้ก็เป็นผู้บริโภคด้วย หากเกิดช่องว่างระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีทรัพยากรพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่าน กับผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องการเปลี่ยนแต่ขาดความสามารถ เครื่องมือ และเงินทุน ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวย่อมกระทบต่อความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
สำหรับยุทธนา ความท้าทายของ Circular Economy จึงไม่ได้อยู่ที่การทำความเข้าใจแนวคิด แต่อยู่ที่การลงมือทำ เพราะแต่ละธุรกิจมีห่วงโซ่ การใช้ทรัพยากร และข้อจำกัดแตกต่างกัน ไม่มีแนวทางเดียวที่ใช้ได้กับทุกกิจการ สิ่งสำคัญคือการกลับไปดูว่าธุรกิจของตัวเองอยู่ตรงจุดใด และตรงไหนสามารถลดการใช้ทรัพยากร ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าขึ้น หรือนำทรัพยากรกลับมาหมุนเวียนได้
“ใครลงมือทำก่อนคนนั้นได้ประโยชน์” จึงเป็นสารสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน เพราะในวันที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยน ธุรกิจที่เริ่มก่อนย่อมมีเวลาเรียนรู้และปรับกระบวนการของตัวเองมากกว่าธุรกิจที่รอจนการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นข้อบังคับ
ยุทธนาทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีการเริ่มต้น และจุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ สามารถเริ่มจากสิ่งง่ายและใกล้ตัว ก่อนใช้ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และกลไกต่าง ๆ เข้ามาต่อยอด เพราะหากไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ภาระจากการใช้ทรัพยากรและปัญหาสิ่งแวดล้อมจะถูกส่งต่อไปยังลูกหลานและคนรุ่นถัดไป
ในวันที่กติกาการค้าโลกกำลังเปลี่ยน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากการทำธุรกิจ และ Circular Economy ก็ไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดการขยะปลายทาง แต่คือการกลับไปมองทั้งระบบว่าจะใช้ทรัพยากรอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด ลดการดึงทรัพยากรใหม่เข้ามาในระบบ และสร้างความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ได้อย่างไร
สำหรับธุรกิจไทย โจทย์จึงไม่ใช่ว่าจะเลือกทำ Circular Economy หรือไม่ แต่คือจะเริ่มต้นเมื่อใด และจะเปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็นการลงมือทำได้เร็วเพียงใด เพราะเมื่อกติกาใหม่เริ่มกำหนดทั้งต้นทุน การออกแบบสินค้า ข้อมูล และการเข้าถึงตลาด การเริ่มต้นก่อนย่อมทำให้ธุรกิจมีเวลาเรียนรู้และปรับตัวมากกว่า ขณะเดียวกันก็เป็นการร่วมสร้างอนาคตที่หมุนเวียนและยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไป
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Nature Positive เมื่อธรรมชาติกลายเป็นกลยุทธ์ธุรกิจ
SME ต้องรอด 2026 เปิดทางเลือกแหล่งทุน ตั้งแต่สินเชื่อ-นวัตกรรมถึงตลาดทุน



