โลกกำลังส่งเสียงร้องเตือนถี่ขึ้น แรงขึ้นทุกวัน คลื่นความร้อนแผดเผาทำลายสถิติ พายุโหมกระหน่ำ ความแห้งแล้งกัดกินผืนดินจนแตกระแหง นี่ไม่ใช่ฉากในหนังไซไฟ แต่คือความจริงที่เรากำลังเผชิญอันเป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์
การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก (Climate Change) ที่รุนแรงต่อเนื่อง ทำให้ทั้งโลกต้องร่วมมือกันหาทางออกของปัญหานี้ด้วยการกำหนดนโยบายและมาตรฐานทางการค้าเพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการดูแลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ไม่เพียงกติกาการค้าโลกที่กำลังพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่เมื่อ “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” กลายเป็น “ใบอนุญาต” สำคัญในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ภายในประเทศภาครัฐก็กำลังผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะมีผลกระทบต่อการทำธุรกิจในอนาคตอันใกล้
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy : CE) เป็นคำตอบหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ได้ ดังนั้นเราจะออกเดินทางสำรวจแนวคิดนี้ร่วมกับ คุณยุทธนา เจียมตระการ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย หนึ่งในผู้บุกเบิกและผลักดัน CE ในประเทศไทย เพื่อค้นหาว่าโมเดลธุรกิจแห่งอนาคตนี้จะเป็น “ทางรอด” ที่แท้จริงได้อย่างไร
พลิกความเข้าใจ: CE ไม่ใช่ CSR แต่คือ DNA ใหม่ของธุรกิจ
หลายคนพอได้ยินคำว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” อาจจะนึกถึงแค่การเก็บขยะรีไซเคิล การจัดการของเสีย หรือกิจกรรมเพื่อสังคมที่ทำแล้วก็จบไป รวมทั้งอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นเพียงการทำ CSR เหมือนการบริจาค หรือการปลูกป่าขายเลน ซึ่งคุณยุทธนายืนยันว่านั่นเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ แต่ CE ที่แท้จริงลึกซึ้งกว่านั้นมาก
“CE คือกระบวนทัศน์ทางธุรกิจ (Business Paradigm) สำหรับโลกยุคนี้เลยก็ว่าได้ มันไม่ใช่แค่กิจกรรมทำแล้วจบ แต่เป็นวิธีคิดในการทำธุรกิจที่มองไกลกว่าแค่กำไรสูงสุด”
ในอดีตโลกธุรกิจอาจหมุนรอบ “เศรษฐกิจเส้นตรง” (Linear Economy) ที่เน้นการนำมา-ผลิต-กำจัด (Take-Make-Dispose) ทรัพยากรธรรมชาติถูกขุดขึ้นมา แปรสภาพเป็นสินค้า เมื่อถูกบริโภคจนหมดคุณค่าที่ต้องการก็ถูกทิ้งกลายเป็นขยะมหึมา สร้างภาระให้โลกอย่างไม่รู้จบ
แต่หัวใจของแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนทำให้เราคิดในมุมกลับ นั่นคือ “การใช้ทรัพยากรให้เกิดมูลค่าและประสิทธิภาพสูงสุด” โดยหมุนเวียนอยู่ในระบบให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่จากธรรมชาติ เหมือนวงจรชีวิตในธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดสูญเปล่าอย่างแท้จริง
คุณยุทธนาอธิบายหลักการสำคัญที่ธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ได้ผ่านแนวคิดที่ขยายความจาก 3Rs ที่เราคุ้นเคย ซึ่งประกอบด้วย Reduce, Reuse และ Recycle ได้แก่
หนึ่ง การลดการใช้และการคิดทบทวน (Reduce and Rethink) ก่อนจะนำทรัพยากรใด ๆ มาใช้ต้องพิจารณาความจำเป็นที่แท้จริงเพื่อลดการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งการออกแบบใหม่เพื่อลดผลกระทบ (Eco-design) ก็เป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนนี้
สอง การใช้ซ้ำและการยืดอายุการใช้งาน (Reuse and Extend Lifespan) เมื่อจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ ก็ควรพิจารณาแนวทางการนำกลับมาใช้ซ้ำในวัตถุประสงค์เดิมหรือวัตถุประสงค์อื่น รวมถึงการออกแบบเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ซ่อมแซมได้ง่าย แนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) และผลิตภัณฑ์ในรูปแบบบริการ (Product as a Service) ล้วนช่วยสนับสนุนหลักการนี้ให้ดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม
สาม การแปรรูปเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle/Upcycle) เมื่อผลิตภัณฑ์หรือวัสดุสิ้นสุดอายุการใช้งานควรนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มหรือนำกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เป็นการหมุนเวียนทรัพยากรในระบบให้ยาวนานที่สุด
“เหตุผลสำคัญเบื้องหลังแนวคิดนี้คือ การจัดหาวัตถุดิบใหม่เป็นกิจกรรมที่สิ้นเปลืองทรัพยากรและพลังงานมหาศาล เท่ากับว่าเราเอาทรัพยากรของคนรุ่นหลังมาใช้ตอนนี้ ซึ่งเป็นการผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรไปยังอนาคต หหลักการของ CE จึงมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด สร้างคุณค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยาวนานที่สุด” คุณยุทธนาอธิบายให้เห็นภาพ
สัญญาณเตือนภัยดังลั่น: ทำไม CE กลายเป็นเรื่อง “ด่วน” สำหรับธุรกิจไทย
แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่เรื่องใหม่ ในระดับสากลมีการพูดถึงเรื่องนี้กันมานานกว่าสองทศวรรษแล้ว แต่การนำมาปรับใช้ในภาคปฏิบัติยังคงมีความท้าทาย แม้ในประเทศไทยคำนี้อาจยังไม่แพร่หลายนัก แต่หลักการที่เกี่ยวข้องกับ CE เช่น 3Rs ก็ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจบ้างแล้ว แสดงว่ามีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ CE ในระดับหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่ครอบคลุม หรือมักถูกมองเป็นการดำเนินการเมื่อเกิด“ความจำเป็น”
คุณยุทธนามองว่า เวลานี้คือ “จุดเปลี่ยน” ที่ผู้ประกอบการไม่อาจมองข้าม ในอดีตภาคอุตสาหกรรมการผลิตได้นำหลักการหมุนเวียนทรัพยากรมาใช้กันอยู่แล้ว เช่น นำเศษวัสดุที่รีไซเคิลหรือใช้ซ้ำได้ อาทิ โลหะ แก้ว เหล็ก อะลูมิเนียม และพลาสติกบางชนิด กลับเข้าสู่กระบวนการผลิต โดยอาจไม่ได้นิยามกิจกรรมเหล่านั้นว่าเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยตรง การดำเนินการเหล่านั้นมักมีพื้นฐานมาจาก ‘ความจำเป็นทางธุรกิจ’ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
แต่บริบทการดำเนินธุรกิจปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก การสร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์สากล นอกเหนือจากประเด็นด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้ทวีความสำคัญและกลายเป็นวาระเร่งด่วนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ภาพข่าวสัตว์ทะเลได้รับผลกระทบจากขยะพลาสติก หรือรายงานที่ระบุว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในสิบประเทศที่มีการทิ้งขยะลงสู่ทะเลมากที่สุดอย่างขาดความรับผิดชอบ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรทางทะเล
ความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับตัวสู่ CE ยิ่งสำคัญมากขึ้นเมื่อมีการเตรียมประกาศใช้ “พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (พ.ร.บ Climate Change) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีนัยสากลและคาดว่าจะมีการพิจารณาและประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้ การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อภาคธุรกิจ เช่น การจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน และการบังคับใช้ “ภาษีคาร์บอน” (Carbon Tax)
ภายใต้กรอบเวลาที่คาดการณ์ หาก พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ภายในปี พ.ศ. 2568 นั่นหมายความว่าภายในปี พ.ศ. 2572 หรืออย่างช้าที่สุดภายในปี พ.ศ. 2573 ผู้มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งผู้ประกอบการและในบางกรณีผู้บริโภคจะต้องรับภาระภาษีดังกล่าว ดังนั้นจึงเหลือเวลาสำหรับเตรียมความพร้อมประมาณ 4 -5 ปีเท่านั้น
“นี่คือความท้าทายเร่งด่วนที่ผู้ประกอบการต้องเริ่มทำความเข้าใจและปรับตัว เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่ง พ.ร.บ. นี้จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญ”
CE จึงไม่ใช่แค่แนวคิดที่ช่วยลดต้นทุนหรือสร้างนวัตกรรมอีกต่อไป แต่มันกำลังกลายเป็น “ใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจ” (License to Operate) ในอนาคต ดังจะเห็นได้จากมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรปที่กำหนดให้สินค้านำเข้าต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านการจัดการของเสียและกระบวนการผลิต
มาตรการ CBAM ใช้กับสินค้า 6 รายการ โดยมีการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก CO2 ต่อหน่วยสินค้า 6 รายการที่ประกาศในรอบแรก หากสินค้าที่ส่งเข้ายุโรป มีการปล่อย CO2 สูงกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในยุโรป ผู้ส่งสินค้ามีภาระค่าธรรมเนียมต้องจ่ายให้แก่หน่วยงานจัดเก็บค่าธรรมเนียม
นอกจากมาตรการ CBAM แล้ว ในยุโรปจะมีกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) และ PPWR (Packaging and Packaging Waste Regulation) ซึ่งผู้ส่งสินค้าเข้ายุโรปต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข มิฉะนั้นจะเจอมาตรการแตกต่างกันไป บางกรณีห้ามนำเข้า บางกรณีให้เสียค่าธรรมเนียมการจัดการบรรจุภัณฑ์ หรือค่าธรรมเนียมการจัดการสินค้าหลังหมดสภาพการใช้
มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่สะท้อนถึงรูปแบบใหม่ของการค้าโลกที่ให้ความสำคัญยิ่งยวดกับการทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมโลกตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และทุกภาคส่วนต้องปรับตัวให้พร้อมสำหรับประเด็นนี้
มองอนาคต: ภูมิทัศน์ธุรกิจไทยใน 5-10 ปีข้างหน้า หากขับเคลื่อน CE สำเร็จ
หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างจริงจัง คุณยุทธนาคาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อภูมิทัศน์ทางธุรกิจอย่างมาก นั่นคือ ต้นทุนการผลิตโดยรวมจะมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น จากการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ
ปัญหาสิ่งแวดล้อมก็มีแนวโน้มคลี่คลาย นอกเหนือจาก พ.ร.บ Climate Change มาตรการจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจัดการขยะที่แตกต่างกันสำหรับการคัดแยกและไม่คัดแยกขยะของกรุงเทพมหานครจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ที่สำคัญขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
หัวใจของ CE ที่ผู้ประกอบการทุกขนาดต้องเข้าใจ : เริ่มที่ Mindset สู่การลงมือทำ
หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงทุกประเภท รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน คือ “กรอบความคิด” (Mindset) หรือ “ทัศนคติ”
เมื่อเผชิญกับกฎเกณฑ์ใหม่หรือความท้าทาย โดยทั่วไปมักมีสองทางเลือกคือ จะหลีกเลี่ยงปัญหา หรือจะเผชิญหน้า ศึกษาด้วยทัศนคติเชิงบวก
ในกรณีของเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ปฏิกิริยาเบื้องต้นของผู้ประกอบการส่วนใหญ่คือ มักตั้งคำถามถึงความเกี่ยวข้องและความเร่งด่วน โดยอาจยังมองไม่เห็นหรือมองข้ามความสำคัญไป
การขับเคลื่อน CE นั้นมีความซับซ้อนในทางปฏิบัติ ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับแรกคือ “การปรับแนวคิดและทัศนคติ” ถัดมาคือ “การลงมือปฏิบัติและการเรียนรู้จากประสบการณ์” (Trial and Error) เพราะ CE เป็นเรื่องของหลักการ แต่การนำไปใช้จริงจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ หรือธุรกิจระดับท้องถิ่น แม้จะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่การเริ่มต้นลงมือทำย่อมจะนำไปสู่การเรียนรู้ และสามารถนำบทเรียนจากความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกรณีศึกษาต่างๆ มาต่อยอดเพื่อพัฒนารูปแบบ CE ที่เหมาะสมกับองค์กรของตนเองได้
CE ในภาคปฏิบัติ: ส่องไอเดียธุรกิจพลิกวิกฤติเป็นโอกาส
“พูดแล้วอาจจะดูเหมือนเรื่องใหญ่ไกลตัว แต่จริง ๆ แล้ว CE ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของการทำธุรกิจมากมาย” คุณยุทธนาชวนดูตัวอย่างการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกิดขึ้นแล้วในเมืองไทย
จากโรงงานปลากระป๋อง สู่การใช้ทรัพยากรทุกส่วน ธุรกิจผลิตปลากระป๋องส่งออก ส่วนที่เป็นเนื้อปลาถูกนำไปตัดแต่งและบรรจุกระป๋อง ในขณะที่ส่วนที่เหลือ เช่น ก้าง หัว หรือเศษต่าง ๆ สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง เป็นการใช้ทรัพยากรทุกส่วนอย่างคุ้มค่า “อุตสาหกรรมอาหาร” ถือเป็นกลุ่มธุรกิจหนึ่งที่มีศักยภาพสูง
บรรจุภัณฑ์ที่ไม่ไร้ค่า กระป๋องโลหะ ขวดแก้ว หรืออะลูมิเนียม เมื่อสินค้าภายในถูกบริโภคแล้ว บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เป็นการหมุนเวียนทรัพยากรในระบบ
ห้องตัดเย็บเสื้อผ้า สู่การลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ในการตัดเย็บเสื้อผ้า การวางแบบตัด (Pattern) ชิ้นส่วนต่าง ๆ บนผืนผ้าอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดปริมาณเศษผ้าที่เหลือทิ้ง เศษผ้าที่เหลือสามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นเล็กหรือใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับงานฝีมืออื่น ถือเป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
ของเล่นเด็ก สู่โมเดลธุรกิจ “เช่าใช้” สุดสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการไทยรายหนึ่งในอุตสาหกรรมของเล่นจาก “ไม้ยางพารา” ได้นำแนวคิด “ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบบริการ” (Product as a Service) มาปรับใช้ โดยนอกจากการขายขาดแบบเดิม ได้เพิ่มช่องทางการให้บริการเช่าของเล่น เมื่อเจ้าของเดิมเลิกเล่นของเล่นชิ้นนั้นแล้ว และหากของเล่นมีสภาพชำรุดก็นำกลับมาซ่อมแซม ปรับปรุง และส่งต่อให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ได้ เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในวัยเด็กอย่างต่อเนื่องและสร้างรูปแบบรายได้ใหม่
โรงแรมใส่ใจโลก สู่การพิชิตใจลูกค้ายุคใหม่ สมาชิกกลุ่มธุรกิจโรงแรมของหอการค้าไทยได้ร่วมกันดำเนินโครงการ Hotels Love the Earth เพื่อบริหารจัดการของเสีย โดยเฉพาะขยะอาหาร (Food Waste) ซึ่งมีปริมาณมากจากไลน์บุฟเฟต์ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบจากจัดอาหารถาดใหญ่และเติมตลอดเวลามาเป็นการสั่งจองล่วงหน้า (Pre-order) การตรวจสอบจำนวนแขกที่จะกินบุฟเฟต์ หรือลดขนาดถาดบุฟเฟต์ลง ฯลฯ ซึ่งช่วยลดขยะอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น โรงแรมในจังหวัดกระบี่ที่กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวชาวสแกนดิเนเวียให้ความสำคัญมากต่อการจัดการสิ่งแวดล้อมของโรงแรม การดำเนินการ CE ในลักษณะนี้จึงส่งผลดีต่ออัตราการเข้าพัก
อาคารเก่าเล่าเรื่อง สู่การชุบชีวิตสถาปัตยกรรม แทนที่จะรื้อถอนอาคารเก่าแล้วสร้างใหม่ การปรับปรุงอาคารเดิมให้กลับมาทำประโยชน์ได้อีกครั้ง เช่น ดัดแปลงอาคารเก่าแก่ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามย่านราชบพิธให้เป็นร้านอาหาร โรงแรม หรือหอศิลป์ ถือเป็นการทำ CE ในเชิงยืดอายุการใช้งาน บางประเทศถึงกับมีกฎหมายควบคุมการรื้อถอนอาคารเก่าเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อาคารเดิมให้มากที่สุด
“เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหลักการที่เปิดกว้างสำหรับการตีความและการประยุกต์ใช้ การทดลองดำเนินการทีละขั้นตอนจะช่วยยกระดับศักยภาพทางธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ” คุณยุทธนา กล่าว
5 เส้นทางสู่ CE: โมเดลธุรกิจที่คุณเลือกได้
คุณยุทธนาได้สรุปแนวทางการนำ CE มาปรับใช้ในธุรกิจออกเป็น 5 รูปแบบหลัก ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้ หรือผสมผสานให้เข้ากับธุรกิจของตนเองได้
- การใช้วัตถุดิบหมุนเวียน (Circular Supplies) การมุ่งเน้นใช้วัตถุดิบจากแหล่งหมุนเวียน (Recyclable Input) หรือการลดปริมาณของเสียจากวัตถุดิบตั้งต้นให้เหลือน้อยที่สุด
- เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) การสร้างแพลตฟอร์มหรือกลไกเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรหรือสินทรัพย์ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
- ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบบริการ (Products as a Service) การเปลี่ยนรูปแบบจากการขายกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้า เป็นการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น ๆ
- การยืดอายุผลิตภัณฑ์ (Product Life Extension) การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทนทาน สามารถซ่อมแซมได้ง่าย หรือสามารถถอดเปลี่ยนเฉพาะชิ้นส่วนที่ชำรุดได้
- การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Resource Recovery) เมื่อสินค้าสิ้นสุดอายุการใช้งานโดยสมบูรณ์แล้ว วัสดุจากสินค้านั้นจะถูกนำไปแปรรูปเพื่อสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
ผู้ประกอบการสามารถพิจารณาว่าธุรกิจของตนสอดคล้องกับรูปแบบใด หรือนำส่วนใดมาประยุกต์ใช้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่กับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง องค์ความรู้และกรณีศึกษาความสำเร็จของการทำ CE ทั้งในและต่างประเทศมีอยู่มากมายให้ศึกษาและพิจารณาเลือกรูปแบบที่เหมาะกับธุรกิจของตนได้ สิ่งสำคัญคือ การเริ่มต้นลงมือทำและสร้างกระบวนการเรียนรู้ (Learning Cure) ให้องค์กร เพื่อให้ CE กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน
บทบาทของหอการค้าไทย: จุดประกายและขับเคลื่อน CE สู่ธุรกิจไทย
เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่เป็นแค่ “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่ถือเป็น “ทางรอด” และความจำเป็นสำหรับภาคธุรกิจในปัจจุบัน องค์กรที่สามารถปรับตัวและนำหลักการ CE มาประยุกต์ใช้ได้ก่อน ย่อมมีโอกาสในการพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถได้มากกว่าและเร็วกว่า
บทบาทของคณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนภายใต้หอการค้าไทยได้เริ่มต้นจากการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกของหอการค้าไทย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มธุรกิจหลากหลาย โดยส่วนใหญ่เป็นภาคการค้าและบริการ และมีส่วนหนึ่งเป็นภาคการผลิตและเกษตรกรรม ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา คณะทำงานฯ ได้ดำเนินหลากหลายกิจกรรมสำคัญเพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจในหลักการ CE อย่างถูกต้องและลึกซึ้ง เช่น เผยแพร่แนวคิดและความรู้เรื่อง CE ผ่านกิจกรรมสัมมนา และสื่อเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงจัดฝึกอบรม
ที่สำคัญคือ การจัดตั้งสถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค หรือ CE Academy (Circular Economy Academy) ภายใต้การกำกับดูแลของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมองค์ความรู้ จัดการฝึกอบรม พัฒนาบุคลากร ให้คำปรึกษา และเชื่อมโยงเครือข่าย เช่น การให้ข้อมูลแหล่งความรู้เฉพาะทาง หรือช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
คณะทำงานฯ และสถาบันฯ ดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักในระยะแรกคือ สมาชิกหอการค้าไทยทั่วประเทศกว่า 220,000 ราย (จำนวนสมาชิกโดยประมาณในเดือนมีนาคม 2569) โดยคาดหวังว่าผู้ประกอบการจะตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบของปัญหาดังกล่าวในฐานะเรื่องใกล้ตัว และเห็นความจำเป็นในการเรียนรู้และเริ่มลงมือปฏิบัติ
“นับเป็นสัญญาณที่ดีที่ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เข้ามาเป็นปัจจัยเสริมที่สร้างความตื่นตัวมากขึ้น ปัจจุบันคาดการณ์ว่าประมาณหนึ่งในสามของสมาชิกเริ่มเข้าใจในหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว แต่จำนวนผู้ประกอบการที่นำไปปฏิบัติจริงยังคงมีค่อนข้างน้อย ภารกิจสำคัญของเราคือ ส่งเสริมและเร่งรัดให้สมาชิกที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ สามารถปรับตัวได้โดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในกรอบเวลา 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีการบังคับใช้มาตรการทางภาษีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นก็ขยายผลในวงกว้างเพื่อยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยโดยรวม”
สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมักประสบข้อจำกัดด้านทรัพยากร ทั้งความเข้าใจ งบประมาณ และบุคลากร หอการค้าไทยได้ริเริ่มโครงการ “พี่เลี้ยงธุรกิจ” (Big Brother) ซึ่งเป็นโครงการรายปีที่ SMEs สามารถสมัครเข้าร่วมพร้อมนำเสนอโจทย์ทางธุรกิจของตน คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อม จะร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับ CE แนวทางการเริ่มต้น และแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
“การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มต้นจากภายในองค์กรเสมอ ปัจจัยสำคัญคือ SMEs จำเป็นต้องวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของ CE กับธุรกิจของตน และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะนำไปปฏิบัติจริง เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการลดต้นทุน การมีใบอนุญาตประกอบการที่กว้างขวางขึ้น และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน”
ความท้าทายและกลไกสนับสนุน: สร้าง Ecosystem เพื่อ CE
องค์ประกอบสำคัญที่ยังคงเป็นความท้าทายและเป็นส่วนหนึ่งของแผนดำเนินงานในอนาคตคือ “การพัฒนาตลาด” และ “การสร้างความเข้าใจในกลุ่มผู้บริโภค” หอการค้าไทยจะมุ่งส่งเสริมประเด็นเหล่านี้ให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจและสนับสนุนสินค้าที่มาจากกระบวนการ CE หรือสินค้ารีไซเคิล การปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าสินค้ารีไซเคิลมักมีราคาถูกหรือคุณภาพต่ำ เป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากความต้องการของลูกค้าไม่ตอบรับ ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญ
ขณะเดียวกันภาครัฐก็มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงหรือออกมาตรการทางกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงาน CE ให้ง่ายและสะดวกขึ้น ดังเช่นกรณีเมื่อไม่นานมานี้ คือการแก้ไขกฎหมายเพื่ออนุญาตให้นำขวดพลาสติก PET ใสที่ใช้แล้วกลับมารีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นขวดบรรจุน้ำดื่มได้อีกครั้ง จากที่กฎหมายเดิมไม่อนุญาต
อีกหนึ่งความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวสู่ CE คือ การสร้างระบบนิเวศที่เกื้อหนุนกันและกัน เนื่องจากองค์กรไทยอาจคุ้นเคยกับการดำเนินงานโดยลำพัง แต่ CE ต้องการการเชื่อมโยงและการทำงานร่วมกัน หอการค้าไทยจึงพยายามเป็นตัวกลางในการสร้างเครือข่ายนี้ เช่น เชื่อมโยงผู้ประกอบการที่ต้องการรีไซเคิลวัสดุบางอย่างกับผู้ที่มีทักษะหรือมีเครื่องมือ
“ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ดำเนินกิจกรรม CE หอการค้าฯ จึงทำหน้าที่ประสานงาน ส่งต่อข้อมูล และสร้างความร่วมมือ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”
ผลกระทบหากไม่ปรับตัว และความสำคัญในระดับประเทศและสากล
“การปรับใช้ CE ไม่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นในทุกมิติ เนื่องจากบางประเภทธุรกิจหรือสินค้าอาจมีข้อจำกัด เช่น การนำหิน ดิน ทราย กลับมารีไซเคิล อาจมีต้นทุนสูงกว่าการจัดหาใหม่ ซึ่งไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ”
อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิด CE มาประยุกต์ใช้ในมิติอื่นยังคงสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงปัญหาภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ควรเพิ่มสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่มีรายงานจากหลายสำนักที่ชี้ว่าปัจจุบันนี้อุณหภูมิได้เพิ่มขึ้นถึงระดับ 1.1 – 1.2 องศาเซลเซียสแล้ว หรือพูดได้ว่าเกือบจะแตะถึงเกณฑ์อันตรายนั้นแล้ว
ผลกระทบที่ชัดเจนคือ ภาวะอากาศแปรปรวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรมของไทยอย่างรุนแรง ทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากรกว่าร้อยละ 40 อาจประสบปัญหาด้านรายได้ และหากความมั่นคงทางอาหารของประเทศถูกกระทบ ย่อมนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงอื่น ๆ ตามมา การเพิกเฉยต่อปัญหานี้เป็นการทำลายทรัพยากรและอนาคตของคนรุ่นหลัง
แต่เมื่อภาคธุรกิจปรับตัวสู่การทำ CE ในรูปแบบที่เหมาะสมกับองค์กรของตน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ต้นทุนที่จะลดลงในระยะยาว การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ จากของเหลือหรือทรัพยากรที่มีอยู่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและโอกาสของของตัวธุรกิจเอง และเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันจะส่งผลดีต่อความน่าอยู่ของโลกในระดับประเทศและระดับสากล รวมทั้งเป็นการวางรากฐานที่ดีสำหรับอนาคต
CE คือ “ทางรอด” สู่อนาคตที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่ “ทางเลือก”
เศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ใช่แค่กระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มันคือ “ทางรอด” และ “โอกาส” ที่จะทำให้ธุรกิจสามารถยืนหยัด สร้างความแตกต่าง และเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและความท้าทายทางธุรกิจรอบด้าน ผู้ประกอบการอาจรู้สึกท้อแท้หรือลังเล แต่ด้วยทรัพยากรและระยะเวลาที่มีอยู่จำกัดในปัจจุบัน ทำให้ไม่สามารถปล่อยปละละเลยหรือใช้อย่างสิ้นเปลืองได้อีก การมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ ถือเป็น “ความจำเป็นเพื่อความอยู่รอด” (Survival Imperative) ไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” (Option) อีกต่อไป
ผู้ประกอบการที่เริ่มลงมือทำก่อนและเรียนรู้ได้เร็วกว่าย่อมมีโอกาสในการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจได้ก่อน โดยคุณยุทธนาได้ให้ความมั่นใจว่า
“หากผู้ประกอบการท่านใดประสบปัญหาหรือยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หอการค้าไทยมีหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้ความช่วยเหลือเสมอ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเริ่มต้นจากความมุ่งมั่นของท่านเอง หากท่านพร้อม ทุกฝ่ายก็พร้อมให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและสิ่งแวดล้อมของหอการค้าไทย และ CE Academy ยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเพื่อให้ความท้าทายของผู้ประกอบการได้รับการแก้ไขและทำภารกิจสำเร็จลุล่วง และที่สำคัญท่านสามารถนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล”
การเดินทางสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอาจต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้า คือการสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ และร่วมกันสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับพวกเราในวันนี้และคนรุ่นต่อไป



