Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

New Growth ไทย เปลี่ยนจาก ‘ผู้ใช้’ สู่ ‘ผู้สร้าง’

New Growth ไทยเปลี่ยนจาก 'ผู้ใช้' สู่ 'ผู้สร้าง'

ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง สินค้าดี หรือวัตถุดิบที่มีศักยภาพ แต่สิ่งที่ยังขาดคือกระบวนการที่จะเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่ให้กลายเป็นคุณค่า สร้างแบรนด์ และเติบโตไปสู่ระดับโลกได้ ขณะเดียวกัน คนไทยจำนวนมากยังคุ้นเคยกับการเป็นผู้ใช้สินค้า เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มที่คนอื่นสร้าง มากกว่าตั้งคำถามว่าจะสร้างสิ่งของตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในปาฐกถาพิเศษ “New Growth Strategy for Thailand” ภายในงาน ESG Universe 2026 ภายใต้แนวคิด “The World of Sustainability: Polycrisis Pulse” ซึ่งเว็บไซต์ Brand Buffet ร่วมกับ SC Thailand จัดขึ้นว่า การหาโอกาสเติบโตใหม่ของประเทศไทยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด เพราะโลกมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา เทคโนโลยีเปลี่ยน วิธีทำธุรกิจเปลี่ยน และ AI เข้ามามีบทบาทกับการทำงานมากขึ้น หากประเทศไทยยังยึดวิธีคิดและวิธีทำงานแบบเดิม ก็ยากที่จะสร้างผลลัพธ์ใหม่ สิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่เพียงพยายามตามความเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ต้องมองให้เห็นอนาคต รู้ว่าประเทศไทยมีอะไรอยู่ในมือ ขาดอะไร และจะสร้างกระบวนการอย่างไรเพื่อเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่ให้กลายเป็นโอกาสการเติบโตใหม่

ศ.ดร.วิเลิศ มองว่า การหา New Growth ของประเทศไทยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด เพราะโลกมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา เทคโนโลยีใหม่เข้ามาเปลี่ยนการทำงาน และ AI สามารถทำงานหลายอย่างแทนคนได้มากขึ้น หากยังใช้วิธีคิดและวิธีทำงานแบบเดิม การหวังผลลัพธ์ใหม่ย่อมเป็นเรื่องยาก สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนจึงไม่ใช่สินค้า แต่เป็นความสามารถในการมองเห็นว่าโลกกำลังไปทางไหน ประเทศไทยมีอะไรอยู่ในมือ และยังขาดอะไรที่จะทำให้สิ่งเหล่านั้นเติบโตต่อไปได้

จาก “ก้าวตาม” สู่ “ก้าวล้ำ”

หนึ่งในกรอบความคิดที่ต้องเปลี่ยนคือคำพูดที่ว่า “เราต้องก้าวตามโลกให้ทัน” เพราะการตั้งเป้าว่าจะก้าวตาม เท่ากับยอมรับว่าเรากำลังอยู่ข้างหลังใครบางคน ศ.ดร.วิเลิศ จึงเสนอให้เปลี่ยนจากการ “ก้าวตาม” เป็นการ “ก้าวล้ำ” ซึ่งต้องเริ่มจากการมองเห็นอนาคตและกล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่คุ้นเคย

กรณีของ “เนเน่” ที่ได้รับ Gold Buzzer จาก America’s Got Talent ถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่เพียงเพื่อชื่นชมความสามารถของคนไทย แต่เพื่อถามกลับว่า เหตุใดคนไทยที่มีความสามารถจึงต้องไปได้รับการยอมรับบนเวทีต่างประเทศ และเหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่มีเวทีที่สามารถปั้นคนของตัวเองให้ก้าวไปสู่ระดับโลกได้ เช่นเดียวกับ “ลิซ่า” ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก คำถามที่ควรถามต่อคือ หากอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ต้น เรามีกระบวนการที่สามารถผลักดันคนที่มีศักยภาพให้ไปได้ไกลถึงระดับนั้นหรือไม่

จากตัวอย่างเหล่านี้ ศ.ดร.วิเลิศ ชี้ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่ Product ปัญหาอยู่ที่ Process” เพราะ Raw Material มีอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญคือจะมีกระบวนการปั้นและดึงศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่ออกมาอย่างไร การสร้าง New Growth จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการสร้างสินค้าใหม่ตลอดเวลา Product เดิมสามารถสร้างการเติบโตได้ หากมีกระบวนการใหม่ที่ช่วยเพิ่มคุณค่าให้สูงขึ้น

ของดีไม่พอถ้าขาดกระบวนการปั้น

การปรากฏตัวของลิซ่าบนเวทีระดับโลก รวมถึงการเชื่อมโยงกับแบรนด์ระดับโลก ถูกนำมาอธิบายถึงการนำตัวเองไปเชื่อมกับสิ่งที่มีคุณค่าอยู่แล้วเพื่อยกระดับคุณค่าของตัวเอง เช่นเดียวกับแนวคิด Co-branding ซึ่งทำให้สินค้าหรือแบรนด์สามารถเพิ่ม Value Added ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวสินค้า

หลักคิดเดียวกันสามารถนำมาใช้กับสิ่งที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและอาหาร นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยไม่ได้จำเป็นต้องเดินทางมาเพื่อซื้อมะม่วงหรือทุเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะสามารถหาสินค้าเหล่านี้ได้ในประเทศจีน สิ่งที่ประเทศไทยต้องเพิ่มจึงไม่ใช่เพียงตัวสินค้า แต่เป็นแบรนด์ วิธีนำเสนอ และประสบการณ์ที่ทำให้การบริโภคสินค้านั้นแตกต่างจากการซื้ออยู่ที่ประเทศของตัวเอง

กรณีร้านเจ๊ไฝก็สะท้อนหลักคิดเดียวกัน ศ.ดร.วิเลิศ มองว่า Michelin เป็น Turning Point ที่ทำให้มูลค่าของร้านเปลี่ยนไป พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีอาหารที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติ แต่เหตุใดจึงยังต้องอาศัย Michelin มาบอกว่าร้านใดอร่อยและทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายมากขึ้น สิ่งที่สร้างมูลค่าจึงไม่ได้มีเพียงตัวอาหาร แต่รวมถึงสิ่งที่อยู่รอบอาหารนั้นด้วย

Value Added ในความหมายนี้จึงไม่ได้เกิดจาก Function ของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจาก Emotional Value และ Social Value สิ่งสำคัญคือการเลิกมองเฉพาะว่าจะเพิ่มอะไรลงไปในสินค้า แล้วกลับมาถามว่าลูกค้าต้องการอะไร เพราะ Value ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้จำเป็นต้องเกิดขึ้นที่ Product เสมอไป

จาก “ผู้ใช้” สู่ “ผู้สร้าง”

ปัญหาอีกด้านของประเทศไทยคือการคุ้นเคยกับบทบาทผู้บริโภคจนไม่ได้มองสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วยสายตาของคนทำธุรกิจ

เมื่อเข้า McDonald’s คนทั่วไปอาจเห็นแฮมเบอร์เกอร์ แต่ ศ.ดร.วิเลิศ ชวนให้มองว่า พนักงานเป็นคนไทย วัตถุดิบอยู่ในประเทศไทย แต่เจ้าของแบรนด์สามารถสร้างระบบที่ทำให้คนในหลายประเทศทั่วโลกทำงานภายใต้แบรนด์เดียวกันได้ KFC และ Starbucks ก็อยู่บนหลักคิดเดียวกัน สิ่งที่ควรมองจึงไม่ใช่เพียงสินค้าที่ขายอยู่ตรงหน้า แต่ต้องมองให้เห็นว่าแบรนด์เหล่านี้สร้างระบบที่ขยายไปทั่วโลกได้อย่างไร

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ภาพที่เห็นคือคนไทยใช้โทรศัพท์มือถือกันแทบทุกคน แต่ไม่มีโทรศัพท์ Made in Thailand บนท้องถนนมีรถยนต์จำนวนมาก แต่ไม่มีแบรนด์รถยนต์ไทย ขณะที่ ศ.ดร.วิเลิศ ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศที่ยากจนมีสินค้าแต่ไม่มีแบรนด์ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าเราผลิตสินค้าได้หรือไม่ แต่อยู่ที่สามารถสร้างแบรนด์ของตัวเองได้หรือไม่

โลกดิจิทัลยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น คนไทยใช้ TikTok, Facebook และ Instagram ทุกวัน แต่สิ่งที่ควรถามต่อคือ TikTok ถูกคิดขึ้นมาได้อย่างไร เหตุใด Facebook จึงใช้คำว่า Add Friend ขณะที่ Instagram ใช้ Follower และอะไรอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมของผู้ใช้บนแพลตฟอร์มเหล่านี้

การรู้เพียงว่าแพลตฟอร์มใดกำลังได้รับความนิยม หรือคนแต่ละวัยใช้แพลตฟอร์มอะไร เป็นเพียงการรู้ว่า “อะไร” กำลังเกิดขึ้น แต่หากต้องการสร้างสิ่งใหม่ ต้องถามต่อว่า “ทำไม” เพราะคำถามนี้จะพาไปสู่ความเข้าใจที่ลึกขึ้น และต่อยอดไปสู่ Creativity และ Innovation

ศ.ดร.วิเลิศ จึงชี้ว่า ประเทศไทยมีปัญหาตรงที่ “เราเป็นแค่ผู้ใช้แต่ไม่มีผู้คิด” และถึงเวลาที่ต้องเลิกเป็น User เพียงอย่างเดียวแล้วขยับไปเป็น Creator บ้าง

สร้างคนคิดไม่ใช่แค่คนจำ

การเปลี่ยนจากผู้ใช้ไปเป็นผู้สร้างทำให้ระบบการศึกษาเป็นอีกจุดที่ต้องเปลี่ยน เพราะหากต้องการคนที่สามารถสร้างสิ่งใหม่ การเรียนรู้ต้องไม่หยุดอยู่กับการจดจำข้อเท็จจริง แต่ต้องฝึกให้คนคิดและนำสิ่งที่เรียนไปใช้ได้

ศ.ดร.วิเลิศ ยกตัวอย่างสูตรทางเคมีของน้ำ หากตอบได้ว่าน้ำคือ H2O แสดงว่ามี Knowledge แต่ต้องถามต่อว่ารู้แล้วนำไปทำอะไร และความรู้นั้นทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไร หากความรู้จบลงทันทีที่ตอบคำถามได้ ก็ยังไม่สามารถพัฒนาไปเป็น Wisdom การศึกษาจึงต้องไปให้ถึง How to Apply หรือความสามารถในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

โจทย์เดียวกันนำไปสู่การทบทวนว่าวิชาอะไรจำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริง ศ.ดร.วิเลิศ ยกตัวอย่างวิชาจิตวิทยาเบื้องต้นและ Anger Management ที่ควรเรียนตั้งแต่ระดับมัธยม เพื่อให้เด็กเข้าใจอารมณ์และดูแลสุขภาพจิตของตัวเองก่อนเกิดปัญหา แทนที่จะรอจนมีปัญหาแล้วจึงส่งไปพบนักจิตวิทยา เช่นเดียวกับความรู้ด้านการเงินเบื้องต้นที่ควรเรียนในช่วงมัธยม เพราะเด็กบางคนอาจไม่มีโอกาสเรียนต่อถึงมหาวิทยาลัย แต่ทุกคนต้องใช้ชีวิตและจัดการเรื่องการเงินของตัวเอง

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ระบบการศึกษากำลังสอนสิ่งที่คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องใช้จริง หรือยังออกแบบการเรียนจากสิ่งที่คนรุ่นก่อนเคยเรียนมา เพราะหากต้องการ New Growth คนรุ่นใหม่ต้องไม่ได้มีเพียง Knowledge แต่ต้องมี Wisdom และความสามารถในการคิดต่อจากสิ่งที่รู้

ESG ต้องตอบให้ได้ว่าทำเพื่ออะไร

เมื่อกลับมาที่ภาคธุรกิจ วิธีคิดแบบเดียวกันถูกนำมาใช้กับ ESG ศ.ดร.วิเลิศ ตั้งคำถามว่า หากองค์กรทำ CSR หรือ ESG จำนวนมาก แต่เมื่อลองถามลูกค้าว่าองค์กรนั้นทำอะไรเพื่อสังคมแล้วลูกค้านึกไม่ออก องค์กรควรกลับมาทบทวนว่าสิ่งที่ทำไปสร้างผลลัพธ์อะไร

แนวคิด “Branded ESG” จึงเกิดจากการมองว่าการทำ ESG ต้องเชื่อมโยงกับแบรนด์และทำให้ลูกค้ารับรู้ได้ว่าองค์กรกำลังทำอะไร สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการบอกว่าองค์กรทำ ESG แล้ว แต่ต้องคิดต่อว่าทำไปเพื่ออะไร ต้องการสร้างอะไร และสิ่งที่ทำสามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้หรือไม่

นี่คือเหตุผลที่ ศ.ดร.วิเลิศ ย้ำถึง Purpose-Driven Mindset เพราะ Purpose ต้องชัดตั้งแต่ต้น การทำ ESG ไม่ได้มีเป้าหมายเพียง Market Share หรือรายได้ แต่ต้องไปถึง Mind Share และ Heart Share ทำให้คนรับรู้และเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งที่องค์กรทำ เพื่อให้องค์กรสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน

New Growth เริ่มจากการมองให้เห็นโอกาส

การหา New Growth จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมด ตัวอย่างจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสะท้อนวิธีคิดนี้ เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง หากยังมองว่ามหาวิทยาลัยมีหน้าที่รับนักเรียนมัธยมเข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีเพียงอย่างเดียว พื้นที่การเติบโตก็ย่อมแคบลง แต่หากมองว่ามหาวิทยาลัยสามารถให้บริการการเรียนรู้ทั้งระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และประชาชนทั่วไปได้ ตลาดของการศึกษาก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักศึกษาปริญญาตรี

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่ Chula Extension and Lifelong Learning ซึ่งขยายการเรียนรู้ไปสู่ประชาชน และเป็นตัวอย่างของการหาโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนวิธีมองบทบาทเดิมขององค์กร โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีสินค้าใหม่หรือเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นก่อน

แก่นของ New Growth Strategy ที่ ศ.ดร.วิเลิศ นำเสนอจึงเริ่มจากการมองให้เห็นก่อนว่าเรามีอะไร ขาดอะไร และเหตุใดสิ่งที่เป็นอยู่จึงยังไม่สามารถพาเราไปได้ไกลกว่านี้ ประเทศไทยมีคนเก่ง มีสินค้า มีวัตถุดิบ และมีผู้ใช้เทคโนโลยีจำนวนมากอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องสร้างเพิ่มคือกระบวนการที่จะเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้เกิดคุณค่า และความสามารถในการคิดต่อจากสิ่งที่เห็น แทนที่จะหยุดอยู่เพียงการใช้สิ่งที่คนอื่นสร้าง

เพราะการเติบโตใหม่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเราไม่หยุดอยู่กับคำถามว่าโลกกำลังทำอะไร แต่เริ่มถามว่าเหตุใดโลกจึงเป็นเช่นนั้น เราจะทำอะไรจากสิ่งที่มีอยู่ และจะเปลี่ยนจากผู้ใช้ไปเป็นผู้สร้างได้อย่างไร

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

‘อัจฉรา บุรารักษ์’ เปิดสูตร iberry Group โตอย่างไร ให้ธุรกิจอาหารยั่งยืน

Amity เดิมพัน Vertical AI ปั้นบริษัทไทย สู่ผู้เล่นระดับโลก

AI กับ Healthspan Economy สมการใหม่รับสังคมสูงวัย


×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar