ท่ามกลางวิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นวาระเร่งด่วนของภาคธุรกิจทั่วโลก ล่าสุดในเวทีเสวนา Digital sparks, real shifts ในงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 ได้นำเสนอกรณีศึกษาของการใช้ AI และดิจิทัลโซลูชันกับการจัดการสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมการตรวจจับการรั่วไหลของก๊าซในระดับอุตสาหกรรม ไปจนถึงระบบบริหารจัดการอาคารด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่ได้จำกัดบทบาทเพียงแค่การอำนวยความสะดวก แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้เพื่อโลกที่ยั่งยืน
ยุทธศาสตร์รับมือ “มีเทน” ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
นพดล เสงี่ยมไพศาลสุข หุ้นส่วนจากบริษัท อีอาร์เอ็ม (ERM) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนระดับสากลที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 50 ปี และให้บริการแก่กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานไทยมากว่า 2 ทศวรรษ ได้เล่าประเด็นสำคัญเรื่องการจัดการก๊าซมีเทน (Methane) โดยชี้ให้เห็นว่า ก๊าซชนิดนี้เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการทำลายชั้นบรรยากาศรุนแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 25 เท่า อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการจัดการก๊าซมีเทนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในมิติด้านต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ เนื่องจากในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ มีเทนถือเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ หากเกิดการรั่วไหลย่อมหมายถึงการสูญเสียรายได้ แต่หากสามารถกู้คืน (Recover) กลับมาได้ ก็จะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากปัจจัยด้านต้นทุน แรงขับเคลื่อนที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัวมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มนักลงทุนที่เริ่มนำเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาลงทุน 2) ภาครัฐที่มีแนวโน้มชัดเจนในการออกกฎหมายภาษีคาร์บอนเพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษ และ 3) ความต้องการของผู้บริโภคที่เรียกร้องความโปร่งใสในการดำเนินงาน ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลอย่าง OGMP 2.0 (Oil and Gas Methane Partnership) ซึ่งเป็นมาตรฐานการรายงานข้อมูลที่ได้รับการยอมรับจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ทั้งนี้ กระบวนการจัดการมีเทนให้มีประสิทธิภาพต้องประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญอย่างครบวงจร คือ การระบุจุดรั่วไหล (Identify/Detect) การวัดปริมาณ (Quantify) การรายงานผล (Report) และการปรับปรุงแก้ไข (Improve)
เทคโนโลยีสอดแนมและการประมวลผลข้อมูลแม่นยำด้วย AI
สำหรับการตรวจจับการรั่วไหล คุณนพดลระบุว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความหลากหลายและได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่และความละเอียดของข้อมูลที่ต้องการ เริ่มตั้งแต่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดาวเทียม (Satellite) เพื่อการสแกนภาพรวมในระดับประเทศ การส่งโดรน (Drone) บินสำรวจในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงและเข้าถึงยาก ไปจนถึงการติดตั้งกล้องอินฟราเรด (OGI) และเซนเซอร์ (Sensors) ตามจุดเฉพาะต่างๆ เพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุดในระดับอุปกรณ์
หัวใจสำคัญของการบูรณาการเทคโนโลยีเหล่านี้คือการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากแหล่งที่มาที่แตกต่างกัน หรือกระบวนการ Data Reconciliation เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลให้มีความถูกต้องแม่นยำที่สุด สำหรับนำไปใช้ในการรายงานผลและการพยากรณ์แนวโน้มในอนาคต ความสำเร็จของการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวสะท้อนผ่านกรณีศึกษาของบริษัทพลังงานระดับโลก อย่าง เอ็กซอน โมบิล (ExxonMobil) ที่ได้นำดาวเทียม เครื่องบิน และเซนเซอร์ มาทำงานร่วมกับระบบ AI จนส่งผลให้สามารถลดความเข้มข้นของมีเทนลงได้ถึงร้อยละ 60 และได้วางเป้าหมายที่จะลดให้ได้ถึงร้อยละ 80 ภายในปี 2030 เช่นเดียวกับ เชลล์ (Shell) และ บีพี (BP) ที่ต่างนำโดรนและเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซให้ใกล้ศูนย์ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อมมีความพร้อมใช้งานและมีต้นทุนที่ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถจับต้องได้
นวัตกรรม “อาคารขับเคลื่อนด้วยตนเอง” ทางรอด Net Zero
ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมุ่งเน้นการจัดการแหล่งกำเนิดพลังงาน ดร.วโรดม คำแผ่นชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อัลโต้เทค โกลบอล ได้นำเสนอทางออกสำหรับภาคการใช้พลังงานในเมืองและภาคธุรกิจด้วยแนวคิด “อาคารที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง” (Self-driven Building) แนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนในอาคารที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยอาศัยการบูรณาการเทคโนโลยี IoT เข้ากับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างเป็นโซลูชันอัจฉริยะที่สามารถควบคุมระบบปรับอากาศและระบบไฟฟ้าภายในอาคารให้ทำงานสัมพันธ์กับสภาวะความเป็นจริงโดยอัตโนมัติ
ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวได้ผ่านการพิสูจน์การใช้งานจริงแล้วในสถานที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ศูนย์การค้าเอ็มบีเค (MBK) และสยามพารากอน รวมถึงการนำไปใช้สร้างต้นแบบงานอีเวนต์คาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral Event) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC)
ดร.วโรดม ยังได้ชี้ให้เห็นถึงบริบทความท้าทายที่แตกต่างกันระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ โดยสิงคโปร์มีความก้าวหน้าในด้านนี้ด้วยการกำหนดมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงานขั้นสูง หรือ Super Low Energy Building ไว้อย่างชัดเจน ในขณะที่ประเทศไทยแม้จะมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 แต่ภาคการผลิตและภาคธุรกิจกลับเผชิญแรงกดดันให้ต้องเร่งปรับตัวภายในปี 2030 ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่กระชั้นชิดกว่ามาก ดังนั้น การนำเทคโนโลยี AI และ IoT มาช่วยบริหารจัดการพลังงานในอาคารจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” สำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจไทยบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมได้ทันเวลา
“AI Chief Engineer” ยกระดับการบริหารจัดการอาคาร
ไฮไลต์สำคัญของการบรรยายในครั้งนี้อยู่ที่การนำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยี “ออโต้ เอซ” (Auto Ace) หรือที่รู้จักในนาม “วิศวกรหลักที่เป็น AI” (AI Chief Engineer) นวัตกรรมนี้ถือเป็นก้าวต่อไปของการจัดการอาคารโดยการผสานพลังของ Generative AI เข้ากับประสิทธิภาพการประมวลผลของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) จาก NVIDIA
จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างให้กับ AI วิศวกรรายนี้คือความสามารถในการทำความเข้าใจหลักการทางวิศวกรรมได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเหนือกว่าโมเดลภาษาทั่วไปที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน โดยระบบสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยง ตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมทั้งบริหารจัดการระบบสำคัญภายในอาคารอย่างระบบน้ำ (Water Side) และระบบหมุนเวียนอากาศ (Air Side) ได้แบบเรียลไทม์
ดร.วโรดม ได้เปรียบเทียบแนวคิดการพัฒนานี้ว่าเสมือนการสร้าง “App Store สำหรับอสังหาริมทรัพย์” ที่ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการบูรณาการระบบแยกย่อยต่าง ๆ ภายในอาคารให้เชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ นอกเหนือจากความสามารถในการลดความซับซ้อนของระบบบริหารจัดการแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังถูกออกแบบมาให้มีต้นทุนที่จับต้องได้สำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด
โดย ดร.วโรดม เปิดเผยว่าการเริ่มต้นนำระบบนี้มาใช้งานอาจใช้งบประมาณเพียงไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาท ซึ่งถือเป็นการทลายกำแพงต้นทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ปัจจุบันระบบดังกล่าวได้รับการยอมรับและนำไปติดตั้งใช้งานจริงในองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ กลุ่มเซ็นทรัล และอาคาร Great Eastern ในประเทศสิงคโปร์ การนำนวัตกรรมนี้มาประยุกต์ใช้เป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ที่ว่า อาคารในอนาคตจะไม่ใช่เพียงสิ่งปลูกสร้างทางกายภาพ แต่จะเป็นระบบอัจฉริยะที่มีชีวิต สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ด้วยตนเองเพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ดัน ‘Tech for Good’ ชู Edge AI พลิกโฉมสมาร์ทซิตี้ไทย
ส่องเทรนด์พลังงาน: ‘CCUS-SMR-แอมโมเนีย’ เปลี่ยนโลกสู่ความยั่งยืน
เจาะ 4 กลไก ‘The Boosters’ พลิกยุทธศาสตร์ความยั่งยืน สู่การปฏิบัติจริง





