Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

SC Grand กางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยน ‘ขยะสิ่งทอ’ สู่ศูนย์กลางความยั่งยืนอาเซียน

SC Grand กางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยน 'ขยะสิ่งทอ' สู่ศูนย์กลางความยั่งยืนอาเซียน

การดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบันที่ต้องเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายองค์กรต้องปรับตัวเข้าหาความยั่งยืน ทว่าสำหรับบริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด หรือ SC Grand ภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สามคือ จิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจนี้ไม่ได้เพียงแค่เพิ่มกิจกรรมเพื่อสังคมลงไปในการทำงาน แต่ตัวธุรกิจเองได้ดำเนินงานบนรากฐานของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยตรงมาตั้งแต่ต้น

จากอดีตที่เคยเป็นเพียงโรงงานรับซื้อเศษฝ้ายและเศษผ้าเพื่อนำมาปั่นเป็นเส้นด้ายสำหรับม็อบถูพื้นและผ้าทอต่างจังหวัด จนถูกขนานนามว่าเป็น “โรงงานขยะ” วันนี้ SC Grand ได้พลิกโฉมเข้าสู่อุตสาหกรรมสิ่งทอหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ

คุณจิรโรจน์ พจนาวราพันธุ์ หรือคุณวัธ เล่าว่า “แรงบันดาลใจในการทำ CE ของผมมีจุดเริ่มต้นจากคุณยายครับ ท่านพูดเสมอว่าให้ทำของที่ไม่มีมูลค่าให้มีมูลค่าสูงขึ้น และมักพูดติดตลกด้วยภาษาบ้าน ๆ ว่า ทำขี้ให้เป็นทอง” คำสอนของคุณยายได้กลายมาเป็นเข็มทิศในการวางยุทธศาสตร์ของคุณวัธ ซึ่งในเวลาต่อมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถสร้างทั้งคุณค่าและมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล

SC Grand ชูยุทธศาสตร์หมุนเวียน เปลี่ยน 'ขยะสิ่งทอ' สู่ศูนย์กลางความยั่งยืนอาเซียน

พลิกวิกฤติสู่ยุทธศาสตร์การเติบโตแบบ Decoupling Economic Growth

ในช่วงปลายปี 2563 ธุรกิจดั้งเดิมเผชิญกับวิกฤติหนักพร้อมกันถึงสามด้าน วิกฤติแรกคือ โครงสร้างการบริหารแบบพ่อปกครองลูกที่ขาดระบบระเบียบ ทำให้เกิดช่องโหว่และปัญหาในการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ ซึ่งสร้างความเสียหายให้ธุรกิจพอสมควรในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

วิกฤติที่ 2 คือ ต้นทุนค่าแรงไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีมาตรการอุดหนุนที่ดีกว่า และมีกำลังผลิตสูงขนาดที่แค่จังหวัดเดียวของเขาก็ผลิตได้เท่ากับประเทศไทยทั้งประเทศ และวิกฤติที่ 3 คือสถานการณ์โควิด-19 ที่เข้ามาซ้ำเติม

วิกฤติเหล่านี้ทำให้ครอบครัว ทั้งคุณแม่และคุณยายเกือบตัดสินใจปิดกิจการลง ซึ่งคุณวัธยอมรับตามตรงว่า หากไม่มีกำไรจากธุรกิจแบรนด์ม็อบทำความสะอาด Supercat มาช่วยพยุงไว้ โรงงานเส้นด้ายของครอบครัวคงต้องปิดตัวไปนานแล้ว

แต่ด้วยความผูกพันที่เห็นคุณยายวัย 98 ปียังคงถามไถ่ถึงโรงงานอยู่ทุกวัน คุณวัธจึงอาสาเข้ามาเคลียร์ปัญหาทั้งหมดและก้าวเข้ามาบริหารแบบเต็มตัว เขาได้นำบทเรียนราคาแพงจากการทำธุรกิจส่วนตัวตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการทำแบรนด์รองเท้า Mango Mojito การลงทุนในตลาดหุ้น

ที่เคยซื้อหุ้นซื้อหุ้น Facebook Meta ตั้งแต่ราคา 32 ดอลลาร์ แต่ทนแรงกดดันจากการสื่อสารกับครอบครัวไม่ไหวจนต้องขายทิ้ง ธุรกิจม็อบทำความสะอาดแบรนด์  Supercat และความสำเร็จในการระดมทุนของสตาร์ตอัป แพลตฟอร์มงานคราฟต์ VT THAI มาหลอมรวมกัน และตกผลึกเป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า การจะทำธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ได้นั้นต้องอาศัย “การโฟกัส” อย่างแท้จริง

“การสร้างธุรกิจให้มันยิ่งใหญ่เป็นร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน คุณต้องอยู่กับมัน 5 ปี 10 ปี 15 ปี… จะทำอะไรมันสำเร็จหมดแหละ แต่เราต้องอยู่กับมัน อยู่กับมัน อยู่กับมัน” คุณวัธย้ำ

แม้จะถูกรายล้อมด้วยวิกฤติรอบด้าน แต่คุณวัธก็มองเห็นโอกาสว่า แม้โควิด-19 จะทำให้ทุกอย่างชะงักงัน แต่ในอนาคตกระแสโลกจะต้องมุ่งไปสู่เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนหรืออีเอสจี (ESG) อย่างแน่นอน เขาเปรียบเทียบยุทธศาสตร์ในช่วงนั้นว่า เป็นการทำตัวเราให้แข็งแรง เหมือนกับการสร้างแพให้แข็งแรงเพื่อรอรับกระแสน้ำที่จะพัดเข้ามาหลังจบโควิด

คุณวัธเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรด้วยแนวคิดที่ว่า หากผู้นำเปลี่ยน ทีมงานก็จะเปลี่ยนตาม โดยสร้างวัฒนธรรมแบบ “เมื่อสั่งให้กระโดดแล้ว ทีมงานเชื่อมั่นจนถามกลับมาว่าต้องกระโดดสูงเท่าไหร่” ด้วยเดิมพันครั้งใหญ่ เขาขอแบ่งที่ดินโรงงานราว 8 ไร่จากพื้นที่ทั้งหมด 15 ไร่ และนำวงเงินเครดิตโอดี (OD) ที่คุณยายไม่เคยเบิกใช้เลยตลอด 30 ปี มาลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ปรับโครงสร้างเครื่องจักร และสร้างทีมงานเต็มพิกัด

หากวิเคราะห์ในมุมมองของซีเอฟโอ (CFO Perspective) กลยุทธ์การลงทุนนี้สะท้อนแนวคิด The ROI of Circularity อย่างชัดเจน แม้ในช่วงแรกต้องใช้เงินลงทุนสูง มีการใช้วงเงินสินเชื่อทั้ง OD, T/R และ P/N อย่างเต็มที่จนเผชิญสภาวะขาดทุน แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างความยืดหยุ่นและการบริหารความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience)

ตัวธุรกิจของ SC Grand ยังสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐศาสตร์มหภาคอย่าง Decoupling Economic Growth เพราะองค์กรที่มีพนักงานในเครือไม่เกิน 300 คน และมียอดขายรวมราว 300 ล้านบาทแห่งนี้ สามารถขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างการเติบโดยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ทำให้การเติบโต

ของบริษัทมีส่วนร่วมในการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และ ลดผลกระทบที่ไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม การเติบโตของบริษัทจึงไม่ได้แลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรโลกแม้แต่น้อย

ยุทธศาสตร์ “อาหารตามสั่ง” ผสาน 5 Circular Business Models

ในมิติของการปฏิบัติการ SC Grand เปลี่ยนยุทธศาสตร์จากโรงครัวแบบดั้งเดิม คือเน้นผลิตสินค้าจำนวนมากแต่มีเพียงสามรูปแบบคือ เส้นด้ายม็อบถูพื้น เส้นด้ายทอผ้าต่างจังหวัด และเส้นด้ายสายสิญจน์ มาเป็นแบบร้านอาหารตามสั่งในวงการสิ่งทอ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น คุณวัธเปรียบเทียบให้ฟังว่า สมัยก่อนโรงงานของเขาเหมือนทำแค่หั่นผัก ต้มผัก หมู หรือไก่ เสิร์ฟออกไปแค่รูปแบบเดียว แต่ปัจจุบันโรงงานเปรียบเสมือนร้านที่ลูกค้าสามารถนำผัก หมู หรือไก่มาให้ แล้วสั่งได้เลยว่าต้องการข้าวผัดหมู ต้มยำไก่ หรืออื่นๆ นั่นหมายความว่าเครื่องจักรในโรงงานที่เคยถูกออกแบบมาเพื่อผลิตงานแบบเดียวได้ถูกปรับเปลี่ยนและแบ่งการทำงานเป็นหลาย ๆ ส่วน เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและตอบสนองความต้องการหลากหลายรูปแบบของลูกค้า

บริษัทได้ฉีกตัวเองออกจากกรอบของโรงงานสิ่งทอแบบเดิม ๆ ก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการ (Service Provider) เป็นโซลูชันทางธุรกิจ (Business Solution) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าเป็น Recycle Partner อย่างเต็มตัว โดยมีสามช่องทางหลักในการผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ได้แก่ SC Grand ซึ่งเป็นแบรนด์ผ้า Circular ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้า และ Circular Solution ซึ่งเป็นบริการรับเสื้อผ้าเก่ามารีไซเคิล

SC Grand ชูยุทธศาสตร์หมุนเวียน เปลี่ยน 'ขยะสิ่งทอ' สู่ศูนย์กลางความยั่งยืนอาเซียน

“จุดแข็งก็คือ ไม่ว่า Waste ที่เป็นขยะสิ่งทอจะมาในรูปแบบไหน เราสามารถทำให้มันเป็นเส้นใยไฟเบอร์ที่เหมาะสมในการปั่นเป็นเส้นด้ายได้”

คุณวัธเน้นย้ำถึงข้อได้เปรียบนี้ว่า ในความเป็นจริงโรงงานไม่สามารถเลือกได้เลยว่าขยะสิ่งทอ (Textile Waste) ที่รับซื้อมานั้น จะเป็นขยะที่มาจากฝ้ายออสเตรเลีย อเมริกา อินเดีย หรือซิมบับเว แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือความถนัดที่ตกทอดมาในอดีต ผนวกเข้ากับการปรับเครื่องจักรใหม่ ๆ การจับมือกับพาร์ตเนอร์ด้านเทคโนโลยี และการผสมผสานเรื่องราวการสร้างแบรนด์เข้าไป ทำให้เส้นด้ายหรือไฟเบอร์เพียงชนิดเดียวก็สามารถนำไปถักทอเป็นโครงสร้างหรือผลิตเป็นสินค้าอะไรก็ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

ไม่ว่าลูกค้าจะส่งขยะสิ่งทอมาให้แล้วสั่งทำเป็นเสื้อยืด เสื้อโปโล รองเท้า หรือผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ SC Grand ก็จัดการให้ได้ทั้งหมด ด้วยกำลังการผลิตระดับ 300 ตัน หรือ 300,000 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งเทียบเท่ากับการผลิตเสื้อผ้าถึง 900,000 ตัว แม้ปัจจุบันบริษัทเพิ่งใช้กำลังการผลิตสำหรับรองรับตลาดใหม่ไปเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

เมื่อพิจารณากลยุทธ์ทั้งหมดนี้ จะเห็นว่า SC Grand ตอบสนองต่อแนวคิดโมเดลธุรกิจหมุนเวียนหรือ 5 Circular Business Models ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เริ่มจากการใช้วัตถุดิบหมุนเวียน (Circular Supplies) โดยเปลี่ยนขยะสิ่งทอให้เป็นวัตถุดิบหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ บริษัทได้แก้ปัญหาความยุ่งยากในการคัดแยกสีด้วยมือ ด้วยการบริหารจัดการตรงกับโรงงานตัดเย็บเพื่อรับเศษผ้าจากโต๊ะตัดที่แยกเฉดสีมาให้อยู่แล้ว

ส่วนในกรณีของเสื้อผ้าเก่าที่มีหลากหลายเฉดสีปะปนกันมา ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นสีที่ใกล้เคียงกับวัตถุดิบตั้งต้น หรือหากลูกค้าส่งเสื้อผ้าสีน้ำเงินมาจำนวนมากแต่อยากได้เส้นด้ายสีฟ้า โรงงานก็ใช้วิธีนำเศษผ้าสีขาวมาผสมเพิ่มเติมเพื่อให้ได้เฉดสีตามต้องการ โดยคุณวัธมองว่าหากอนาคตมีปริมาณขยะสิ่งทอในครัวเรือน (Household Waste) มากพอและมีความต้องการของตลาดมารองรับ การลงทุนเทคโนโลยีคัดแยกสีด้วย AI หรือเซนเซอร์ที่มีพร้อมอยู่แล้วทั่วโลกก็สามารถทำได้ทันที

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ (Resource Recovery) โดยรังสรรค์สินค้าผ่านสามโมเดลหลัก ได้แก่ รูปแบบ Stock Fabric หรือผ้ารีไซเคิลพร้อมส่งที่มีให้เลือกประมาณยี่สิบแบบโดยไม่มีขั้นต่ำ และรูปแบบ Make to Order ที่ลูกค้าสามารถเลือกวัตถุดิบเพื่อสั่งทอเป็นผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ผ้าตัดเสื้อเชิ้ต หรือผ้ายืดได้ตามการใช้งานจริง

SC Grand ยังนำแนวคิดการเปลี่ยนสินค้าให้เป็นบริการ (Product as a Service) และแพลตฟอร์มการแบ่งปัน (Sharing Platform) มาประยุกต์ใช้ผ่านโมเดลที่สามคือ บริการรูปแบบ Closed Loop ซึ่งรับยูนิฟอร์มเก่าหรือเศษผ้าเหลือทิ้งจากองค์กรกลับมารีไซเคิลเป็นสินค้าใหม่ให้องค์กรเดิม เช่น การรับเศษผ้าจำนวนมากจากโรงงานตัดเย็บของแบรนด์ยืดเปล่า (Yuedpao) มารีไซเคิลกลับไปเป็นผ้าใหม่ให้ทางแบรนด์โดยตรง

เมื่อมองในมุมของแนวคิดเรื่องระดับความเข้มข้นของการหมุนเวียน (The 9R Framework) กลยุทธ์นี้เป็นการดึงลูกค้าให้เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศหมุนเวียนและกระตุ้นให้องค์กรต่าง ๆ ก้าวข้ามจากเพียงระดับ R8 (Recycle) คือการรีไซเคิลธรรมดา มาสู่ระดับ R0 (Refuse) คือการปฏิเสธการใช้วัสดุหรือวัตถุดิบที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง หรือไม่จำเป็นต่อการใช้งาน หรือส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม และระดับ R1 (Rethink) คือการคิดออกแบบใหม่ตั้งแต่ต้นทางได้อย่างแท้จริง

บทพิสูจน์คุณภาพและมิติสิ่งแวดล้อมบนกรอบ The Butterfly Diagram และ LCA

สิ่งที่คิดและวางแผนไว้ถูกนำมาปฏิบัติจริงท่ามกลางความท้าทายอย่างมหาศาลในช่วงเปิดแบรนด์ปี 2563-2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนห่วงแต่เรื่องการเอาตัวรอด ไม่มีใครอยากซื้อของราคาพรีเมียม การให้ความรู้แก่ตลาด (Educate) จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น ธรรมชาติของผ้ารีไซเคิลโดยเฉพาะผ้าที่ไม่ผ่านกระบวนการฟอกย้อม ผ้าแต่ละผืนจะมีสีสันแตกต่างไม่สม่ำเสมอ ทั้งยังเป็นของที่ทำมาจากเสื้อผ้าเก่า แถมราคาก็สูงกว่าผ้าปกติ การจะนำผ้ารีไซเคิลนี้ไปเสนอขายให้ลูกค้าที่คุ้นเคยแต่กับการซื้อผ้าสีพื้นเรียบเนียนสม่ำเสมอ จึงเปรียบเสมือนกำแพงสูงที่องค์กรต้องปีนข้าม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ได้ว่าสินค้ารีไซเคิลก็มีคุณภาพสูงได้

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การเปิดแบรนด์เสื้อผ้า Circular ซึ่งตอนแรกคุณวัธไม่ได้ตั้งใจจะทำแบรนด์เสื้อผ้าเอง  แต่เพราะตลาดยังไม่เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์จากผ้ารีไซเคิล เขาจึงต้องสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ (Proof of Concept) ให้ตลาดเห็นว่าผ้ารีไซเคิลก็สามารถนำมาออกแบบตัดเย็บเป็นเสื้อยืด เสื้อเชิ้ต หรือเสื้อโปโล ที่ดูดีมีคุณภาพและใช้สวมใส่เป็นไลฟ์สไตล์แฟชั่นในชีวิตประจำวันได้

เมื่อแบรนด์พิสูจน์ตัวเองได้ ลูกค้าธุรกิจก็เริ่มเปิดใจและหลั่งไหลเข้ามา กลายเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการจับมือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย โดยเริ่มต้นจากแบรนด์ Carnival ที่เป็นผู้นำในวงการสตรีทแฟชั่นได้เปิดโอกาสให้ร่วมงาน ทำให้แบรนด์อื่น ๆ เห็นคุณค่าและมั่นใจ นำสู่การจับมือ fashion brand อื่นเพิ่มเติม เช่น Mc Jeans, Kloset และ CC Double O รวมถึงการทำระบบปิด (Closed Loop) ให้กับแบรนด์ยืดเปล่า

นอกจากนั้นบริษัทยังได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสู่การผลิตผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ โดยเริ่มต้นร่วมงานกับแบรนด์ Yothaka ซึ่งมีการนำผลงานไปจัดแสดงไกลถึงงาน Maison & Objet ที่ประเทศฝรั่งเศส และส่งออกไปจำหน่ายให้โรงแรมระดับห้าถึงหกดาวในต่างประเทศ ความสำเร็จนี้ดึงดูดแบรนด์อย่าง PDM และ Vertier ให้มาร่วมงาน เพราะผ้าของ SC Grand สอบผ่านเกณฑ์การทดสอบที่เข้มงวดของแบรนด์ต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ทั้งในเรื่องความทนทานต่อการเสียดสี และการรองรับน้ำหนักจากการนั่งบิดตัวไปมา

คุณวัธเปรียบเทียบให้ฟังว่า มาตรฐานผ้าของแบรนด์ SC Grand อาจไม่ได้หรูหราระดับรถซูเปอร์คาร์อย่างเฟอร์รารี แต่มั่นใจได้ว่ามีคุณภาพและความน่าเชื่อถือระดับรถญี่ปุ่นที่ใช้งานได้จริงอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ บริษัทยังเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ด้วยการนำวิดีโอแนะนำแบรนด์ไปเปิดฉายบนเครื่องบินสายการบิน Thai Smile นานเกือบปี ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพจำของแบรนด์จากโรงงานเส้นด้ายม็อบถูพื้นได้อย่างสิ้นเชิง รวมทั้งยังได้เจาะลึกไปถึงกลุ่มสิ่งทอท้องถิ่น (Local Textile) โดยร่วมมือกับแบรนด์จุฑาทิพย์ แบรนด์ Folk Charm แบรนด์ภูคราม และแบรนด์ของชุมชนในจังหวัดหนองบัวลำภู โดยรับเศษด้ายและเศษผ้าที่เหลือจากการทอหรือตัดเย็บของชุมชน นำมารีไซเคิลเป็นเส้นด้ายใหม่ แล้วส่งกลับไปให้ชุมชนนำไปทอร่วมกับเส้นฝ้ายทอมือของตนเองต่อไป

การมีผู้นำในวงการแฟชั่นและองค์กรในตลาดหลักทรัพย์กล้าที่จะนำผ้าของ SC Grand ไปสวมใส่ บอกต่อ และนำไปสื่อสารประชาสัมพันธ์ร่วมกัน เป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใหญ่ในแต่ละวงการให้คุณค่ากับเรื่องนี้อย่างแท้จริง

หากมองในมุมของผู้บริหารด้านความยั่งยืนหรือซีเอสโอ (CSO Perspective) การลงมือทำทั้งหมดนี้คือการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในระบบเทคนิค (Technical Cycle) ตามแนวคิด The Butterfly Diagram โดยตรง กระบวนการรีไซเคิลของบริษัทเป็นแบบเครื่องจักรกล (Mechanical Recycling) ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมโดยไม่มีการใช้น้ำภายในโรงงานเลย และมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาขนาด 1 เมกะวัตต์เพื่อใช้พลังงานสะอาด เมื่อมีการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment หรือ LCA) ร่วมกับบริษัทผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในแคนาดาและในไทย บริษัทต้องส่งรายงานชี้แจงอย่างละเอียดตั้งแต่การใช้ไฟจากโซลาร์รูฟท็อป การใช้เครื่องจักรมอเตอร์ ไปจนถึงการซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเชนต่าง ๆ

ผลลัพธ์จากการประเมินพบว่า หากลดการใช้น้ำในการปลูกฝ้าย ลดการใช้สารเคมีและการใช้น้ำในกระบวนการฟอกย้อม รวมถึงการใช้ซัพพลายเชนที่อยู่ในเมืองไทยซึ่งช่วยลดระยะทางด้านโลจิสติกส์ เส้นด้ายของบริษัท 1 กิโลกรัมจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้แบบอนุรักษ์นิยม (Conservative) ถึง 4-5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อผ้า 1 กิโลกรัม

แทนที่จะมุ่งเน้นแค่ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (CFP) หรือการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) เพียงอย่างเดียว ปัจจุบัน SC Grand กำลังขับเคลื่อนการทำคาร์บอนเครดิตร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) เพื่อนำคาร์บอนเครดิตไปใช้เป็นตัวชี้วัดความหมุนเวียน (Circular Metrics) ควบคู่ไปกับการทำ LCA Impact QR Code สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ B2B หรือองค์กรในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องจัดทำรายงานความยั่งยืนประจำปี เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำตัวเลขเหล่านี้ไปใช้เป็นคาร์บอนเครดิตและสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

กฎกติกาโลกและวิสัยทัศน์ 10 ปี: แผนแม่บทมุ่งสู่ Sustainable Textile Ecosystem

เพื่อสร้างความมั่นใจในเวทีสากล SC Grand เตรียมพร้อมรับมือกับมาตรฐานและกฎกติกาโลก ทั้งมาตรฐาน ISO 59000 Series นโยบายความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility หรือ EPR) ดิจิทัลโปรดักพาสปอร์ต (Digital Product Passport) และมาตรการกีดกันทางการค้าอย่าง CBAM ของยุโรป องค์กรจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability and Transparency) และพยายามทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ภายในสามปีข้างหน้า  โดยผลักดันมาตรฐานการรีไซเคิลระดับสากล (Global Recycled Standard หรือ GRS) และการออกใบรับรองการทำธุรกรรม (Transaction Certificate หรือ TC) อย่างเข้มงวด เพื่อให้สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสินค้าผลิตจากขยะล็อตใดและซื้อมาจากที่ไหน เพราะการตรวจสอบ (Audit) ของแบรนด์ระดับโลกนั้นมีความเข้มงวดและโหดมาก

“สิ่งสำคัญคือ ทำอะไรคำพูดต้องศักดิ์สิทธิ์ พูดแล้วต้องทำ พูดแล้วต้องทำให้ได้” คุณวัธย้ำหนักแน่น

คุณวัธเชื่อมีความมั่นแรงกล้าในการทำงาน แม้เป้าหมายแผนที่นำทาง (Roadmap) ที่วางไว้จะสำเร็จเพียงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ในตอนนี้ แต่เขามั่นใจว่าคำพูดจะศักดิ์สิทธิ์เต็มร้อยในวันที่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้จริง

คุณวัธมีโอกาสได้พูดคุยกับที่ปรึกษาของแบรนด์กลุ่มฟาสต์แฟชั่นและหัวหน้าซัพพลายเชนของแบรนด์กีฬาระดับโลก ทำให้เห็นทิศทางว่าในอีกยี่สิบถึงสามสิบปีข้างหน้า ขยะสิ่งทอจะถูกหมุนเวียนใช้ภายในภูมิภาคนั้น ๆ อย่างสมบูรณ์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิลเชิงกล (Mechanical Recycling) หรือเชิงเคมี (Chemical Recycling) จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ (Norms) ในระยะสามถึงห้าปี

บริษัท แสงเจริญแกรนด์ จำกัด หรือ SC Grand

SC Grand จึงมุ่งเป้าสู่การเป็นศูนย์กลางการรีไซเคิลแห่งภูมิภาคอาเซียน (Recycle Hub) เนื่องจากมองเห็นโอกาสว่าภูมิภาคนี้มีโรงงานตัดเย็บสิ่งทอมากที่สุด สินค้าส่วนใหญ่ผลิตเพื่อส่งออกและมีขยะสิ่งทอ เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล แม้จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากประเทศเวียดนามที่มีความพร้อมและมีมาตรการอุดหนุนเต็มที่ แต่ไทยมีจุดแข็งเรื่องซัพพลายเชนที่ค่อนข้างครบและมีทักษะฝีมือที่ดี ดังนั้นหาก SC Grand สามารถตั้งตัวเป็นศูนย์กลางการรีไซเคิลได้สำเร็จ ก็จะสามารถเชื่อมโยงซัพพลายเชนเข้าด้วยกัน ช่วยดึงดูดให้ต่างชาติเข้ามาผลิต และทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอรวมถึงแฟชั่นของไทยเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง

“เราไปประชุมกับ luxury brand ที่ Hongkong ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา สรุปว่าเรายังไม่ผ่านมาตรฐาน ในมุม Corporate Responsibility ต้องปรับโรงงานใหม่  ซึ่งคาดว่าจะ delay ไปถึงปลายปี 2570-2571

เพราะต้องจัดสร้างโรงงานใหม่ให้ได้มาตรฐานที่ทาง global brand กำหนดครับ” คุณวัธเล่าความคืบหน้าให้ฟัง

ส่วนแผนแม่บทระยะยาวในอีกสิบปีข้างหน้า องค์กรมีเป้าหมายสูงสุดที่จะสร้างระบบนิเวศ “สิ่งทอที่ยั่งยืน”  (Sustainable Textile Ecosystem) ทำหน้าที่เสมือนใยแมงมุม (Spider Web) ที่เชื่อมโยงตั้งแต่โรงงานปั่นด้าย โรงงานทอผ้า โรงงานตัดเย็บ แบรนด์แฟชั่น ไปจนถึงองค์กรต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หรือเปรียบเสมือนปลั๊กอเนกประสงค์ (Universal Plug) ที่พร้อมให้ใครก็ตามจากต่างประเทศเข้ามาเสียบปลั๊กเชื่อมต่อกับซัพพลายเชนในอาเซียนได้อย่างง่ายดาย

คำว่า “สิ่งทอที่ยั่งยืน” ในมุมมองของคุณวัธเป็นเสมือนร่มคันใหญ่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรีไซเคิลขยะสิ่งทอเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการใช้วัตถุดิบทางเลือกอื่น ๆ เช่น ขยะทางการเกษตร (Agricultural Waste) อย่างใยสับปะรด ใยกล้วย เส้นฝ้ายทำมือของไทย และการย้อมสีธรรมชาติ

นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีอยู่มากมายบนโลก ไม่ว่าจะเป็นการรีไซเคิลเชิงกล หรือการรีไซเคิลเชิงเคมี รวมถึงเทคโนโลยีการแยกโมเลกุลต่าง ๆ โดยบริษัทไม่ได้มุ่งเน้นที่จะต้องลงทุนเป็นเจ้าของสินทรัพย์เองทั้งหมด แต่มองหาวิธีการให้สิทธิบัตรเทคโนโลยี (Licensing Technology) การทำแฟรนไชส์ การร่วมทุน และการควบรวมกิจการ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเปิดตัวพันธมิตรใหม่ ๆ ในแต่ละช่วงปีให้เห็นบ้างแล้ว เช่น การร่วมมือกับแบรนด์เพื่อทำหมวกรีไซเคิลจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) โดยนำวัตถุดิบจากแบตเตอรี่มาย้อมสี ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่ SC Grand และ Circular กำลังทำอยู่ในปัจจุบันเป็นเพียงแค่ก้าวแรกและจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของแผนแม่บทอันยิ่งใหญ่ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมในระดับโลกต่อไป

หลักชัยในอนาคต: การสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้สังคม

บนเส้นทางสู่อนาคต องค์กรมีแผนแม่บทที่ชัดเจนก็จริง แต่การจะทำให้แผนเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงได้ คุณวัธให้ความสำคัญกับการลงมือทำ (Execution) โดยเริ่มต้นจากการสร้างวัฒนธรรมองค์กร (Corporate Culture) ที่แข็งแกร่ง เขาเชื่อมั่นในหลักการที่ว่า หากผู้นำเปลี่ยน ทีมงานก็จะเปลี่ยนตาม จึงต้องเริ่มจากการทำให้ผู้นำทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว ไปจนถึงผู้นำองค์กรรุ่นต่าง ๆ มองเห็นเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อวัฒนธรรมองค์กรชัดเจน การสร้างทีมงานที่พร้อมจะเชื่อมั่นและอยู่ร่วมต่อสู้ไปด้วยกันในระยะยาวจึงจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายของการเป็นศูนย์กลางการรีไซเคิลแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Recycle Hub) ตามที่คิดไว้

และเพื่อให้วิสัยทัศน์ทั้งหมดมีความมั่นคงยืนยาวไปอีกสี่สิบถึงห้าสิบปี SC Grand ได้ประชุมหารือกับที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) และวางแผนจัดตั้งโฮลดิ้งคัมพานี (Holding Company) เพื่อให้บริษัทมีความพร้อมในมุมหลักเกณท์ต่าง ๆ ภายในปี 2571 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในปี 2573 เพื่อจัดระเบียบบริษัทย่อยทั้งสี่กลุ่มหลักให้ชัดเจน ได้แก่ บริษัทหลักคือ SC Grand ซึ่งรวมธุรกิจโออีเอ็ม (OEM) และโซลูชันเข้าไว้ด้วยกัน บริษัท Supercat ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมผลิตม็อบทำความสะอาด

ส่วนบริษัท Mango Mojito ตอนนี้ เราขายหุ้นและ มอบให้ partner คนอื่นดูแลแทน

คุณวัธย้ำชัดเจนว่า การเข้าตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการขายกิจการหรือถอนตัว (Exit) แต่เปิดโอกาสในการทำสถานะพันธมิตรทางธุรกิจ ตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ (Due Diligence) การประเมินมูลค่า (Valuation) และควบรวมกิจการกับพาร์ตเนอร์ระดับโลก รวมทั้งสร้างระบบให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยตัวเองได้ในระยะยาว และทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาเจตนารมณ์ในการทำให้ SC Grand ก้าวย่างและพัฒนาเติบโตบนเส้นทางแห่งความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ความสำเร็จของ SC Grand ในวันนี้จึงเป็นผลลัพธ์จากการผสานยุทธศาสตร์ธุรกิจที่เฉียบคมเข้ากับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับสากล เปลี่ยนโรงงานที่เคยถูกเรียกขานว่าโรงงานขยะให้กลายเป็นเพชรเม็ดงามแห่งวงการความยั่งยืนของไทย โดยคุณวัธได้สะท้อนคุณค่าของการลงมือทำผ่านหลักปรัชญาที่มองว่าชีวิตคนเราไม่ได้ยืนยาวตลอดไป การค้นหาความหมายของชีวิตและการสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้สังคมต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวการเดินทางทั้งหมดนี้คงสรุปได้ดีที่สุดผ่านประโยคที่ว่า…

“สิ่งที่ Textile Waste สอนผมคือ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนแต่มีคุณค่า ขึ้นอยู่กับมุมมองที่เราจะมองมัน”

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

TCP Group Playbook ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียน ถอดรหัสแนวคิดสู่การปฏิบัติจริง

ไทยพัฒน์เตือน ระวังดาต้าเซ็นเตอร์เก่าเป็น ‘สุสานข้อมูล’ แนะธุรกิจผันตัวเป็น ‘ผู้ปรุง’ สู้เศรษฐกิจ AI

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar