โจทย์สำคัญที่สุดของภาคธุรกิจและภาครัฐในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการกำหนดเป้าหมายความยั่งยืน แต่คือการค้นหา “กลไก” ที่จะขับเคลื่อนแผนงานบนกระดาษให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในโลกความเป็นจริง เวทีเสวนา “The Boosters” ในงาน Sustainable Spark by PTT Group 2026 จัดโดย ปตท. ได้ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้ามาร่วมถอดรหัส 4 ฟันเฟืองสำคัญ ได้แก่ ระบบนิเวศคาร์บอนเครดิต นวัตกรรมทางการเงิน นโยบายกำกับดูแล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งเปรียบเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะช่วยปลดล็อกอุปสรรคและเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากยุคแห่งคำมั่นสัญญาไปสู่ยุคแห่งการปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม
ยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิต สู่ความน่าเชื่อถือระดับโลก

ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) เริ่มต้นด้วยการฉายภาพรวมระบบนิเวศคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย โดยระบุว่า โครงสร้างตลาดในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ กลไกในประเทศและกลไกระหว่างประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Market) และตลาดภาคบังคับ (Compliance Market)
สำหรับภาคบังคับนั้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น อันจะนำไปสู่การบังคับใช้มาตรการภาษีคาร์บอนและระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ในขณะที่กลไกระหว่างประเทศจะดำเนินงานสอดคล้องกับความตกลงปารีส ข้อ 6 (Article 6) และมาตรการระดับโลกอย่าง CORSIA สำหรับภาคการบิน และ CBAM ของสหภาพยุโรป
ทั้งนี้ องค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศตลาดประกอบด้วยฝั่งอุปทานที่มีโครงการลดก๊าซเรือนกระจก และฝั่งอุปสงค์จากองค์กรที่ต้องการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) รวมถึงเป้าหมาย NDC ของภาครัฐ โดยมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เข้ามาช่วยกระตุ้น
ประเด็นที่ คุณณกรณ์ ให้ความสำคัญสูงสุดคือการยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล หรือ High Integrity โดยปัจจุบัน อบก. ได้พัฒนาจากมาตรฐาน T-VER เดิม ไปสู่ “Premium T-VER” ที่สอดคล้องกับหลักการ Core Carbon Principles และอิงมาตรฐานการตรวจสอบ ISO 14065 ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการทวนสอบจากหน่วยงานบุคคลที่สาม (Third-party Verification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสด้วยการเชื่อมโยงระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตของไทยเข้ากับฐานข้อมูล Climate Action Data Trust ของธนาคารโลก เพื่อป้องกันปัญหาการนับซ้ำ (Double Counting) พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การทำข้อตกลงทวิภาคีภายใต้ Article 6 กับประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์ รวมถึงโครงการเครดิตร่วม (JCM) กับประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแพลตฟอร์มการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่น่าเชื่อถือ
พลิกโฉมบทบาทสถาบันการเงินด้วยกลไก Blended Finance
ทางด้านกลไกทางการเงิน Ivy Lau, Head of Sustainable Finance APAC จากธนาคารมิซูโฮ (Mizuho Bank) ได้กล่าวถึงบทบาทของสถาบันการเงินที่ปรับเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ให้เงินทุน มาสู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยลูกค้าในการเปลี่ยนผ่าน (Transition Partner) โดยธนาคารได้นำปัจจัยความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้ามาบูรณาการในกลยุทธ์องค์กร และมีการประเมินพอร์ตสินเชื่อในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง อย่างไรก็ตาม แนวทางของมิซูโฮเน้นการมีส่วนร่วม (Engagement) เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนผ่านได้จริงแทนการตัดความสัมพันธ์ทางการเงิน (Divestment) ซึ่งปัจจุบันลูกค้าในภูมิภาคเอเชียกว่าครึ่งหนึ่งเริ่มแสดงความก้าวหน้าในการปรับปรุงการดำเนินงาน
กุญแจสำคัญที่คุณ Ivy Lau เน้นย้ำคือกลไก “การเงินแบบผสมผสาน” (Blended Finance) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนทางการเงินสำหรับโครงการสีเขียว โดยโมเดลนี้อาศัยการระดมทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเงินจากองค์กรการกุศลหรือผู้บริจาค (Philanthropic Money) เครื่องมือที่นำมาใช้ ได้แก่ การใช้เงินทุนส่วนแรกเพื่อรับความเสี่ยง (First Loss Capital) จากผู้บริจาคเพื่อสร้างหลักประกันให้แก่นักลงทุนเอกชน การค้ำประกันเครดิต การประกันความเสี่ยงทางการเมือง และเงินช่วยเหลือทางเทคนิค (Technical Assistance Grants) เพื่อช่วยโครงการต่าง ๆ เอาชนะอุปสรรคด้านเทคนิคหรือกฎระเบียบ ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนนี้จะช่วยลดต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) และทำให้โครงการเพื่อความยั่งยืนมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
กางแผน Thailand Taxonomy และมาตรการกำกับดูแลเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ในมิติของการกำกับดูแล ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวถึงบทบาทของ ธปท. ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินควบคู่ไปกับการสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผ่าน 3 โครงการริเริ่มสำคัญ ได้แก่ โครงการแรก การผนวกมิติด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการดำเนินงานของสถาบันการเงิน โดยกำหนดให้ธนาคารนำปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการประเมินความเสี่ยงและทำ Stress Test
โครงการที่สอง การจัดทำ “Thailand Taxonomy” หรือมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็นสีเขียว สีเหลือง (ช่วงเปลี่ยนผ่าน) และสีแดง (ไม่เป็นมิตร) ครอบคลุมภาคพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตร และก่อสร้าง เพื่อให้ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินมีเกณฑ์อ้างอิงเดียวกันและป้องกันปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing)
และโครงการที่สาม คือ “Financing the Transition” ซึ่ง ธปท. ร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวจากธุรกิจสีน้ำตาลให้เป็นสีน้ำตาลน้อยลง (Brown to Less Brown) โดยมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อปกติ
นอกจากนี้ คุณชนานันท์ยังได้แนะนำภาคธุรกิจให้เตรียมความพร้อมใน 3 ด้าน คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, 2 และ 3 การทำความเข้าใจ Thailand Taxonomy เพื่อประเมินสถานะของธุรกิจ และการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานดังกล่าวเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อีกทั้ง ธปท. ยังเตรียมเปิดพื้นที่ Sandbox เพื่อให้ธนาคารสามารถทดลองให้บริการใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นผู้ตรวจสอบก๊าซเรือนกระจก หรือที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน
ขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าจากคาร์บอน
ปิดท้ายด้วยมุมมองด้านเทคโนโลยี David Rabley, Global Energy Transition and Sustainability Lead for Energy จากเอคเซนเชอร์ (Accenture) ชี้ให้เห็นว่าการลดคาร์บอนมีความซับซ้อนและต้องบริหารจัดการสมดุลระหว่างต้นทุน ความมั่นคง และความยั่งยืน เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาเป็นตัวเร่งสำคัญในการสร้าง “ความฉลาดรู้ด้านคาร์บอน” (Carbon Intelligence) ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นและติดตามข้อมูลการปล่อยคาร์บอนได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนมุมมองจากการลดคาร์บอนที่เป็นเพียงภาระค่าใช้จ่ายให้กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation)
คุณ David ได้ระบุถึง 5 โอกาสทางธุรกิจที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปช่วยขยายผล ได้แก่ 1) การสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน (Carbon Intelligence Value Chain) เพื่อให้เห็นข้อมูลที่แท้จริงและจัดการได้อย่างตรงจุด 2) การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Shared Infrastructure) เช่น การใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการโครงการ CCUS ให้เกิดการใช้งานร่วมกันอย่างคุ้มค่า
3) การจัดการก๊าซมีเทน โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและ AI ตรวจจับรอยรั่วเพื่อลดการปล่อยก๊าซและลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายเป็นรายได้ 4) การรองรับอุปสงค์ใหม่ ๆ เช่น การจัดหาพลังงานสะอาดสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องการพลังงานคาร์บอนต่ำตลอด 24 ชั่วโมง และ 5) การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโมเลกุลคาร์บอน โดยการทำการตลาดและสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนต่ำ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต การดำเนินธุรกิจจะต้องมองถึงการสร้างมูลค่าจากความยั่งยืนโดยมีเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญ
บทสรุปจากการเสวนาในหัวข้อ “The Boosters” สะท้อนให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนให้สัมฤทธิ์ผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการเครื่องมือสนับสนุนให้ทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการสร้างมาตรฐานคาร์บอนเครดิตที่มีความน่าเชื่อถือสูง การสนับสนุนด้วยนวัตกรรมทางการเงินที่ยืดหยุ่น การกำหนดนโยบายกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการฟอกเขียว และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการข้อมูลอย่างแม่นยำ ปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจไทยจากยุคแห่งการวางแผนยุทธศาสตร์ ไปสู่การลงมือปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ทิศทางสื่อปี 2569: ยุค GEO ครองตลาด แนะชู ‘ตัวตนมนุษย์’ สร้างมูลค่าเพิ่มเหนือ ‘AI Slop’
LMWN ตั้ง “ดร.ต้า” นั่ง VP of AI คนแรก มุ่งสู่ AI-Driven Company



