Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

เจาะ 4 กลไก ‘The Boosters’ พลิกยุทธศาสตร์ความยั่งยืน สู่การปฏิบัติจริง

เจาะ 4 กลไก ‘The Boosters’ พลิกยุทธศาสตร์ความยั่งยืน สู่การปฏิบัติจริง

โจทย์สำคัญที่สุดของภาคธุรกิจและภาครัฐในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการกำหนดเป้าหมายความยั่งยืน แต่คือการค้นหา “กลไก” ที่จะขับเคลื่อนแผนงานบนกระดาษให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในโลกความเป็นจริง เวทีเสวนา “The Boosters” ในงาน Sustainable Spark by PTT Group 2026 จัดโดย ปตท. ได้ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้ามาร่วมถอดรหัส 4 ฟันเฟืองสำคัญ ได้แก่ ระบบนิเวศคาร์บอนเครดิต นวัตกรรมทางการเงิน นโยบายกำกับดูแล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งเปรียบเสมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะช่วยปลดล็อกอุปสรรคและเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากยุคแห่งคำมั่นสัญญาไปสู่ยุคแห่งการปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม

ยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิต สู่ความน่าเชื่อถือระดับโลก

ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), Ivy Lau, Head of Sustainable Finance APAC จากธนาคารมิซูโฮ, ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ
(จากซ้ายไปขวา) ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), Ivy Lau, Head of Sustainable Finance APAC จากธนาคารมิซูโฮ, ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ David Rabley, Global Energy Transition and Sustainability Lead for Energy จากเอคเซนเชอร์

ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) เริ่มต้นด้วยการฉายภาพรวมระบบนิเวศคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย โดยระบุว่า โครงสร้างตลาดในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ กลไกในประเทศและกลไกระหว่างประเทศ ซึ่งครอบคลุมทั้งตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Market) และตลาดภาคบังคับ (Compliance Market)

สำหรับภาคบังคับนั้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น อันจะนำไปสู่การบังคับใช้มาตรการภาษีคาร์บอนและระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ในขณะที่กลไกระหว่างประเทศจะดำเนินงานสอดคล้องกับความตกลงปารีส ข้อ 6 (Article 6) และมาตรการระดับโลกอย่าง CORSIA สำหรับภาคการบิน และ CBAM ของสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ องค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศตลาดประกอบด้วยฝั่งอุปทานที่มีโครงการลดก๊าซเรือนกระจก และฝั่งอุปสงค์จากองค์กรที่ต้องการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offset) รวมถึงเป้าหมาย NDC ของภาครัฐ โดยมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เข้ามาช่วยกระตุ้น

ประเด็นที่ คุณณกรณ์ ให้ความสำคัญสูงสุดคือการยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล หรือ High Integrity โดยปัจจุบัน อบก. ได้พัฒนาจากมาตรฐาน T-VER เดิม ไปสู่ “Premium T-VER” ที่สอดคล้องกับหลักการ Core Carbon Principles และอิงมาตรฐานการตรวจสอบ ISO 14065 ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการทวนสอบจากหน่วยงานบุคคลที่สาม (Third-party Verification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสด้วยการเชื่อมโยงระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตของไทยเข้ากับฐานข้อมูล Climate Action Data Trust ของธนาคารโลก เพื่อป้องกันปัญหาการนับซ้ำ (Double Counting) พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การทำข้อตกลงทวิภาคีภายใต้ Article 6 กับประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสิงคโปร์ รวมถึงโครงการเครดิตร่วม (JCM) กับประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแพลตฟอร์มการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่น่าเชื่อถือ

พลิกโฉมบทบาทสถาบันการเงินด้วยกลไก Blended Finance

ทางด้านกลไกทางการเงิน Ivy Lau, Head of Sustainable Finance APAC จากธนาคารมิซูโฮ (Mizuho Bank) ได้กล่าวถึงบทบาทของสถาบันการเงินที่ปรับเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ให้เงินทุน มาสู่การเป็นพันธมิตรที่ช่วยลูกค้าในการเปลี่ยนผ่าน (Transition Partner) โดยธนาคารได้นำปัจจัยความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้ามาบูรณาการในกลยุทธ์องค์กร และมีการประเมินพอร์ตสินเชื่อในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง อย่างไรก็ตาม แนวทางของมิซูโฮเน้นการมีส่วนร่วม (Engagement) เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนผ่านได้จริงแทนการตัดความสัมพันธ์ทางการเงิน (Divestment) ซึ่งปัจจุบันลูกค้าในภูมิภาคเอเชียกว่าครึ่งหนึ่งเริ่มแสดงความก้าวหน้าในการปรับปรุงการดำเนินงาน

กุญแจสำคัญที่คุณ Ivy Lau เน้นย้ำคือกลไก “การเงินแบบผสมผสาน” (Blended Finance) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนทางการเงินสำหรับโครงการสีเขียว โดยโมเดลนี้อาศัยการระดมทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเงินจากองค์กรการกุศลหรือผู้บริจาค (Philanthropic Money) เครื่องมือที่นำมาใช้ ได้แก่ การใช้เงินทุนส่วนแรกเพื่อรับความเสี่ยง (First Loss Capital) จากผู้บริจาคเพื่อสร้างหลักประกันให้แก่นักลงทุนเอกชน การค้ำประกันเครดิต การประกันความเสี่ยงทางการเมือง และเงินช่วยเหลือทางเทคนิค (Technical Assistance Grants) เพื่อช่วยโครงการต่าง ๆ เอาชนะอุปสรรคด้านเทคนิคหรือกฎระเบียบ ความร่วมมือจากหลายภาคส่วนนี้จะช่วยลดต้นทุนของเงินทุน (Cost of Capital) และทำให้โครงการเพื่อความยั่งยืนมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์

กางแผน Thailand Taxonomy และมาตรการกำกับดูแลเพื่อการเปลี่ยนผ่าน

ในมิติของการกำกับดูแล ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวถึงบทบาทของ ธปท. ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินควบคู่ไปกับการสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผ่าน 3 โครงการริเริ่มสำคัญ ได้แก่ โครงการแรก การผนวกมิติด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการดำเนินงานของสถาบันการเงิน โดยกำหนดให้ธนาคารนำปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการประเมินความเสี่ยงและทำ Stress Test

โครงการที่สอง การจัดทำ “Thailand Taxonomy” หรือมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็นสีเขียว สีเหลือง (ช่วงเปลี่ยนผ่าน) และสีแดง (ไม่เป็นมิตร) ครอบคลุมภาคพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตร และก่อสร้าง เพื่อให้ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินมีเกณฑ์อ้างอิงเดียวกันและป้องกันปัญหาการฟอกเขียว (Greenwashing)

และโครงการที่สาม คือ “Financing the Transition” ซึ่ง ธปท. ร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถปรับตัวจากธุรกิจสีน้ำตาลให้เป็นสีน้ำตาลน้อยลง (Brown to Less Brown) โดยมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อปกติ

นอกจากนี้ คุณชนานันท์ยังได้แนะนำภาคธุรกิจให้เตรียมความพร้อมใน 3 ด้าน คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data Collection) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, 2 และ 3 การทำความเข้าใจ Thailand Taxonomy เพื่อประเมินสถานะของธุรกิจ และการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานดังกล่าวเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อีกทั้ง ธปท. ยังเตรียมเปิดพื้นที่ Sandbox เพื่อให้ธนาคารสามารถทดลองให้บริการใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นผู้ตรวจสอบก๊าซเรือนกระจก หรือที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน

ขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าจากคาร์บอน

ปิดท้ายด้วยมุมมองด้านเทคโนโลยี David Rabley, Global Energy Transition and Sustainability Lead for Energy จากเอคเซนเชอร์ (Accenture) ชี้ให้เห็นว่าการลดคาร์บอนมีความซับซ้อนและต้องบริหารจัดการสมดุลระหว่างต้นทุน ความมั่นคง และความยั่งยืน เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามาเป็นตัวเร่งสำคัญในการสร้าง “ความฉลาดรู้ด้านคาร์บอน” (Carbon Intelligence) ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นและติดตามข้อมูลการปล่อยคาร์บอนได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานแบบเรียลไทม์ เปลี่ยนมุมมองจากการลดคาร์บอนที่เป็นเพียงภาระค่าใช้จ่ายให้กลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation)

คุณ David ได้ระบุถึง 5 โอกาสทางธุรกิจที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปช่วยขยายผล ได้แก่ 1) การสร้างความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน (Carbon Intelligence Value Chain) เพื่อให้เห็นข้อมูลที่แท้จริงและจัดการได้อย่างตรงจุด 2) การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน (Shared Infrastructure) เช่น การใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการโครงการ CCUS ให้เกิดการใช้งานร่วมกันอย่างคุ้มค่า

3) การจัดการก๊าซมีเทน โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและ AI ตรวจจับรอยรั่วเพื่อลดการปล่อยก๊าซและลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายเป็นรายได้ 4) การรองรับอุปสงค์ใหม่ ๆ เช่น การจัดหาพลังงานสะอาดสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ต้องการพลังงานคาร์บอนต่ำตลอด 24 ชั่วโมง และ 5) การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโมเลกุลคาร์บอน โดยการทำการตลาดและสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนต่ำ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต การดำเนินธุรกิจจะต้องมองถึงการสร้างมูลค่าจากความยั่งยืนโดยมีเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญ

บทสรุปจากการเสวนาในหัวข้อ “The Boosters” สะท้อนให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนให้สัมฤทธิ์ผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการเครื่องมือสนับสนุนให้ทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการสร้างมาตรฐานคาร์บอนเครดิตที่มีความน่าเชื่อถือสูง การสนับสนุนด้วยนวัตกรรมทางการเงินที่ยืดหยุ่น การกำหนดนโยบายกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการฟอกเขียว และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการข้อมูลอย่างแม่นยำ ปัจจัยเหล่านี้เปรียบเสมือนฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจไทยจากยุคแห่งการวางแผนยุทธศาสตร์ ไปสู่การลงมือปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ทิศทางสื่อปี 2569: ยุค GEO ครองตลาด แนะชู ‘ตัวตนมนุษย์’ สร้างมูลค่าเพิ่มเหนือ ‘AI Slop’

LMWN ตั้ง “ดร.ต้า” นั่ง VP of AI คนแรก มุ่งสู่ AI-Driven Company

×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar