Story of Business • Technology • Sustainability
Share on
×

Share

Unilever ปิดวงจรทรัพยากร สร้างคุณค่าใหม่ด้วย Circular Economy

Unilever ปิดวงจรทรัพยากรสร้างคุณค่าใหม่ด้วย Circular Economy

ขวดพลาสติกหนึ่งใบไม่ได้หมดคุณค่าเพียงเพราะผลิตภัณฑ์ข้างในถูกใช้จนหมด เพราะตัววัสดุ พลังงานที่ใช้ในการผลิต รวมถึงคุณค่าที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการยังคงอยู่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะจัดการขวดใบนั้นอย่างไรหลังการใช้งาน แต่คือจะทำอย่างไรให้ทรัพยากรที่ยังมีคุณค่าไม่หลุดออกจากระบบ และสามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตครั้งต่อไปได้อีก

แนวคิดนี้เป็นหัวใจของ “Closing the Loop: Rethinking the Value กลยุทธ์ Unilever สู่คุณค่าที่ยั่งยืน” ซึ่ง ณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านสื่อสารองค์กร องค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย นำเสนอภายในงานสัมมนา Circular Economy Forum 2026: Sustainability in Action จัดโดย The Story Thailand ร่วมกับหอการค้าไทย และสถาบันวิทยาการเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค หรือ CE Academy by UTCC โดยชวนมองเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ไกลกว่าการรีไซเคิลปลายทาง และกลับไปตั้งคำถามตั้งแต่ต้นว่า ธุรกิจจะออกแบบสินค้า ใช้ทรัพยากร และสร้างระบบอย่างไร เพื่อรักษาคุณค่าของวัสดุให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานที่สุด

สำหรับ Unilever คำถามนี้มีความหมายโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะผลิตภัณฑ์ของบริษัทอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ตั้งแต่ห้องน้ำ ห้องครัว การซักผ้า ไปจนถึงการดูแลบ้าน ครอบคลุมคนไทยกว่า 67 ล้านคน และกว่า 34.7 ล้านครัวเรือน เมื่อธุรกิจมีขนาดใหญ่ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นจึงสร้างผลกระทบในวงกว้างได้ การลดการใช้เม็ดพลาสติกใหม่ในบรรจุภัณฑ์ เมื่อเกิดขึ้นกับสินค้าจำนวนมากย่อมช่วยลดการใช้ทรัพยากรได้มาก ขณะที่การเพิ่มวัสดุรีไซเคิลในผลิตภัณฑ์ เมื่อขยายไปทั้งพอร์ตสินค้าก็สามารถสร้างความต้องการวัสดุรีไซเคิลให้กับตลาดได้เช่นกัน

ขนาดของธุรกิจจึงไม่ได้หมายถึงโอกาสทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการออกแบบสินค้าและการใช้ทรัพยากร นี่เป็นเหตุผลที่ Unilever วางความยั่งยืนไว้ในกลยุทธ์องค์กร ไม่ได้แยกออกมาเป็นโครงการเฉพาะกิจหรือกิจกรรมเพื่อสังคม แต่เชื่อมเข้ากับกลยุทธ์และวิธีดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้น

จากใช้แล้วทิ้งสู่การรักษาคุณค่าทรัพยากร

ณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านสื่อสารองค์กร องค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย
ณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านสื่อสารองค์กร องค์กรสัมพันธ์และความยั่งยืน กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย

ปัญหาสำคัญของระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน คือการใช้ทรัพยากรในรูปแบบเส้นตรง ตั้งแต่การนำทรัพยากรมาผลิต ใช้งาน และทิ้ง ทั้งที่วัสดุจำนวนมากยังมีศักยภาพที่จะนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการรีไซเคิล ไม่ว่าจะกลับมาเป็นขวดพลาสติก เสื้อผ้า โต๊ะ เก้าอี้ หรือสินค้าอื่น ๆ ได้อีก

ในแต่ละปี โลกผลิตพลาสติกมากกว่า 400 ล้านตัน ประมาณครึ่งหนึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ขณะที่พลาสติกน้อยกว่า 10% ถูกนำกลับมารีไซเคิล และมีพลาสติกราว 11 ล้านตันรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำและทะเลทุกปี ส่วนประเทศไทยมีการผลิตพลาสติก 27 ล้านตันต่อปี แต่มีเพียง 25% หรือประมาณ 700,000 ตันที่กลับเข้าสู่วงจรรีไซเคิล

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนว่าพลาสติกไม่มีคุณค่า แต่สะท้อนปัญหาของระบบที่ทำให้วัสดุซึ่งยังมีมูลค่าหลุดออกจากวงจรเศรษฐกิจ เพราะเมื่อวัสดุหนึ่งชิ้นถูกทิ้ง สิ่งที่สูญเสียไปไม่ได้มีเพียงตัววัสดุ แต่รวมถึงพลังงาน แรงงาน คาร์บอน และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการผลิต

Circular Economy จึงไม่ควรจำกัดอยู่แค่การรีไซเคิลปลายทาง แต่ต้องรวมถึงงการออกแบบตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการลดการใช้วัสดุใหม่ให้น้อยลง เพิ่มการใช้ซ้ำ นำวัสดุกลับมารีไซเคิลเป็นวัตถุดิบ และรักษาทรัพยากรให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานที่สุด เพราะการปิดวงจรไม่ได้ช่วยเพียงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร แต่ยังช่วยลดความเสี่ยง ลดคาร์บอน เพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากร และสร้างมูลค่าใหม่จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้วัสดุ พลังงาน และทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อโลกต้องเผชิญกับข้อจำกัดของทรัพยากรที่ไม่สามารถทดแทนได้หรือใช้เวลานานกว่าจะกลับเข้าสู่วงจร รวมถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความคาดหวังที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค นักลงทุน และภาครัฐ คำถามของธุรกิจจึงไม่ใช่เพียงว่าจะเติบโตได้มากเพียงใด แต่ต้องตอบให้ได้ว่าจะเติบโตอย่างไรโดยใช้ทรัพยากรน้อยลงและสร้างคุณค่าได้มากขึ้น

Circular Economy เชื่อมเป้าหมายลดคาร์บอน

Unilever วางเป้าหมายความยั่งยืนไว้บน 4 เรื่องที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ Climate, Nature, Plastics และ Livelihoods โดยด้าน Climate บริษัทตั้งเป้ามุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2039 ตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2030 ส่วนด้านพลาสติกมุ่งลดการใช้พลาสติกใหม่ เพิ่มวัสดุรีไซเคิล และทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถใช้ซ้ำ รีไซเคิลได้ หรือย่อยสลายได้

สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การแยกเป้าหมายแต่ละด้านออกจากกัน แต่อยู่ที่การตอบคำถามเดียวกันว่า ธุรกิจจะใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่สร้างคุณค่าให้ผู้คน ธุรกิจ และโลกได้มากขึ้นอย่างไร Circular Economy ในมุมของ Unilever จึงไม่ได้เป็นวาระที่เพิ่มเข้ามาจากธุรกิจหลัก แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้กลยุทธ์ธุรกิจและเป้าหมายด้านความยั่งยืนเดินไปด้วยกัน

ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทกำหนด Climate Transition Action Plan หรือ CTAP เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า ครอบคลุมทั้ง 3 Scope ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภายในโรงงาน แต่รวมตั้งแต่วัตถุดิบ ส่วนผสม การขนส่ง การใช้ผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภค ไปจนถึงปลายทางหลังการบริโภค

Circular Economy จึงเชื่อมกับการลดคาร์บอนโดยตรง เพราะทุกครั้งที่ธุรกิจใช้วัสดุน้อยลง เพิ่มวัสดุรีไซเคิล หรือทำให้ทรัพยากรอยู่ในระบบได้นานขึ้น ย่อมลดความต้องการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดการใช้พลังงาน ลดคาร์บอน และลดความเสี่ยงในระยะยาว หาก CTAP เป็นแผนเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ Circular Economy ก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านนั้นเกิดขึ้นจริง

5 แนวทางเปลี่ยนธุรกิจทั้งระบบ

การรักษาคุณค่าของทรัพยากรไม่สามารถเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเพียงจุดเดียว Unilever จึงวางแนวทางเปลี่ยนธุรกิจพร้อมกัน 5 ด้าน เริ่มจาก 1) การเปลี่ยนวัตถุดิบที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่วัตถุดิบที่หมุนเวียนและเกิดใหม่ได้ เพื่อให้ทรัพยากรอยู่ในระบบได้นานขึ้น ตามด้วย 2) การลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่าผ่านการใช้พลังงานทดแทน ไม่จำกัดเฉพาะกิจกรรมภายในโรงงาน

อีกด้านคือ 3) การใช้น้ำและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงคำนึงถึงทรัพยากรหลังการใช้ผลิตภัณฑ์ ขณะที่ 4) การออกแบบผลิตภัณฑ์ต้องลดการใช้วัสดุและพลาสติกใหม่ เพิ่มวัสดุรีไซเคิล และทำให้วัสดุสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานขึ้น

ด้านสุดท้าย คือ 5) การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจและเลือกใช้ โดยไม่ต้องสูญเสียประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อแลกกับความยั่งยืน เพราะความยั่งยืนจะขยายผลได้จริงก็ต่อเมื่อสินค้ายังทำงานได้ดี ใช้ง่าย ตอบโจทย์ และเข้าถึงผู้บริโภคได้ ผู้บริโภคจึงไม่ควรถูกบังคับให้เลือกระหว่างประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์กับผลกระทบต่อโลก

แนวทางทั้ง 5 ด้านจึงไม่ใช่โครงการ 5 โครงการที่แยกออกจากกัน แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของธุรกิจทั้งระบบ ตั้งแต่วัตถุดิบ การใช้พลังงานและทรัพยากร การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงประสบการณ์ของผู้บริโภค

‘ซันไลต์’ ตัวอย่างออกแบบความยั่งยืนตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างที่ Unilever นำมาอธิบายแนวคิดนี้คือซันไลต์ ผลิตภัณฑ์ล้างจานที่อยู่ในครัวของครัวเรือนไทยจำนวนมาก แม้ในมุมผู้บริโภคจะเป็นเพียงผลิตภัณฑ์สำหรับล้างจาน แต่ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมพัฒนาต้องตอบคำถามตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ ประสิทธิภาพของสูตร ปริมาณทรัพยากรที่ใช้ ปริมาณพลาสติกใหม่ในบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงโอกาสที่ขวดจะกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหลังการใช้งาน

บรรจุภัณฑ์มีการนำเม็ดพลาสติกรีไซเคิล TCR มาใช้เพื่อลดการใช้พลาสติกใหม่ ขณะที่ตัวผลิตภัณฑ์ยังต้องรักษาประสิทธิภาพที่ผู้บริโภคคาดหวัง ซันไลต์ยังต้องทำหน้าที่ล้างจานได้เช่นเดิม ขณะเดียวกันสูตรแรมโนคลีนได้รับการพัฒนาให้ย่อยสลายได้ในสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการตกค้างหลังจากน้ำที่ผ่านการใช้งานถูกระบายออกไป

กรณีของซันไลต์สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า ความยั่งยืนไม่ควรถูกนำมาเติมในขั้นตอนสุดท้าย แต่ต้องถูกออกแบบเข้าไปในผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้น โดยยังรักษาคุณสมบัติที่ผู้บริโภคต้องการเอาไว้ เพราะทางเลือกที่ยั่งยืนจะสร้างผลกระทบในวงกว้างได้เมื่อเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงและเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน

Recyclable ไม่เท่ากับ Recycle

เมื่อพูดถึง Circular Economy พลาสติกเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นวัสดุที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ แต่สามารถสูญเสียคุณค่าออกจากระบบได้อย่างรวดเร็วจากรูปแบบการใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเลิกใช้พลาสติกทั้งหมดหรือไม่ แต่อยู่ที่การใช้พลาสติกอย่างรับผิดชอบ และทำอย่างไรให้คุณค่าของวัสดุไม่หลุดออกจากระบบ

Unilever วางแนวทางจัดการพลาสติกไว้บนหลัก Reduce, Circulate และ Collaborate ตั้งแต่ลดการใช้พลาสติกใหม่ เพิ่มวัสดุรีไซเคิล ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้หมุนเวียนกลับมาได้ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบเก็บขวดกลับเข้าสู่วงจร

จุดที่ต้องแยกให้ออกคือ Recyclable ไม่เท่ากับ Recycle การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะวัสดุจะกลับเข้าสู่วงจรจริงได้ต่อเมื่อมีการเก็บรวบรวม คัดแยก รีไซเคิล และนำกลับมาเป็นวัตถุดิบอีกครั้ง

การใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลอย่าง PCR จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะเมื่อภาคธุรกิจสร้างความต้องการใช้วัสดุรีไซเคิล วัสดุหลังการใช้งานจะกลับมามีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเมื่อวัสดุมีมูลค่า ระบบเก็บรวบรวมและผู้ประกอบการรีไซเคิลก็มีแรงจูงใจที่จะเกิดขึ้นตามมา นั่นทำให้การใช้วัสดุรีไซเคิลไม่ได้มีผลเฉพาะกับบรรจุภัณฑ์ของบริษัท แต่เชื่อมต่อไปถึงกลไกของตลาดที่ทำให้วัสดุหลังการใช้งานมีโอกาสกลับเข้าสู่วงจรมากขึ้น

วัดผลที่วัสดุกลับเข้าสู่ระบบ

ความตั้งใจและการตั้งเป้าหมายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถทำให้เกิดผลลัพธ์จริง สำหรับ Unilever การขับเคลื่อน Circular Economy จึงเริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีคิด วิธีออกแบบ การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการทำงานร่วมกับชุมชน

ในประเทศไทย บริษัทมีการดำเนินงานทั้งการลดการใช้ เม็ดพลาสติกใหม่เพิ่มเม็ดพลาสติกรีไซเคิลภายหลังการบริโภค Post-Consumer Recycled Content หรือ PCR ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถหมุนเวียนได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ซ้ำ การรีไซเคิล หรือการย่อยสลาย รวมถึงการสนับสนุนการเก็บวัสดุกลับเข้าสู่ระบบ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้วัดเพียงว่าบริษัทสามารถออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้มากเพียงใด แต่ต้องวัดต่อไปถึงวัสดุเหล่านั้นว่ามีโอกาสหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานขึ้นหรือไม่ เพราะหากบรรจุภัณฑ์ถูกออกแบบให้รีไซเคิลได้ แต่หลังการใช้งานกลับไม่ถูกเก็บรวบรวมและนำไปรีไซเคิล ความสามารถในการรีไซเคิลที่ถูกออกแบบไว้ก็ยังไม่สามารถปิดวงจรทรัพยากรได้จริง

พลาสติกจึงไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากร ความสามารถในการแข่งขัน และอนาคตของธุรกิจ เพราะการรักษาวัสดุให้อยู่ในระบบหมายถึงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อจากทรัพยากรเดิม แทนที่จะปล่อยให้มูลค่านั้นหายไปหลังการใช้งานเพียงครั้งเดียว

Policy–Infrastructure–People ต้องไปด้วยกัน

Circular Economy ไม่สามารถเกิดขึ้นจากเป้าหมายระดับโลกหรือความพยายามของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ต้องเกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ สำหรับประเทศไทย Unilever มองว่าการเปลี่ยนผ่านต้องทำให้ 3 องค์ประกอบเดินหน้าไปพร้อมกัน ได้แก่ Policy, Infrastructure และ People

Policy หรือนโยบาย ต้องสร้างความชัดเจนเรื่องความรับผิดชอบในการเก็บวัสดุกลับเข้าสู่ระบบ มีความโปร่งใสและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อสร้างมาตรฐาน กฎเกณฑ์ และแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ

Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐาน ต้องทำให้วัสดุสามารถกลับเข้าสู่ระบบได้จริง เพราะต่อให้บรรจุภัณฑ์ได้รับการออกแบบให้รีไซเคิลได้ดีเพียงใด หากไม่มีระบบเก็บรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิล วัสดุนั้นก็ไม่สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบได้อีก ความแตกต่างระหว่างบรรจุภัณฑ์ที่ “รีไซเคิลได้” กับการที่วัสดุ “ถูกรีไซเคิลจริง” จึงขึ้นอยู่กับระบบที่เชื่อมต่อระหว่างผู้บริโภคกับปลายทางของวัสดุหลังการใช้งาน

ส่วน People หรือผู้คน ครอบคลุมตั้งแต่ผู้บริโภค ธุรกิจ ชุมชน ผู้รวบรวมวัสดุ ผู้ประกอบการรีไซเคิล ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ ซึ่งทุกฝ่ายต่างอยู่ในระบบเดียวกัน การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน หากไม่มีการคัดแยกตั้งแต่ต้นทาง ไม่มีการเก็บกลับ และไม่มีผู้รับวัสดุไปรีไซเคิล วงจรที่ถูกออกแบบไว้ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

หาก Policy, Infrastructure และ People เดินหน้าไปพร้อมกัน โอกาสของประเทศไทยจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สามารถต่อยอดคุณค่าจากทรัพยากรเดิมไปสู่การสร้างงาน สร้างธุรกิจ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดย Unilever มองว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน Circular Economy ของภูมิภาคได้

Circular Economy คือโจทย์ของทั้งระบบ

สิ่งที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านมีความซับซ้อนคือ ไม่มีองค์กรใดสามารถปิดวงจรทรัพยากรได้เพียงลำพัง Unilever สามารถออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ แต่ไม่สามารถสร้างระบบเก็บกลับและคัดแยกทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง ขณะที่ผู้ประกอบการรีไซเคิลสามารถลงทุนในเทคโนโลยี แต่ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในวงกว้างได้เพียงฝ่ายเดียวหรือสร้างความต้องการในการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลได้ เช่นเดียวกับภาครัฐที่สามารถกำหนดนโยบาย แต่ไม่สามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งระบบได้หากขาดความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น

Circular Economy จึงไม่ใช่ Product Challenge แต่เป็น System Challenge และต้องอาศัยความร่วมมือในหลายด้าน ตั้งแต่การทำให้ทางเลือกที่ยั่งยืนเข้าถึงง่ายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม ไปจนถึงการพัฒนากฎระเบียบ มาตรฐาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ทรัพยากรสามารถหมุนเวียนได้จริง

อีกประเด็นสำคัญคือ ธุรกิจไม่ควรมองการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เฉพาะในมิติของ Compliance หรือการทำตามกฎ แต่ต้องมองไปถึง Competitiveness หรือความสามารถในการแข่งขัน เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมกับกฎเกณฑ์ใหม่ที่เข้ามากำหนดทิศทางของตลาด ธุรกิจและประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็วกว่าย่อมมีโอกาสสร้างความได้เปรียบได้มากกว่า

ดังนั้น Circular Economy ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ทุกฝ่ายต้องทำสิ่งเดียวกัน แต่เกิดขึ้นเมื่อแต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองและเดินไปในทิศทางเดียวกัน หากเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นเรื่องของระบบ ความร่วมมือก็เป็นโครงสร้างสำคัญที่ทำให้ระบบนั้นสามารถทำงานได้

ปิดวงจรทรัพยากรสร้างคุณค่าใหม่

เมื่อกลับมาที่ขวดพลาสติกใบเดิมที่เป็นจุดเริ่มต้นของคำถาม คุณค่าของขวดไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงเมื่อผลิตภัณฑ์ข้างในถูกใช้จนหมด หากผลิตภัณฑ์ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม มีระบบเก็บกลับที่มีประสิทธิภาพ และทุกฝ่ายร่วมมือกัน ขวดใบนั้นยังสามารถเดินทางต่อไปในระบบได้

จากขวดที่ผ่านการใช้งานแล้ว วัสดุสามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตครั้งใหม่ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และต่อยอดไปสู่การสร้างงานและโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้ เพราะเป็นการรักษามูลค่าที่เคยลงทุนไปในวัสดุ พลังงาน แรงงาน และทรัพยากรไม่ให้สูญหายออกจากระบบหลังการใช้งานเพียงครั้งเดียว

สำหรับ Unilever การทำ Circular Economy จึงไม่ได้เริ่มต้นที่ถังขยะหรือจบลงที่โรงงานรีไซเคิล แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การลดการใช้ทรัพยากรใหม่ การสร้างความต้องการวัสดุรีไซเคิล ไปจนถึงการทำให้วัสดุหลังการใช้งานมีเส้นทางกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง ทั้งหมดต้องเชื่อมต่อกันจึงจะสามารถรักษาคุณค่าของทรัพยากรไว้ได้จริง

การปิดวงจรจึงไม่ใช่เพียงการนำทรัพยากรเดิมกลับมาใช้ใหม่ แต่เป็นการสร้างคุณค่าใหม่จากทรัพยากรที่มีอยู่ ให้เกิดขึ้นกับผู้คน ธุรกิจ และประเทศไทย และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถเดินไปพร้อมกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข่าวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Unilever ใช้ AI เร่ง Net Zero สร้างการเติบโตควบคู่ความยั่งยืน

Circular Economy จากเรื่องสิ่งแวดล้อม สู่มูลค่าธุรกิจที่วัดได้

PPWR เปลี่ยนเกมบรรจุภัณฑ์เปิดโอกาส SME ไทยในตลาด EU


×

Share

ผู้เขียน

The Story Thailand Avatar