เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งวิ่งเล่นอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ ชีวิตของเธอผูกพันกับตัวอักษรมาตั้งแต่จำความได้ สิ่งที่เด็กคนนี้เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่ออยู่ทุกสัปดาห์คือ เสียงรถขนส่งที่จะนำหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาส่งที่บ้าน พร้อมนิตยสารสตรีสาร และสกุลไทยที่แม่สมัครสมาชิกไว้ให้ เธออ่านทุกหน้าอย่างไม่รู้เบื่อ ตั้งแต่ข่าวการเมือง ซุบซิบดารา ไปจนถึงนวนิยายเรื่องยาว ในบ้านที่พ่อและพี่ชายล้อมวงคุยกันเรื่องฟุตบอลสนุกสนานตามประสาผู้ชาย หน้าหนังสือนิยายเหล่านี้คือพื้นที่พิเศษสำหรับจินตนาการ และเป็นสิ่งเชื่อมโยงการคุยกันหนุงหนิงประสาแม่กับลูกของเด็กหญิงกับแม่เรื่อยมา
จินตนาการละเมียดละไมจากน้ำหมึกของ ว.วินิจฉัยกุล ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เธอจับจังหวะภาษาและมองเห็นทุกอย่างเป็นภาพในหัวมาทีละน้อย โดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งในอนาคตสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นอาวุธลับสำคัญในโลกธุรกิจโฆษณาพันล้านของหญิงแกร่งที่ชื่อ โศรดา ศรประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปับลิซิส กรุ๊ป ประเทศไทย และนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT
เส้นทางชีวิตของเธอขยับขยายสู่เมืองกรุงเมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยม และต่อมาเลือกเรียนปริญญาตรีสาขาการบริหารงานบุคคล (HR) เพราะสนใจเรื่องราวของคนเป็นทุนเดิม หลังเรียนจบเธอเริ่มงานแรกด้วยการโบยบินขึ้นฟ้าเป็นแอร์โฮสเตสของสายการบิน Bangkok Airways และ Alitalia ทุกครั้งที่เครื่องลงจอดในต่างแดน ขณะที่เพื่อนร่วมงานคนอื่นมุ่งหน้าหาของแบรนด์เนมหรูหรา แต่แอร์สาวคนนี้กลับชอบเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น เพื่อไปยืนอ่านฉลาก ยืนมองชั้นวางของ มองดูว่าผู้คนในแต่ละประเทศกินอะไร ใช้อะไร และคิดอะไรอยู่ มันคือความหลงใหลในพฤติกรรมมนุษย์ (Consumer Behavior) ที่ฝังอยู่ในสายเลือดมาโดยตลอด
เมื่ออายุ 27 ปี เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานแอร์โฮสเตสเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน Management ที่อังกฤษ เพราะอยากได้รากฐานการบริหารธุรกิจ หัวข้อวิทยานิพนธ์ของเธอเป็นการวิจัยเกี่ยวกับการควบรวมกิจการ (Merger & Acquisition) เพราะอยากเข้าใจว่าคนจากสองวัฒนธรรมที่ต่างกันมาก ๆ จะมาอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
เมื่อกลับมาเมืองไทยในวัย 29 ปี เธอเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในบริษัทข้ามชาติชั้นนำ เริ่มจากการดูแลบัตร Platinum ที่ American Express ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นดีที่สอนให้เธอเข้าใจคุณค่าของความซื่อสัตย์และการให้เกียรติผู้คน ก่อนจะย้ายไปทำทีมผลิตภัณฑ์ที่ Citibank และได้ลองไปทำงานที่ดับเบิ้ลเอ ในบทบาทมนุษย์เงินเดือนสายการตลาดเธอมีนิสัยแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบแอบหนีเจ้านายไปนั่งสิงอยู่ที่บริษัทเอเจนซีโฆษณา ไปนั่งเฝ้าข้าง ๆ กราฟิกดีไซเนอร์ ดูเขาจัดเลย์เอาต์ คุมโทนภาพ เพราะเธอ “อิน” กับงานสายสร้างสรรค์และรายละเอียดเหล่านั้นเหลือเกิน
จนกระทั่งก้าวสู่วัย 35 ปี จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ก็มาถึง เมื่อเพื่อนสนิทชวนให้มารับช่วงซื้อต่อบริษัทเอเจนซีดิจิทัลเล็ก ๆ ที่ชื่อ Brilliant Million ในช่วงปี 2552 ที่โซเชียลมีเดียยังไม่ได้เป็นเครื่องมือหลักทางการตลาดด้วยซ้ำ สินทรัพย์ที่เธอได้มาในวันแรกมีเพียงโต๊ะทำงาน และเริ่มต้นธุรกิจบริษัทโดยมีทีมงานเป็นเด็กจบใหม่เพียง 5 ชีวิต กับมีลูกค้าแค่ 2 ราย แต่เธอก็เดินหน้าลุย เพราะคิดเพียงว่าอยากทำธุรกิจเล็ก ๆ ที่มั่นคง ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสิน และได้อยู่กับสิ่งที่รัก
จากวันแรกที่เริ่มต้นด้วยทีมงานแค่ไม่กี่คน เธอพาทีมเอเจนซีเด็กใหม่สร้างคว้าเกียรติยศใหญ่ได้รางวัล Thailand Digital Agency of the Year ในปี 2555 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้บริษัทก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับท็อปของประเทศ และหลังจากเดินทางร่วมกันมาครบ 10 ปี ในปี 2562 เธอตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการพาบริษัทควบรวมกิจการเข้ากับ Publicis Groupe ยักษ์ใหญ่ระดับโลกจากฝรั่งเศส เพื่อหา shelter และขยายโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูล (Data Infrastructure) ให้ก้าวทันโลก

กลุ่มบริษัท Publicis Groupe มองเห็นจิตวิญญาณผู้ประกอบการและความน่าเชื่อถือในตัวเธอ ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2565 เธอได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปับลิซิส กรุ๊ป ประเทศไทย (Publicis Groupe Thailand) และยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT อีกด้วย นี่คือบทบาทที่ทำให้เธอได้ยืนอยู่ในจุดที่มองเห็นความเคลื่อนไหวของธุรกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้คนได้อย่างใกล้ชิดที่สุด ปัจจุบันเธอคุมบังเหียนดูแลพนักงานกว่า 750 ชีวิต ภายใต้ 14 แบรนด์เอเจนซีชั้นนำของประเทศ
บทเรียนราคาแพงของ “คนสมบูรณ์แบบ”
ในอดีต เมื่อเอ่ยชื่อ โศรดา ศรประสิทธิ์ ทุกคนจะรู้ดีว่าเธอคือ Perfectionist ตัวแม่ที่มาตรฐานสูงลิ่วและเคี่ยวกรำงานจนตึงเปรี๊ยะ ในช่วง 5-10 ปีแรกของการขึ้นเป็นผู้บริหาร เธอตั้งความหวังไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์และกดดันทั้งตัวเองและทีมงานอย่างหนัก
โศรดาเล่าอดีตอย่างตรงไปตรงมาว่า “ในช่วง 5 ปีแรกของการเป็นเจ้านาย ตอนนั้นทั้งโหดทั้งเฮี๊ยบเลย ถ้าให้คะแนนตัวเอง ก็ให้ได้แค่ไม่เกิน 5 เต็ม 10 เท่านั้นแหละ ให้มากกว่านี้ไม่ได้จริง ๆ” พร้อมหัวเราะขำเมื่อนึกถึงตัวเองในวันก่า ๆ
ในวันนั้น ความอินในงานและความเป็นคนชอบความสมบูรณ์แบบชนิดที่ทุกอย่างต้อง “เป๊ะ” ทำให้เธอกลายเป็นคนดุและใช้อารมณ์ ลูกน้องบางคนถึงกับต้องยืนซ้อมพูดกับกระจกในห้องน้ำก่อนจะเดินเข้าห้องมาพรีเซนต์งานกับเธอ วันไหนพาลูกน้องไปพบลูกค้า แล้วเห็นน้อง AE (Account Executive) เดินมาหน้าสด ปากไม่ทาลิป สีสันไม่มี เธอจะลากแขนเข้าไปในห้องน้ำแล้วจัดการแต่งหน้าให้ทันที เพราะยอมไม่ได้กับความไม่พร้อม หรือบางครั้งไอเดียงานที่ส่งมาไม่ตรงมาตรฐาน เธอก็ตัดบทกลางคัน ไล่ลูกน้องออกจากห้องประชุมดื้อ ๆ ซึ่งเธอมาเรียนรู้ทีหลังว่า ในโลกขององค์กรใหญ่จะทำแบบนั้นไม่ได้เลย แต่วันเวลาช่วงนั้นเธออินกับงานมากเกินไปจนสร้างบาดแผลให้คนทำงานโดยไม่รู้ตัว
มาตรฐานที่สูงจนเกือบระเบิดนี้ เริ่มสร้างกำแพงล่องหนกั้นเธอออกจากลูกน้อง จนกระทั่งมีสองเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ทำให้เธอได้สติ
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นที่มุมหนึ่งในออฟฟิศ โศรดาเดินผ่านแล้วได้ยินพนักงานจับกลุ่มนินทาเธอเข้าจัง ๆ ว่าโดนเธอด่าอยู่ตลอดเวลา วินาทีนั้นเหมือนโดนน้ำเย็นจัดสาดใส่หน้า เธอกลับมานั่งทบทวนว่าตัวเธอด่าเขาจริง ๆ แม้เจตนาจะอยากให้งานออกมาดีที่สุด แต่วิธีการแสดงออกแบบนั้นผิดและทำร้ายใจคน
หลังจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์ที่สองก็เกิดขึ้นในบ้าน เมื่อความตึงเป๊ะในงานเริ่มลามมาสร้างความอึดอัดให้คนรอบตัว จนแม่ต้องมานั่งจับเข่าคุยกับเธอและเตือนว่าให้ช่วยเข้าใจคนอื่นด้วยเพราะเขาอาจจะไม่ได้เก่งแบบเธอ คำพูดเรียบง่ายของแม่ทำให้น้ำตาซึมและคิดได้ว่าคนเราเติบโตมาจากภูมิหลัง สังคม และการเลี้ยงดูที่ต่างกัน จะไปคาดคั้นให้ทุกคนคิดได้เร็วและเก่งเท่ากันหมดไม่ได้
จากผู้ควบคุมเกม สู่ “ยานแม่” ของทุกคน
เมื่อเวลาผ่านไป หลากหลายประสบการณ์ในชีวิตและการทำงานช่วยบ่มเพาะมุมมองใหม่และความเข้าใจใหม่ ๆ ในหลายเรื่อง โศรดาเลือกที่จะลดทิฐิและเปลี่ยนทัศนคติตัวเองใหม่ทั้งหมด จากผู้ควบคุม (Controller) ที่คอยทุบโต๊ะสั่งการ เปลี่ยนมาเป็นผู้สนับสนุน (Supporter) อยู่เบื้องหลัง จากเจ้านายสายบู๊ที่พร้อมฟาดฟัน กลายมาเป็น “ยานแม่” หรือร่มไม้ใหญ่ที่ทุกคนพร้อมจะวิ่งเข้ามาพึ่งพิงหลบฝน
ในอาณาจักรที่ดูแลคนกว่าเจ็ดร้อยชีวิตนี้ คำว่า CEO แทบจะหายไปจากปากพนักงาน เพราะเด็ก ๆ ในออฟฟิศต่างเรียกเธอด้วยคำเดียวกันว่า “แม่”
โศรดาเล่าว่า พอเด็ก ๆ เรียกเธอว่าแม่ บรรยากาศการทำงานก็เลยเปลี่ยนเป็นเหมือนครอบครัว เวลาเธอดุหรือบ่นอะไรแรง ๆ ออกไป แทนที่จะเครียดจนร้องไห้เหมือนเมื่อก่อน พวกเขากลับขำแล้วแอบไปรวมตัวตั้งแก๊งบอกกันเองขำ ๆ ว่าคอยหลบแม่ดี ๆ หรือตั้งใจทำงานดี ๆ เพราะพวกเขารู้ดีว่าต่อให้แม่จะบ่นจนหูชาขนาดไหน สุดท้ายแม่คนนี้ก็ยอมพับแขนเสื้อลงไปนั่งพิมพ์งาน ช่วยแก้ไอเดียร่วมกับพวกเขาจนเสร็จอยู่ดี ไม่ว่าจะต้องอยู่กันค่ำมืดดึกดื่นแค่ไหน
อันที่จริงแล้ว ความเป็น Perfectionist ไม่ได้หายไปไหนเลย มันแค่เปลี่ยนมาเป็นการพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง (Fact-based) แทนการใช้อารมณ์ สมองของเธอยังคงทำงานรวดเร็วราวกับเครื่องจับผิดตัวอักษร ถ้ามีตัวอักษรผิดสักตัวก็ไม่มีวันรอดพ้นสายตาเฉียบคมปานเหยี่ยวของเธอไปได้
“ถ้าลูกน้องพิมพ์คำว่า ‘ลม’ เป็น ‘รุม’ ก็จะเรียกมาอธิบายให้ฟังว่า ตัวอักษรเปลี่ยนไปแค่ตัวเดียว ความหมายก็เปลี่ยนไปคนละเรื่องทันที และถ้างานโฆษณานี้ออกสู่สาธารณะ ในแง่ข้อกฎหมายเราอาจโดนฟ้องได้” โศรดาเล่ายิ้มๆ ซึ่งพอสอนด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง ทุกคนก็เข้าใจและอยากพัฒนาตัวเองโดยไม่รู้สึกกดดัน
ความรักแบบแม่ยังขยายวงไปถึงการดูแลหลังบ้านของพนักงานอย่างลึกซึ้ง โศรดามีพี่ชายแท้ ๆ คือ คุณแจ็ค ทำงานอยู่ในบริษัทด้วยกัน ซึ่งมักโดนน้อง ๆ แซวบ่อย ๆ ว่าเหมือนแขกโพกผ้าเดินเก็บหนี้ เพราะบริษัทมีกองทุนเงินกู้ยืมร้อยเปอร์เซ็นต์แบบไม่เสียดอกเบี้ยไว้ช่วยเหลือพนักงาน ใครเดือดร้อนเรื่องครอบครัว ต้องการเงินห้าหมื่นหรือหนึ่งแสนไปหมุน สามารถมาหยิบยืมได้แล้วค่อย ๆ ผ่อนคืนทีละนิด เธอเชื่อมั่นว่า ถ้าพนักงานไม่มีความกังวลเรื่องหลังบ้าน เขาก็จะเอาสมองและหัวใจมาทุ่มเทกับงานได้เต็มที่ นี่คือสิ่งที่สร้างความไว้วางใจ (Trust) ร่วมกันอย่างแท้จริง

นอกจากนั้น ในบทบาทผู้นำองค์กรและนายกสมาคมโฆษณา โศรดายังให้ความสำคัญกับการบริหารหัวใจคนไม่แพ้กัน เธอมองว่าผู้นำยุคใหม่ไม่ใช่คนที่ออกคำสั่งเก่งที่สุด แต่คือคนที่รับฟัง เข้าใจ และเปิดพื้นที่ให้ทีมได้เติบโต เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มี AI เข้ามา คุณค่าของคนก็เปลี่ยนตาม เธอไม่ได้กลัวว่า AI จะทำให้คนตกงาน แต่เชื่อว่าคนทำงานต้องเก่งขึ้นจากการใช้ AI เป็นเครื่องมือ
ขณะเดียวกันองค์กรก็ห้ามหยุดสร้างคนรุ่นใหม่เด็ดขาด นี่คือเหตุผลที่เธอทุ่มเทผลักดันโครงการ DAAT University (DAATU) เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยี คอนเซ็ปต์ และกรณีศึกษา จากผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อพลังบวกและรักษาศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว
อาวุธลับจากหนังสือนิยาย 300 เล่ม
จิ๊กซอว์ความสำเร็จในงานครีเอทีฟของหญิงแกร่งสายบริหารคนนี้ซ่อนอยู่ในสมาร์ตโฟนและ iPad ของเธอ ปัจจุบันในแอปพลิเคชันอีบุ๊กของโศรดามีหนังสือนิยายรวมกันอยู่ถึง 378 เล่ม ซึ่งเปรียบเสมือนพื้นที่หลบภัยทางใจในวันหยุด เธอยังคงเป็นนักอ่านตัวยงที่เปิดอ่านนิยายทุกครั้งเมื่อมีเวลาว่าง ไม่ว่าจะตอนนั่งกินข้าว วันเสาร์-อาทิตย์ หรือตอนเดินทางบนเครื่องบิน เพื่อผ่อนคลายสมองจากเรื่องตัวเลขและงานบริหารที่ชวนให้เหนื่อยล้า โดยมี ว.วินิจฉัยกุล และ พงศกร เป็นนามปากกาของนักเขียนในดวงใจ
โศรดาเผยเคล็ดลับว่า การที่เธออ่านหนังสือมาตลอด 30-40 ปี ทำให้เธอเข้าใจฉันทลักษณ์และจังหวะของภาษาได้เร็วมาก
การอ่านนิยายเรื่องยาวมาทั้งชีวิตหล่อหลอมให้สมองของเธอมีความสามารถพิเศษ เวลาลูกน้องเอาคอนเซปต์โฆษณามาวาง แว่บเดียวที่สายตากวาดผ่าน ตัวอักษรเหล่านั้นจะถูกแปลงเป็นภาพเคลื่อนไหวและมีเสียงขึ้นมาในหัวของเธอ เธอจะรู้ได้ทันทีว่า mood & tone แบบนี้ควรใช้ภาพ (visual) แบบไหน
ไม่เพียงแค่งานโฆษณา โศรดายังใช้ทักษะการอ่านนี้ในการบริหารคน เธอชอบเข้าไปอ่านโซเชียลมีเดียของพนักงานแทบทุกคน เพื่อดูว่าช่วงนี้ชีวิตของน้องคนไหนเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร แล้วจำรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่าคนไหนชอบกินอะไรหรือไม่ชอบอะไร ตอนเดินสวนกันในออฟฟิศ เธอจะทักทายเรื่องที่เขาไปเที่ยวมา หรือสั่งของโปรดมาวางไว้ให้
“แค่อยากให้น้อง ๆ รับรู้ว่าพวกเขามีความหมายสำหรับเรานะ เพราะยังจำความรู้สึกของตัวเองตอนเป็นเด็กใหม่เพิ่งเริ่มทำงานได้ดีว่า เวลาเจ้านายทักทายเราด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ โอ้โห ใจฟู ดีใจมาก กำลังใจมาเต็มเปี่ยมเลย” โศรดาเล่าไปยิ้มไป
โมเดล Power of One และสมรภูมิโฆษณายุคใหม่
พลังแห่งจินตนาการและความเข้าใจมนุษย์ผ่านตัวหนังสือไม่ได้แค่ช่วยชุบชูใจในวันว่าง แต่กลายเป็นอาวุธลับสำคัญที่โศรดานำมาใช้บริหารอาณาจักรโฆษณาพันล้าน ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโควิด-19 ที่งบโฆษณาของลูกค้าโดนตัดก่อนเป็นอันดับแรก
หลายคนมองว่าตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลของไทยที่ลดลงต่ำสุดในอาเซียนเป็นสัญญาณขาลง แต่โศรดากลับมองต่างมุม เธอบอกว่านี่ไม่ใช่การหดตัว แต่เป็นยุคที่นักการตลาดใช้เงินอย่างฉลาดและเน้นประสิทธิภาพมากกว่าปริมาณ เพราะแบรนด์ไม่ได้ต้องการซื้อสื่อให้มากที่สุด การใช้พลังของข้อมูลและ AI มาทำ Hyper-targeted Marketing สื่อสารเฉพาะเจาะจงกับผู้บริโภค เป็นกลยุทธ์ที่ใช้งบน้อยลงแต่เข้าเป้าแม่นยำกว่าเดิม
ด้วยวิธีคิดนี้ เธอจึงนำพา Publicis Groupe Thailand พลิกฟื้นกลับมาเติบโตแบบ Double Digit ได้สำเร็จ พร้อมทั้งชนะการช่วงชิงงานระดับภูมิภาค คว้าสิทธิ์ดูแลมีเดียของ Unilever มูลค่ากว่าสามพันล้านบาทมาอยู่ในมือ โดยใช้โมเดล Power of One ที่ทลายกำแพงระหว่างบริษัทในเครือ เปลี่ยนบทบาทของเอเจนซีจากการผลิตโฆษณาไปเป็นพันธมิตรธุรกิจที่ช่วยแก้ปัญหาองค์กรแบบครบวงจร โดยนำพนักงานจาก 3 ชนเผ่าที่คิดต่างกันสุดขั้วมารวมพลังกัน ได้แก่ เผ่า Creative (พวกช่างฝันที่ใช้เสียงและความรู้สึกของมนุษย์นำทาง) เผ่า Media (พวกมนุษย์ตัวเลขที่มองทุกอย่างเป็นผลลัพธ์และระบบ Automation) และเผ่า Digital (พวกลูกครึ่งสายพันธุ์ใหม่ที่ต้องทำงานตอบโจทย์ระบบและแพลตฟอร์ม)
โศรดาเล่าว่า การเอาคนสามกลุ่มที่มี Ego และวิธีคิดแตกต่างกันสุดขั้วมาทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกันและดูงบกำไรขาดทุน (PNL) ตัวเดียวกันเป็นเรื่องยากมาก แต่ทำสำเร็จเพราะสร้างวัฒนธรรมที่เน้นเรื่อง Respect (การให้เกียรติซึ่งกันและกัน) และ Sincerity (ความจริงใจ)
บทพิสูจน์เรื่องความจริงใจและการมองความสัมพันธ์แบบ Person-to-Person ที่เด่นชัดที่สุดคือ กรณีศึกษาของแบรนด์ระดับโลกอย่าง KFC ในอดีตโศรดาเคยดูแลงานครีเอทีฟให้ KFC มายาวนาน 4 ปีเต็ม แต่อยู่มาวันหนึ่งบริษัทแพ้การประมูลและเสียบัญชีลูกค้ารายนี้ (Account) ไปถึง 2 ปีเต็ม ส่งผลให้รายได้หดหายไปเหลือเพียงหนึ่งในสาม แต่ตลอดสองปีนั้นเธอยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เธอยังบินไปประชุมต่างประเทศร่วมกับลูกค้า ดึงเครื่องมือ Social Listening มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และทำรายงานส่งให้ลูกค้าโดยไม่คิดเงิน
จนกระทั่งครบสัญญาและเปิดประมูลงานใหม่อีกครั้ง ลูกค้าโทรศัพท์มาเปิดอกคุยกับเธอและบอกความรู้สึกว่า พวกเขาเคยทำให้เธอผิดหวังและทิ้งเธอไป แต่เธอไม่เคยทิ้งพวกเขาเลย ในที่สุดเธอก็ทวงคืนงานทั้งหมดกลับมาได้สำเร็จ
ความเข้าใจมนุษย์คือความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ในยุคที่ AI เก่งขึ้นทุกวัน สามารถสร้างรูป วางแผน หรือคิดคอนเทนต์ได้ในไม่กี่วินาที โศรดามองว่า AI เป็นเพียงผู้ช่วยที่ดี แต่ไม่มีทางทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด เพราะ AI ไม่มีอารมณ์ ไม่มีประสบการณ์ชีวิต และไม่เข้าใจรากเหง้าวัฒนธรรมที่ทำให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ ในวันที่ทุกแบรนด์เข้าถึง AI ได้เหมือนกัน ความต่างจึงอยู่ที่ว่าใครจะตั้งคำถามได้ดีกว่า และใครเข้าใจความเป็นมนุษย์มากกว่า
นี่คือเหตุผลที่เธอชี้ชวนให้ทุกแบรนด์หยุดการโฟกัสแค่ยอดขายระยะสั้น (Performance Marketing) แล้วหันกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ในระยะยาว (Brand Building) เพื่อผสานเทคโนโลยีเข้ากับความรู้สึกของคนอย่างเหมาะสม เพราะต่อให้ระบบเทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความเข้าใจมนุษย์คือความได้เปรียบทางการแข่งขันที่แท้จริง
ปล่อยวางความตึงเครียด สู่ความสุขเรียบง่าย
เบื้องหลังภาพลักษณ์ผู้บริหารหญิงแกร่งระดับแถวหน้าของเมืองไทยที่ต้องแต่งตัวเนี้ยบ แบรนด์เนมหัวจรดเท้า เพื่อเป็นกลไกชดเชยและปกป้องตัวเองจากความกดดันในชีวิตการทำงานมาตลอด ในวันนี้เมื่อแสงไฟในออฟฟิศดับลง โศรดาในวัยปัจจุบันได้ค้นพบสิ่งที่เรียกว่า “อิสรภาพทางใจ” ที่มีคุณค่ากว่าชื่อเสียงใด ๆ
จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากชีวิตคู่ในปัจจุบันที่มี Life Partner คอยดูแลและซัพพอร์ตใจอย่างเต็มที่ ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความตึงเครียดลง
โศรดาเล่าว่า เมื่อก่อนเธอต้อง “เป๊ะ” ตลอดเวลา แต่พอมาใช้ชีวิตคู่ในปัจจุบัน เธอได้รับการดูแลที่ดีและใช้ชีวิตเรียบง่ายขึ้นมาก วันเสาร์-อาทิตย์เธอจะไม่แต่งหน้าเลย ปล่อยหน้าสด ใส่เสื้อผ้าสบาย ๆ ถือถุงผ้าธรรมดา ๆ แล้วนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ Vespa ของสามี ชวนกันไปกินข้าวมันไก่หรืออาหารง่าย ๆ แถวหมู่บ้าน ซึ่งเธอรู้สึกว่านี่แหละคืออิสระทางใจที่แท้จริง
การเรียนรู้ที่จะใจดีกับตัวเองมากขึ้น แสดงออกผ่านสองโปรเจกต์ส่วนตัวที่เธอเลือกทำเพื่อชุบชูใจ
โปรเจกต์แรกคือ การปรับปรุงซ่อมแซมบ้านหลังใหม่แถวเกษตรนวมินทร์ เพื่อพาคุณแม่มาอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งเธอรู้สึกว่า “มันโคตรดีเลย” ที่ได้เห็นครอบครัวมาอยู่รวมกัน
และโปรเจกต์ที่สองคือ การตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันเล็ก Mini Electric สีแดง ซึ่งเป็นรถในฝันที่เธออยากได้มานานกว่าสิบปี ไปยืนดูที่โชว์รูมถึงสามรอบแต่ไม่เคยตัดใจซื้อ เพราะนิสัยส่วนตัวที่ชอบซื้อของใหญ่ ๆ ให้คนอื่น ซื้อรถให้พี่ ซื้อของให้แม่ แต่พอเป็นเรื่องของตัวเองจะคิดแล้วคิดอีกจนเหนื่อยว่ามันคุ้มค่าไหม
เธอพูดถึงความรู้สึกว่า ตอนนี้เธอเรียนรู้ที่จะมอบความสุขให้ตัวเองบ้าง เลยตัดสินใจเดินไปซื้อเลย เลือกโมเดล Freedom Choice จ่ายก้อนเดียวจบเพื่อแลกกับความสุข ทุกวันนี้เธอขับเจ้ารถคันเล็กสีแดงนี้ไปไหนมาไหนอย่างสบายใจ เวลาไปเที่ยวก็พับเบาะหลังลงให้เป็นที่นั่งของ “เฉาก๊วย” เจ้าสุนัขปอมสีดำตัวโปรด ชีวิตมันก็แค่นี้เอง
จากเด็กหญิงผู้รักการอ่าน ผ่านคืนวันแห่งการเคี่ยวกรำตัวเองแบบ Perfectionist จนถึงวันที่เข้าใจโลกและเลือกที่จะเติมเต็มชีวิตด้วย Empathy ทุกวันนี้โต๊ะทำงานของหญิงแกร่งในฐานะ CEO คนนี้อาจจะยังเต็มไปด้วยตัวเลขโปรเจกต์พันล้าน ระบบ AI ล้ำสมัย และแรงกดดันมหาศาล แต่หัวใจของโศรดา ศรประสิทธิ์ได้ทะยานสู่ชั้นบรรยากาศที่เบาสบาย กลายเป็นยานแม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังบวกและพร้อมจะโอบอุ้มผู้คน 750 ชีวิตให้มุ่งไปข้างหน้าด้วยกันอย่างยั่งยืนที่สุดแล้ว
บทสัมภาษณ์อื่น ๆ ที่น่าสนใจ
‘ชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล’ WashXpress เติบโตยั่งยืนด้วยประสิทธิภาพ
ถอดวิธีคิด ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์ จากเจ้าของวลี ‘ดูปากณัชชานะคะ’ สู่ทักษะการปรับตัวในโลกที่หมุนไว



